สรภัญญะ พาหุงคำฉันท์

สรภัญญะ พาหุงคำฉันท์

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลังอุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะสิทธิ นิจจัง

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
๏
ปางเมื่อพระองค์ปรมพุท-    ธวิสุทธศาสดา
ตรัสรู้อนุตรสมา-                     ธิ ณ โพธิบัลลังก์
ขุนมารสหัสพหุพา-                 หุวิชาวิชิตขลัง
ขี่คีริเมขละประทัง                   คชะเหี้ยมกระเหิมหาญ
แสร้งเสกสราวุธประดิษฐ์        กลคิดจะรอนราน
รุมพลพหลพยุหะปาน             พระสมุทรคนองมา
หวังเพื่อผจญวรมุนิน-             ทสุชินราชา
พระปราบพหลพยุหมา-          รเมลืองมลายสูญ
ด้วยเดชะองค์พระทศพล         สุวิมลไพบูลย์
ทานาทิธรรมวิธิกูล                  ชนน้อมมโนตาม
ด้วยเดชะสัจจวจนา                 และนมามิองค์สาม
ขอจงนิกรพลสยาม                  ชยสิทธิทุกวาร
ถึงแม้จะมีอริวิเศษ                   พลเดชเทียมมาร
ขอไทยผจญพิชิตผลาญ           อริแม้นมุนินทรฯ
(กราบ)




สรภัญญะ สังฆคุณคำฉันท์ สังฆานุสสติ

สรภัญญะ สังฆคุณคำฉันท์ สังฆานุสสติ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
,
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
,
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง
, จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐปุริสปุคคะลา,
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
, อาหุเนยโย,
ปาหุเนยโย
, ทักขิเนยโย, อัญชะลีกะระณีโย,
อนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

กาพย์ฉบัง ๑๖
           
๏ สงฆ์ใดสาวกศาสดา             รับปฏิบัติมา
แต่องค์สมเด็จภควันต์             
          เห็นแจ้งจตุสัจเสร็จบรร-            ลุทางที่อัน
ระงับและดับทุกข์ภัย              
          โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร             ปัญญาผ่องใส
สะอาดและปราศมัวหมอง                 
          เหินห่างทางข้าศึกปอง               บ่ มิลำพอง
ด้วยกายและวาจาใจ               
          เป็นเนื้อนาบุญอันไพ-               ศาลแด่โลกัย
และเกิดพิบูลย์พูนผล              
          สมญาเอารสทศพล                    มีคุณอนนต์
อเนกจะนับเหลือตรา              
         ข้าขอนบหมู่พระศรา-                พกทรงคุณา-
นุคุณประดุจรำพัน                  
          ด้วยเดชบุญข้าอภิวันท์               พระไตรรัตน์อัน
อุดมดิเรกนิรัตศัย                    
          จงช่วยขจัดโพยภัย                     อันตรายใดใด
จงดับและกลับเสื่อมศูนย์ฯ

(กราบ)

สรภัญญะ ธรรมคุณคำฉันท์ ธรรมานุสสติ

สรภัญญะ ธรรมคุณคำฉันท์ ธรรมานุสสติ

            สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก, อกาลิโก,
เอหิปัสสิโก
, โอปะนะยิโก, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ

กาพย์ฉบัง ๑๖ 
           
๏ ธรรมะคือคุณากร                 ส่วนชอบสาธร
ดุจดวงประทีปชัชวาล            
          แห่งองค์พระศาสดาจารย์           ส่องสัตว์สันดาน
สว่างกระจ่างใจมล                 
          ธรรมใดนับโดยมรรคผล           เป็นแปดพึงยล
และเก้ากับทั้งนฤพาน             
          สมญาโลกอุดรพิสดาร               อันลึกโอฬาร
พิสุทธิ์พิเศษสุกใส                  
          อีกธรรมต้นทางครรไล              นามขนานขานไข
ปฏิบัติปริยัติเป็นสอง              
          คือทางดำเนินดุจคลอง              ให้ล่วงลุปอง
ยังโลกอุดรโดยตรง                 
          ข้าขอโอนอ่อนอุตมงค์               นบธรรมจำนง
ด้วยจิตและกายวาจา ฯ
(กราบ)



สรภัญญะ พุทธคุณคำฉันท์ พุทธานุสสติ

สรภัญญะ พุทธคุณคำฉันท์ พุทธานุสสติ

            อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
๏ องค์ใดพระสัมพุท                ธสุวิสุทธสันดาน
ตัดมูลเกลศมาร                        บ่ มิหม่นมิหมองมัว
         
หนึ่งในพระทัยท่าน                 ก็เบิกบานคือดอกบัว
ราคี บ่ พันพัว                          สุวคนธกำจร
          
องค์ใดประกอบด้วย                พระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร                  มละโอฆะกันดาร
          
ชี้ทางบรรเทาทุกข์                   และชี้สุขเกษมสานต์
ชี้ทางพระนฤพาน                    อันพ้นโศกวิโยคภัย
        
พร้อมเบ็ญจพิธจัก-                  ษุจรัสวิมลใส
เห็นเหตุที่ใกล้ไกล                   ก็เจนจบประจักษ์จริง
         
กำจัดน้ำใจหยาบ                     สันดานบาปแห่งชายหญิง
สัตว์โลกได้พึ่งพิง                    มละบาปบำเพ็ญบุญ
         
ข้าขอประณตน้อม                   ศิระเกล้าบังคมคุณ
สัมพุทธการุญ-                        ญภาพนั้นนิรันดรฯ
                                    (กราบ)

โองการนารายณ์แสง

โองการนารายณ์แสง


            โอม ดำเนินพระศุกร์ กูจะปลุกสำแดงนารายณ์แสง เธอจึงจะให้กูปลุกมนต์แลปลุกยา กูจะปลุกทั้งคาถาแลเลขยันต์ กูจะปลุกทั้งเป็นสูรย์แลเป็นจันทร์ กูจะปลุกทั้งกลางวันแลกลางคืน กูจะปลุกไม้อันยื่นก็มาระเถื่อน กูจะปลุกทั้งบนเรือนแลป่าช้า กูจะปลุกทั้งสะบ้าแลเขาควาย กูจะปลุกทั้งรูปตายมาเป็น กูจะปลุกทั้งเส้นเอ็นแลกระดูก กูจะผูกทั้งด้ายผูกประกบ พระครูกูชื่อพระฤษีกัสสป ชุบมนต์ให้แก่กู อิสวาสุ มะอะอุ๚๛
            โอมพระนารายณ์แผลงฤทธิ์ พระอาทิตย์เปล่งแสง พระจันทร์สำแดงรัศมี พระธรณี สนั่นหวั่นไหว พระคงคาไหลอยู่กลับกลอก พระพายก็พัดหมอก อยู่ครอบคลุม ตลบพระเสภพ ก็มีกำลังได้ขี่แสนช้างสาร พระเพลิงย่อมสังหารผลาญด้วยอิทธิริทธิ์ อันปรากฏ โอมเพชชาติทรหด ปรากฏแก่ตัวกู พุทธังอนัตตา ธัมมังออนัตตา สังฆังอนัตตา ทุสะมะนิ นิสะมะทุ โสธายะ๚๛
            โอม สิทธิการ กูจักทะยานไปอัญเชิญเทพยดา อันสถิตในฉกามาพจรสวรรค์ให้ชักชวนกันมา ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ตาวติงสา ยามา ตุสิตา นิมมานะระติ ปะระมันมิตะวะสะวัตตี ทุกหมู่ ทั้งปู่เจ้าแลปู่ครู นางอุมาภควดี นางธรณี เธอจงมาเป็นพยาน พระอิศวรผู้เป็นเจ้า เธอจึงจะมาแต่งตั้งเครื่องสาตราอาวุธทั้งหลาย พระกาฬจึงเอาธูปเทียนมารม พระพรหมจึงเอาสุคนธรสมาทา เขี้ยวแลงาขุนแลนาย ครำกำจัดแลกำจาย เขี้ยวหมูตันเป็นเหล็ก งาช้างเป็นทองแดง สารพัดเครื่องมาปรากฏ ก็ควรด้วยตนกู กูจักปลุกนกแซงแซวเผือกอันเป็นแก้ว กูจักปลุกเครื่องอันลงและให้คง กูจักปลุกทั้งสีผึ่งเทียนแลตะกั่ว กูจักปลุกทั้งเงินแลทองแดงลงสารพัด กูจักปลุกคนใจหาญแลใจขลาด กูจักปลุกทั้งยาตราไปสงคราม กูจักปลุกทั้งหอกแลดาบอันขาดคอเงินแลคอทอง กูจักปลุกทั้งกระบองแลหน้าไม้ปืนไฟ ปืนน้อยแลปืนใหญ่ ปืนนกสับ กูจักปลุกทั้งช้างม้ารี้พล ทั้งพระรถแลเรือชัย ทั้งเสื้อแลหมวกมงกุฎ โล่ขันใส่ทอง ทั้งกระบองแลนนทรี ขวานเหล็กหนามใต้น้ำทั้งขวากไม้รวกฉมวกสามขา ทั้งแก้งแหวนพิรอดอาภรณ์นานา อาวุญทั้งหลายเกาทัณฑ์ พระจันทร์ พระอาทิตย์ พระบิดามารดา ประเจียดมนต์ดลภควัมบดี ก็ควรด้วยตนกู โอม คงคง มหาคงคง ตรีเพชชะคงคง สวาหะ๚๛

โองการปู่เจ้าสมิงไพร

โองการปู่เจ้าสมิงไพร


            โอม ปู่เจ้าสมอคอน ปู่เจ้ามอแครง ปู่เจ้าสมอราย ปู่เจ้าสมิงไพร
มึงเอาหนังวัวหนังควาย หนังเนื้อทราย มึงเอาเนื้อวัวเนื้อควาย
เนื้อสารพัดสัตว์ทั้งหลาย มึงเอาเข้ามาลับใส่ตน มึงเอามาใส่หนังสือ
มึงเอามาใส่เส้นใส่เอ็น ใส่ข้อ ใส่กระดูก ใส่สมองใส่หัวทั่งสรรพางค์กาย
มนต์มึงกระทำคนทั้งหลายเจ็บปวด จุกครางเป็นไปต่าง กระดูกวัว
กระดูกควาย กระดูกช้าง กระดูกม้า กระดูกสารพัด กระดูกสัตว์ทั้งหลาย
 มึงเอาก้างสารพัด ก้างตัวปลาทั้งหลาย หนามสารพัดหนามทั้งหลาย
ถ่านไฟแลกรวดทราย มึงเอามาโปรยปรายแก่คนทั้งหลายเจ็บปวดเป็นไปด้วย เอหิ เอหิ ฯ
            โอม ปู่เจ้าสมอคอน ปู่เจ้ามอแครง ปู่เจ้าสมอราย ปู่เจ้าสมิงไพร
มนต์พระฤๅษีทั้งหลาย จงมาประสิทธิ์แก่กู กูจักกระทำมนต์จ่ามนต์แลพญามนต์
ครูกูใช้กูกำจัดเสียสิ้นด้วย สัพเพเทวาปิสาเจวะ อาฬะวะกาทาทะโยปิจะ
ขัคคังตาละปัตตังทิสวา สัพเพยักขาปะลายันติ ปะฏิเสวามิ นะสัพพะ ขับออกมาเน้อ เอหิ เอหิ ฯ
            โอม แสนผี แสนคน มึงทำแก่กูบ่มิต้อง
            โอม สากอง สาทอง มึงพาของมึงกลับไปสู่อ้ายหมอมนต์
เจ้าของมึงเถิดเน้อ เอหิเอหิ มานัตตังนิกขิปปา มิวัตตัง นิกขิปปามิคิหิติมังทาเรถะ กำจัดกำจาย ผันผายออกมาเถิด เอหิ เอหิ ถ้ามึงมิออก กูจักขับ อาวุโธเวสสุวัณโณ ตัวกูจักฆ่าฟันมึงด้วยพระขรรค์ไชยศรี  มนต์กูเรียนมาแต่พระนารายณ์ จงประสิทธิ์แก่กู ออกออก หลุดหลุด อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ เอหิ เอหิ สวาหายะ ๚๛

โองการมหากระฉ่อน

โองการมหากระฉ่อน

            โอมกระฉ่อน มหากระฉ่อน
กูจะศรนารายณ์ผู้มีฤทธิ์
กูจะบิด
พระคงคาอันไหลนอง
กูจะปอง
ด้วยพระพุทธจักร
กูจะหักด้วย
พระพุทธคีเนตร
กูจะเสกด้วยพระ
พุทธะคีนาย
อักษรทั้งหลายที่สู
ทำมา ด้วยว่านและยาพิษ
ทำประสิทธิด้วยตัวนะมาชักยันต์

เอาตัวโมมาเป็นขันธ์
เอาตัวขอ
มาใส่ไว้กลาง
ชักเข้าตารางด้วย
ตัวกอ
เอาเลข๗เลข๒ทำให้ต้อง
คนทั้งหลาย
ทำให้มรณัง ทำด้วย
เนิ้อแลหนัง
ทำด้วยกระดูกผีพรายและถ่านไฟ
ผีพรายขนาน
ขนัน
ทำด้วยเขี้ยวงาเงียงปลา
แขยง
ทำด้วยตะกั่วทองแดง
สำริด ขอมไทย
ทำด้วยไม้ไผ่
แยกตีนกา
เสกด้วยคาถาเข้าใน
คำภีร์
ทำกลพิธีด้วยพระนารายณ์

เธอมาสั่งสอน กูจดแก้คุณตัวขอ
ชือคนทั้งหลายทำให้มรณัง คิหิ
ภาวัง ธาเรนตุ พุทธรัตตะนัง
ธัมมะรัตตะนัง สังฆะรัตตะนัง
หุลู หุลู สวาหายะ ๚๛

โองการเอิกเกริกพระราม

โองการเอิกเกริกพระราม

                        ๏ โอม สิริธิติ มะติเตโชชัยยะ ไกรธรรมวรนาถ คือข้าพเจ้าก้มเกศก็ดี ยอกรชุลีพนมแก่พระรัตนไตรแก้วสามประการ แต่โบราณเป็นอสุรกร อมรโคหาเนสิ โดยประเทศถานพระชินสีห์มาแต่ก่อนไซร้ ชัยมุนีนาถ อาจพรรณนาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ทั้งแปดหมื่นสี่พันพ้น พระธรรมขันธ์ พระปิฏกกัณไตร พระวินัย พระปรมัตถ์ อดิเรกทั้งในปฐมชาโต อิติปิโส ภะคะวา ข้าพเจ้า ขออาราธนา อัญเชิญพระพุทธมนต์คาถาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจึงขอเรียนให้ขึ้นใจ กูจะยอตัวกูขึ้นเป็นกงจักร ไม้ไร่หักเป็นผุยผง ทั้วทั้งเมืองสักกะชมพู กูจะลำรึกถึงครูกู ใครจะสู้กูบ่มิได้ ครูกูจึงจะให้เล่าเรียนพระคาถาคือพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นะโมพุทธายะ ยะะคะวา ชัยยะ มังคะรัง ปาสุอุชา อิปะสะมิ พุทธะสังมิ อิสวาสุ มะอะอุ อิกะวิติ สุเทเสฏโฐ อะสังวิสุโลปุสะพุภะ สังวิธาปุกะยะปะ ทิมะสังอังขุ สะธะวิ ปิปะสะอุ ทุสะนิมะ จิเจรุนิ ตังนิพพุติง นะมะพะทะ นะมะนะอะ นอกอนอกะ กอออนออะ นะอะกะอัง ตัตถะมะถุ อุมะอะยะ จิปิเสคิ คิเสปิจิ มะหายุตถะ มาเนหะ นิระมะหา สัตถัง จะภะกะสะ นะมะพะทะ จะอะพะคะ กาโรทะนะ ตะมังนะอัง อะวะหะยะ กิปิปะอะ อะอุกะมิ เสปุริโส สีระมุมะ ทุสะนัสมิง ปิติมะอุ นะนายะ สุสิสะโม พุทโธ ภะคะวา สุสิสะโม ธัมโม ภะคะวา สุสิสะโม สังโฆ ภะคะวา โลกะนาโถ มะหิทธิโก นาสังสิโม สิระพุทธติง ยะกะพะรัง นะเหยหาย เดชะครูบรรยายขอให้มีกำแพงเจ็ดชั้นกันตัวกู อยู่รอบทั้งหน้าทั้งหลัง พระวิภัง พระสังคินี พระปรมัตถ์ อัตถะคาถา อาจาริยะ ผู้ประเสริฐ จึงให้คาถาอันล้ำเลิศ คงกระพันแก่กู เพ็ชรอันหนึ่งคงแก่หอกดาบ ธนูกำสาบสารพัดอาวุธทั้งยุทธสงคราม ทั้งขวากและหนาม มิได้เข้า คาถานี้เมื่อพระพุทธเจ้าผจญด้วยพระยามาร ก็พ่ายแพ้แก่องค์พระชินสีห์ ด้วยบารมีสิบทัด คือ อิติปารมิตตาติงสา อิติสัพพัญญูมาคะตา อิติโพธิ มะนุปปัตโต อิติปิโส จะเตนะโม โพอะวะนิ คะระอะหัง สันติง สะปาระมิโย เวสสันตะระ พาเวนะปุตตัง ทัตตะวาทานะ ปะริจาคัง สัตตะสะตักกะ มหาทานัง สัมโรนะวา พรหมาเนนะรา สุกขีกะตา โพอะวะนิ ตะระมะหัง ตัสสานะ สุกขะติ ๚๛
                        ๏ โอม เอิกเริกเพ็ชรเกราะ เพ็ชรพิชัยชาญ หนุมานผู้ชาญชัยชิด มีฤทธิ์ห้าวหาญแสนขวานจะถากก็บิ่นหัก แสนหอกซัดก็ยับเยิน แสนพะเนินตีกูก็บ่ต้อง แสนตะบองตีกูก็บ่มิถูก แสนธนูยิงกูก็บ่มิเข้า ตัวกูนี้คือคงกระพัน แสนดาบขวานฟันกูก็บ่มิเข็ด กูคือเพ็ชรเดชเพ็ชร ทรงคงแก่หอกเหล็กหอกหล่อ หอกข้อเงิน หอกข้อทอง หอกสัมฤทธิ์ กริชทองแดง คงทั้งแสงฟ้าผ่า เพ็ชรคงทั้งซ้าย เพ็ชรคงทั้งขวา เพ็ชรคงทั้งนั่ง เพ็ชรคงทั้งยืน เพ็ชรคงทั้งหลัง เพ็ชรคงทั้งตื่น เพ็ชรคงทั้งยืนสู้รบ เพ็ชรคงทั้งในน้ำ เพ็ชรคงทั้งบนบก เพ็ชรคงทั้งอึดใจบังนิทรา ตัวกูคือหินผาศิลาแลงแข็งยิ้งกว่าเพ็ชรอันกล้า อิติปิโส ภะคะวา ครูกูคือพระฤๅษีทั้งสี่ตน เธอจึงให้กูเล่าพระพุทธมนต์ คงแก่เพ็ชรเอิกเริกไตรภพ ตลบมนฑล เธอจึงให้ชุบตัวกูดุจประหนึ่ง หนุมานวายุบุตรทหารกล้า พระรามประยุทธด้วยอินทรชิต ประสิทธิ์ด้วยสารพัดคง เจ้ากรุงลงกามหายักษาจะฆ่ากูก็ไม่ตาย ด้วยเดชะพระนารายณ์อวตาล ลงมาผลาญอสุราให้มอดม้วยด้วยศรพระผู้เป็นเจ้า ตัวกูนี้คงกระพัน คือหินศิลาแลง แข็งยิ่งกว่าเพ็ชรกล้า อิติปิโส ภะคะวา โลมาคือขนอยู่ทั้งสรรพางกายตัวกูโอมเพ็ชรคงคงสารพัดคง อิติปิโส ภะคะวา อัฏฐิคือกระดูก อยู่ทั้วสรรพางกายตัวกูโอมเพ็ชรคงคง สารพัดคง อิติปิโส ภะคะวา ตะสีเกสา สะโต ยะถาคงคา โสตัง ปะวัตตันติ มาระเสนา มาระยิงสุ อะเสสะโต นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ มะอะอุ อุอะมะ อิสวาสุ สุสวาอิ อะยันตุโภนโต อิทัตตะทานะสี นะเนกขัม ปัญญา นิสะหะ วิริยะ ขันติ สัจจาธิษฐาน นิจสะเมนตุ อุเบกขา ยะทา ยะโว นะมะกะ โรหิติ พุทธคุณณังรักษา ธัมมะคุณณังรักษา สังฆคุณณังรักษา คุณบิดารักษา คุณมารดารักษา คุณพระอินทร์รักษา คุณพระพรหมรักษา คุณเจตภูติรักษา ในตัวกู โอมประสิทธิปาโธ นะอุพุยะ ยะกำจัดพลัดจากมือ นะจังงัง บังจุกขุ อิมัง อังคะ พันธะนัง อธิษฐามิ๚๛



โองการมารวิชัย

โองการมารวิชัย


              ๏ โอมสิทธิไชยไกรธรบวรนารถ ข้าพระบาทจะก้มเกล้าดุษฏี ยอกรชุลีขึ้นไหว้นบ ในไตรภพ พระบาทพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ จึงมาชุมนุมกันบ่มินาน ในบุษบกพิมานด้วยกัน จึงปันแบ่งแต่ละแห่งแต่ละอัน พระอิศวรผู้เป็นเจ้านั้น เธอจึงตรัสใช้ให้พระเพชรฉลูกรรมลงมาสาปสรร ในพื้นพิภพจบพระธรณี พระศรีคงคามหาสมุทร อันไหลมาบ่มิรู้สิ้นสุดแห้งเหือดหาย พระอิศวรพระนาราย์แลท้าวพันตา เธอจึงจะให้หาปุ่มเปือกผงเผ่าเถ้าธุลีอันมีในชลาลัยนัทธี ตั้งเป็นคีรีภูผาพฤกษาเส้นหญ้า ช้างมาวัวควาย คชสีห์ราชสีห์ กรุงพาลีแลเถื่อนถ้ำถ้วน พระปรเมศวรเจ้าหล้ามาทั้งฟ้าครอบพระธรณี มีทั้งกินนรีแลกินนร ทั้งพระฤาษีสิทธิวิทยาธรไกรสรอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งอาทิตย์แลพระจันทร์ เป็นวันเป็นคืน เป็นปีเป็นเดือน ลอยเลื่อนเกลื่อนตามกันมา ส่วนพระพิรอดจึงสำแดงตั้งแก้วจักรวาล รายรอบกั้นบาดาล พิภพจบสายสินธุ์ มีทั้งพระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ พระจัตตุโลกบาล พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชุนุกันได้เก้าโกฏิ์เก้าล้านเก้าแสนเก้าหมื่นในพื้นแผ่นแท่นพสุธา ปรึกษาโดยวิสัย ตั้งมารวิชัยเป็นเอก ขี่ช้างเมขลาพลนิมิตตนใหญ่กว่าฟ้า หน้าใหญ่กว่าพระธรณี มีศรีกว่าพระอาทิตย์ มีฤทธิ์ใหญ่กว่าเทวดา มีตาร้อนดังเปลวไฟ ขึ้นชื่อว่ามารวิชัย เธอจึงให้กูเก็บยาทุกแหล่งหล้า แสนชั้นฟ้าหมื่นบาดาล จึงมีสารพระโองการเก็บเอายาถึงเก้าโกฏิ์เก้าแสนในพื้นแผ่นพสุธาดล กูจักชุบด้วยมนต์อันกูได้เหล่าเรียน ชื่อพระศรีไชยกังเวียนเป็นศัสตรา กูจักมาปราบกำราบสารพัดพิษ พระเจ้าประสิทธิ์กำเนิดในฟ้า ฟ้าก็มาระย่อ สูย่อมกินคน ตนกูจึงประสิทธิ์ สูอยู่ทิศทั่วกำแพงจักรวาล อยู่ด้วยท้าวกุเวรศาลยักษ์ พระปรเมศวรผู้เป็นเจ้า ตั้งกูเป็นนายแก้ผีเสื้อผีพราย สารพัดผีทั้งหลายในแหล่งหล้า ตีนค้ำฟ้าหน้าค้ำดิน สูย่อมกินคนเป็นอาหาร ได้ฟังสารกูมาเล่ากูมาพ่นเอาด้วยยาสารพัดพิษ พระเจ้าประสิทธิ์แก่กู คือโลกะวิทูอันเป็นใหญ่ กูจักใส่ด้วยอาคม กูจักประสมด้วยมนต์อันวิเศษ พระเจ้าตั้งอุปเทศแก่กู กูจะพ่นภูเขาภูเขาก็แตก กูจักพ่นแผ่นดินแผ่นดินก็แหลกทำลาย กูจักพ่นฟ้าฟ้าก็กระจาย กูจักพ่นสายสินธิ์พระสมุทรสาครทั้งหก กูจึงยกพระไตรปิฏกกรรไตรเป็นพระขรรค์ไชยศรี กูจักพ่นไปแต่ละทีตัดฝูงผีฝูงเหือด ฝูงเลือดฝูงลมอันมีพิษ ฝูงหิต ฝูงเรื้อน ฝูงเกลื้อน ฝูงกราก ฝูงฝีกระอากกระตังบาบ ฝีเกร็ดแรต ฝีแกรบในเกวียน ฝีทุเรียนฟกข้อ อันเกิดในคอในอก ตกในแข้งในขา อันมาในตีนแลในมือ ถือในเนื้อแลหัวใจ เกิดภายในแลภายนอก ออกทั้งสรรพางค์ ทั้งพิษงูทับทางแลงูเห่าแรงตลอด งูงอดตะบองพะลำตะบองพะลากระอากระอาก ลายสาบพิษตะเข็บแลตะขาบแมงป๋อง ทั้งพิษไฟเหล็กบาตร คุทราดมะเร็งช้าง มะเร็งม้า มะเร็งควาย มะเร็งวัว มะเร็งฝักบัว มะเร็งซับ มะเร็งซอน มะเร็งซ้ำ มะเร็งซึม มะเร็งคัน มะเร็งลา มะเร็งไข่ปลา มะเร็งไร มะเร็งไฟ มะเร็งตะมอย มะเร็งดอก ออกทั่วทั้งงูสวัด กูจักปัดฝีหัวคว่ำและฝีหัวหงายดาวรายแก้ว ระลอกออกทั่วทั้งตัว ให้คลั่วมั่วเป็นบ้าร้อน คือเปลวไฟอยู่ผะผ่าว ได้ฟังสารกูมากล่าว ก็ระงับดับพิษลงไปมิใด้เหน เย็นดังน้ำอยู่ในบาดาล กูจึงเอาสารพระโองการนี้ มาขับทั้งผีป่าผีเหว ผีพรายผีตายห่า ผีตายโหง ผีโป่งมารทะลุน ทั้งฝูงอุบาทว์ ทั้งคนอาพาธ คนจัญไร คนไข้ผอมเหลือง คนเงื่องคนเหงาคนเศร้า คนทุกข์คนจุก เป็นมะเร็งคุดริดสิดวง เป็นป้างเป็นป่วงเป็นไอเป็นไข้ตะคริว เป็นนิ่วเป็นต้อ หูหนวกตาฟาง เป็นเขม่าเกิดเป็นตาล เกิดกาฬอุบาทว์ เป็นไข้ตามืด เป็นหืดรำมะนาด ยากวาดนางเอื้อย ยาเมื่อยนางอิน ยากินนางฟ้า ยาทานางปลวก สูสามร้อยจำพวกนี้ กูจักขับสูออกไป แม้สูมิไปกูจักเอาไฟมาเผา กูจักยกเอาภูเขาเข้ามาทับ กูจักกลับแผ่นดินเข้ามาปก กูจักยกแผ่นฟ้าเข้ามาครอบ กูจักหอบสูบไว้ด้วยกัน กูจักฟันสูด้วยจักรพระนารายณ์ กูจักวายด้วยหอก กูจักตอกด้วยสิ่ว กูจักหิ้วหัวใจให้บรรลัยย่อยยับ  อย่าให้สูเข้ามาใกล้กาย สูต้องมนต์กูจงถอนหาย สูต้องวัวควาย ต้องช้างม้า กูจักฆ่าสูจงสิ้น กูจักปราบพิษสูจงให้ราบ กูจักบำราบพิษสูจงอย่าเงย ว่าเหวยสูมิรู้จักกูนี่หรือ ตัวกูนี้คือท้าวพรหมสีหราช แม่กูชื่อนางนาฏภควดี พ่อกูชื่อพระศรีปรเมศวร หน้าเป็นนวลมิรู้เศร้า พระพุทธเจ้าเป็นครูแก่กู คือโลกะวิทูอันเป็นใหญ่ ด้วยเดชพิสดารแห่งพระเจ้านั้น สูทั้งหลายจงมาระงับ กูจักขับสูไปนอกจักรวาล กูมีการงานกูจักเรียกสูมาใช้ กูเป็นไข้กูจักเยกสูมารักษา กูจักหายกูจักเรียกสูมาช่วย กูป่วยกูจักให้สูส่งส่วยอย่านาน ตามครูอาจารย์ประสิทธิสวาหายะ โอมทุเร ทุเร สวาหายะ๚๛

โองการพระไพล

โองการพระไพล


                                    ๏ โอมสิทธิการ เธอจึงขุดคูกว้างสามสิบเอ็ดวา
                        ตั้งกำแพงหนาสามสิบเอ็ดโยชน์ เธอจึงตีฆ้องโฆษณาการ
                        ห้ามพระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ
                        เธอจึงให้กูปลุกพระไพลต้นหนึ่ง ในปีชวดเดือนห้าวันอาทิตย์
๏  พระไพลจึงงอกขึ้นมาทรสายสาขา ยอดแทงฟ้ารางแทงตลอดไปถึงใต้บาดาล
ใบข้างหนึ่งแทงไปข้างพรอินทร์                      ใบข้างหนึ่งแทงไปข้างพระพรหม
ใบข้างหนึ่งแทงไปข้างพระยม                         ใบข้างหนึ่งแทงไปข้างพระกาฬ
ใบข้างหนึ่งแทงไปข้างพระโมคคัลลาน์           ใบข้างหนึ่งแทงไปข้างพระสารีบุตร
ใบข้างหนึ่งแทงไปข้างพระพุทธ                      ใบข้างหนึ่งแทงไปข้างพระธรรม
ใบข้างหนึ่งแทงไปข้างพระสงฆ์
รากข้างหนึ่งแทงไปหนบูรพา                          รากข้างหนึ่งแทงไปหนอาคเนย์
รากข้างหนึ่งแทงไปหนทักษิณ                        รากข้างหนึ่งแทงไปหนหรดี
รากข้างหนึ่งแทงไปหนประจิม                       รากข้างหนึ่งแทงไปหนพายัพ
รากข้างหนึ่งแทงไปหนอุดร                            รากข้างหนึ่งแทงไปหนอีสาน
รากข้างหนึ่งแทงไปใต้บาดาล            
                                    ๏  ครูอาจารย์เธอจักให้กูเอาไปพ่นมนุษย์ทั้งหลาย
                        พ่นไปในแม่น้ำ แม่น้ำก็แห้งเห็นตัวปลา
                        พ่นไปในป่าป่าไม้ก็หักครื้นเครง
                        พ่นไปหวายเหนี่ยวและเส้นหญ้าก็ขาด
                        ฝูงปิศาจก็มิอาจอยู่ได้ จึงจะมาก้มกราบไหว้กูชื่อพระปริสารท
                        กูตวาดสูทั้งหลายเหวย สูอย่าอยู่เลยเร่งไป
                        อย่าให้ทันกูพ่นพระไพล กูจักฟันสูด้วยพระขรรค์อันคมกล้า
                        กูจักฟันด้วยดาบ กูจักปราบด้วยหอก กูจักตอกด้วยสิ่ว
                        กูจักหิ้วหัวผีเหวี่ยงไปนอกจักรวาล ตั้งฟ้ารับรอกินคน
                        กินทั้งตนกินทั้งมัน กินทั้งตัดกินทั้งใส่ กินทั้งหัวใจ
                        กินทั้งก้อนจิตติดก้อนเลือด ก็มิเหือดหายคลายเสื่อมเศร้า
                        โอมสูหับลับหาย คัจฉะอะมุมหิ โอกาติฏ์ฐาหิ๚๛