พระคาถาไพรีพินาศ (มนต์คาถาที่ทำให้ศัตรูแพ้ภัยตนเอง)


พระคาถาไพรีพินาศ
มนต์คาถาที่ทำให้ศัตรูแพ้ภัยตนเอง

ภาคต้น
            ขอขมาต่อคุรุครูบาอาจารย์เจ้าทั้งปวง และขออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วทั้งจักรวาลอนันตจักรวาลมาชุมกัน ณ ที่นี้ เพื่อปกปักษ์ป้องกันรักษาให้มีสุขสวัสดิ์ภิพัฒน์มงคลด้วยเทอญ
            มนตรามีมากมาย มีมนต์หนึ่งที่ถูกขาลขึ้นเพื่อปกป้องตนจากอริศัตรูที่ชั่วร้าย ในยุคสมัยนี้ที่ผู้คนได้รู้จักกับมนต์กฤษณะกาลี จากบทละครดังเรื่องบุพเพสันนิวาส โดยรอมแพง ซึ่งเมื่อใดที่สาธยายมนต์นั้นแล้วคนชั่วร้ายจัดต้องมนต์ดุจถูกคำสาปเผาผลาญจนสิ้นชีวิต มนต์กฤษณะกาลีนั้นไม่มีในพระเวทแต่อย่างใด หากแต่พระกฤษณะคืออาวตารหนึ่งของพระนารายณ์ที่อวตารลงมาสำแดงภควัทคีตา ในหมู่มวลมนุษย์รู้ถึงสัจธรรม หากแต่พระแม่กาลี คืออวตารปางอสูรเทพของพระแม่อุมาเทวี ที่ลงมาปราบมารร้ายให้สิ้นไป มนต์บูชาของพระกฤษณพและพระแม่กาลเป็นมงคลยิ่งนัก
พระกฤษณะแสดงวิศวรูปในภควัทคีตา
            มนต์คาถาที่ปรากฏกับพระเวท ในอถรเวทจักมีการกำจัดอริศัตรูด้วยไสยศาสตร์อยู่เป็นนิจ อดีตสยามประเทศที่มีมาแต่อยุธยามีการถือน้ำวาจาสัตย์หรือน้ำพิพัฒน์สัตยานั้นก็ให้ผลสาปแช่งให้ผู้กระทำผิดคำสัตย์สาบานมีอันเป็นไป ซึ่งปรากฏใน โองการแช่งน้ำโคลงห้า
             กระนั้นมนต์ที่ให้ผลคล้ายกันกับ
มนต์กฤษณะกาลี ผู้ที่ประพฤติชั่วประกอบกรรมชั่วจะมีอันเป็นไป เป็นมนต์คาถาที่ทำให้เกิดภัยแก่ศัตรูที่ประพฤติชั่วร้าย แม้คนชั่วร้ายจับต้องมนตราหากจิตใจต่ำทรามมิอาจเข้าถึงธรรม มิอาจเข้าถึงความดี มนตราบทนี้ก็จะเป็นภัยแก่ตนเอง หากมีจิตใจดีงามอยู่เพียงเสี้ยวน้อยนิด มนตราทั้งหลายเหล่านี้ก็จะช่วยค้ำจุนหนุนนำมาอยู่ทางที่ดี ทางบุญได้ในกาลต่อไปภายหน้า
เจ้าแม่กาลี
            มนตรามหากาลี หรือ กาลิกา มหามนตรา  เป็นมนต์บูชาและสรรเสริญเจ้าแม่กาลี พระแม่กาลีในพราหมณ์ฮินดู ปางหนึ่งของพระแม่อุมาเทวีผู้เป็นชายาของพระศิวะเจ้า โดยมนตรามหากาลีนี้ มีอานุภาพปกป้องภัยพิบัติ บำราศความชั่วร้าย ความฉ้อฉลทั้งปวง ตั้งพิธีอารตีไฟ แล้วกล่าวมนตราของเจ้าแม่กาลี  บทบูชาสรรเสริญ และขอพร โดยสังเขป
                                                โอม ศรี มหากาลิกาไย นะมะห์
                                                โอม เจมาตากาลี โอม สตี เยมา ตา กาลี
                                                โอม ศรี มหากาลี มาตา นมัช
                                                โอม ชยะตี มหากาลี ชยะตี อาธยะ กาลี มาตา
                                    ชยะรูปะ ประจัญทิกา มหากาลิกะ เทวี
                                    ชยะตี รักตาสะนะ เราทะระมุขี รุทะรานี
                                    อริ โศนิตขะไประ ภะระนี ขัททะคะ ธรณี ศุจี ปาณนี

บทสรรเสริญพระแม่กาลี
โอม มะหาเมคะ ประภาม ศะยะมาม ตะถา ไจวะ ทิคัมพะรีม
กันถาวะ สักตะ มุนทาลี คะลัท ทะรึธิระจะระจิตาม
กะระณาวะตัม สะตานีตัศวะ ยุคมะภะยานะกาม
โคระทัมษัตตะราม กะราลัศยาม ปีโนนะตะปะโยธะราม
ศะวานาม กะระสังคาไต กะรึตะกานจีมะ หะสันมุขีม
สะริกะ ทะไวยะ คะละทะรักตะธาราวิสะผุริตานะนาม
            ขอน้อมนมัสการ พระแม่กาลี
ผู้ทรงเป็นดั่งปลายทางอันสว่างไสว
ผู้ทรงเปลือยวรกาย และผู้ทรงนำหัวกะโหลกอสูร
มาสวมเป็นสร้อยพระศอ แลดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
            ขอน้อมนมัสการ พระแม่กาลี
ผู้ทรงประดับพระกรรณด้วยกุณฑลอันงดงาม
ผู้ทรงเนรมิตพระวรกายให้ดูหยาบกร้าน
และผู้ทรงมีพระถันอันใหญ่โต
            ขอน้อมนมัสการ พระแม่กาลี
ผู้ทรงนำแขนอสูรมาร้อยเรียงประดับบั้นพระองค์
ผู้ทรงมีพระพักตร์อันแย้มยิ้ม และผู้ทรงประหารกิเลศให้สิ้น
ขอพระองค์ทรงประทานพรแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

มหากาลีมันตระ
โอม กลีม กาลีกาเย นามาฮา
โอม ฮรีม ชรีม กรีม อัถยา กาลีกา ปาราม เอชวารี สาวาฮา
            ขอน้อมกราบแด่องค์มหาเทวี ผู้ซึ่งมีผิวสีดำและทรงพลังอำนาจสูงสุด ขอน้อมกราบต่อองค์มหาเทวี องค์ปฐมแห่งมหาเทวีทั้งปวง ผู้มีพระฉวีสีดำ พระแม่แห่งความจริงแท้ พระแม่ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดแห่งยุคปฐมกาล  พระองค์ทรงทำลายภาพมายาและความฉ้อฉลทั้งปวงและนำพาซึ่งความเป็นจริงแท้สูงสุดแห่งจักรวาลมาสู่มวลมนุษย์
सर्वमङ्गलमाङ्गल्ये शिवे सर्वार्थसाधिके ।
शरण्ये त्र्यम्बके गौरि नारायणि नमोऽस्तु ते ॥
ॐ जयंती मंगला काली भद्रकाली कपालिनी ।
दुर्गा क्षमा शिवा धात्री स्वाहा स्वधा नमोऽस्तु‍ते ॥
Sarvamagalamāgalyē śivē sarvārthasādhikē.
śaraṇyē tryambakē Gauri nārāyaṇi namō'stu tē.

Oṃ jayantī mangala kālī bhadrakālī kapālinī .
durgā ksamā śivā dhātrī svāhā svadhā namō'stu‍tē

            กล่าวถึงพระแม่กาลีแล้วก็มีอีกพระองค์หนึ่งที่ปราบศัตรูและสิ่งชั่วร้ายคือ มหาวีรภัทร เทพอูสรที่อวตารมาจากพระศิวะเจ้า โดยมักปรากฏคู่กับพระแม่กาลี ซึ่งทั้งสองพระองค์จะปราบมารร้ายและสิ่งชั่วร้าย คนชั่วร้ายทั้งหลายจะถูกทั้งสองพระองค์กำราบเสียให้สิ้นไป หากสรรเสริญหรือขอพรจากพระองค์ ไม่ว่าจะสวดบทสักการะ สรรเสริญ มนตรา มันตระหรือสุกรัม ก็ให้ผลอานุภาพได้เช่นเดียวกัน
มหาวีรภัทร เทพอูสร
            ส่วนไภรวะ หรือพระพิราบก็เป็นอวตารหนึ่งของพระศิวะเจ้าที่ตัดเศียรที่ 5 ของพระพรหม ซึ่งคาถาพระพิราบ หรือมนตราไภรวะ ทั้งการร่ายรำ นาฏยัมบทครูพระพิราบที่ถูกต้องแม่นยำย่อมมีอานุภาพในการขจัดสิ่งชั่วร้ายเสนียดจัญไรได้เช่นเดียวกัน

ภาคปลาย


            พระพุทธศาสนากาลล่วงมาแล้วแต่โบราณมีคาถามนตรามากมายที่โบราณจารย์เจ้าได้ประดิษฐ์กลบทขึ้นมามากมายเพื่อกำจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ครั้งกาลถึงกรุงรัตนโกสินทร์สมัย พุทธศักราชได้ ๒๓๙๑ ครานั้นผู้หนึ่งได้อัญเชิญพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ มาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งขณะนั้นยังผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร และอยู่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธรูปอย่างมหายานปางประทับนั่งประทานอภัย  พระพุทธลักษณะเหมือนพระปางมารวิชัยหัตถ์ขวาที่วางอยู่บนพระชานุขี้น
            เมื่ออัญเชิญพระพุทธรูปนี้มาบูชา เกิดปาฏิหาริย์อันน่าอัศจรรย์แด่รัชกาลที่ ๔ ปรากฏเป็นหายนะแก่อริศัตรู อริราช ศัตรูที่คิดปองร้ายต่างมีอันเป็นไป ลางคนจักแพ้พ่ายภัยตนไปเสียเอง พระองค์จึงถวายนามว่า “พระไพรีพินาศ” แลภายในเจดีน์มีกระดาษเขียนอักษรว่า "พระสถูปเจดียสิลาบัลลังองค์ จงมีนามว่า พระไพรีพินาศเจดียเทิญ" และอีกด้านเขียนว่า "เพราะตั้งแต่ทำแล้วมา คนไพรีก็วุ่นวายยับเยินไปโดยลำดับ" ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

พระคาถาไพรีพินาศ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ     สุจิรัง ปะรินิพพุโต
คุเณหิ ธะระมาโนทานิ          ปาระมีหิ จะ ทิสสะติ
ยาวะชีวัง อะหัง พุทธัง        ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คะโต
ปูเชมิ ระตะนัตตะยัง            ธัมมัง จะรามิ โสตถินา ฯ
                                            นะมัสสะ พระพุทธะไพรีพินาศายะ
                                    มาราปะราชะยัง นะมามิหัง พุทธังวันทามิ
                                    ธัมมังวันทามิ สังฆังวันทามิ สัพพะโส ฯ
            สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงเสด็จดับขันธปรินิพพานมาช้านานแล้ว แต่ก็ยังทรงปรากฏดำรงอยู่ในบัดนี้ โดยพระคุณและพระบารมีทั้งหลาย
            ข้าพพุทธเจ้า ถึงพระพุทธเจ้า  พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต
บูชาอยู่ซึ่งพระรัตนตรัย ขอประพฤติธรรม โดยสวัสดี เทอญ ฯ
            ขอให้ข้าพเจ้าจงประสพแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยบารมีของพระพุทธไพรีพินาศเทอญ ฯ

อุปเทห์โดยพิสดาร พระคาถาไพรีพินาศหากเพียงเจริญพระพุทธมนต์แล้ว เจริญอยู่เป็นนิจ อยู่สม่ำเสมอ ศัตรูทั้งหลายจักบำราญพินาศสิ้น อาจารย์ท่านว่า จารลึกนามของอริศัตรูไว้ วางทับด้วยพระพุทธไพรีพินาศ สวดภาวนามนต์คาถาพร่ำบ่นมนต์เรื่อยไป
 แผ่เมตตาว่า “สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสันติ , กัล๎ยาณัง วา ปาปะกัง วา , ตัสสะ ทายาทา ภาวิสสันติ”
แผ่เมตตาถึงทำดีย่อมได้ดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ดังคำแปลที่ว่า
“สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีกรรมเป็นของของตน , มีกรรมเป็นผู้ให้ผล ,   มีกรรมเป็นแดนเกิด ,มีกรรมเป็นผู้ติดตาม , มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จักทำกรรมอันใดไว้ , ดีหรือชั่วก็ตาม , จักต้องเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้นๆ สืบไป”
อานิสงค์ทั้งปวงที่เกิดจักเป็นมงคลแก่ผู้สวดภาวนา หากแต่อริศัตรูนั้นจักพินาศย่อยยับอัปราชัยแพ้ภัยตนเองไปตามลำดับเป็นต้นไป

อวสานบท
            ธรรมทาน และ อภัยทาน ย่อมเป็นทานอันบริสุทธิ์ยิ่ง อย่าได้พยาบาทอาฆาตมาตร้ายอริศัตรู ขอให้เจริญแผ่เมตตาเทิด จัดเกิดผลดีขึ้นมาโดยมีต้องทำร้ายผู้อื่นผู้ใดเลย คาถาพระไพรีพินาศก็จบด้วยประการละฉะนี้แล
                                                                                                            ๙ มหาเวทย์

พระร่วง คาถาวาจาศิกดิ์พระร่วง และ ตำนานพระร่วงเจ้า


พระร่วง


            โอม สิทธิการ นะมัสสิตวา อาจาริยัง ครูปาทัง อันตะรายัง วินาสสันติ สัพพะกัมมังประสิทธิเมฯ ขอบูชาครูอาจารย์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง “สจฺจํ เว อมตา วาจา ความสัตย์จริงเป็นสิ่งไม่ตาย” ความจริงทั้งสิ้นล้วนแล้วสัตย์จริงเป็นนิรันดร์กาล หากพูดแต่ความจริง ทุกสิ่งล้วนเป็นจริงเสมอไป ดังใน สจฺจปานวิธยานุรูปคาถา
                                    
๏ สจฺจํ เว อมตา วาจา        เอส ธมฺโม สนนฺตโน
                                    สจฺเจ อตฺเถ จ ธมฺเม จ        อาหุ สนฺโต ปติฏฺฐิตา ฯ
คาถานี้พึ่งระลึกไว้เป็นมงคลยิ่ง มีอานิสงค์เป็นผลแห่งอริยวาจา ดังคำแปลพระคาถานี้ว่าไว้
                                   " คำสัตย์แล เป็นวาจาไม่ตาย นั่นเป็นธรรมเก่า
                        สัตบุรุษทั้งหลายเป็นผู้ตั้งมั่นในความสัตย์ ที่เป็นอรรถเป็นธรรม "



                                 พระร่วงนั่ง                                            พระร่วงรางปืน
โบราณเจ้าเจ้าได้ผูกพระคาถาหนึ่งในในบงรพระพุทธศาสนา อันมีนัยความพระคาถาถึงพระร่วงเจ้า ผู้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มีประกาศิตวาจาทั้งปวง พระคาถานั้นมีสำนวนว่า
                                    ๏ อิมัง สัจจะวาจัง อธิฏฐามิ
                                    ทุติยัมปิ อิมัง สัจจะวาจัง อธิฏฐามิ
                                    ตะติยัมปิ อิมัง สัจจะวาจัง อธิฏฐามิ ฯ
กลบทมีเป็นตติปถมังดังนี้
                                    ๏ ปถมัง สัจจะวาจัง อธิฏฐามิ
                                    ทุติยัง สัจจะวาจัง อธิฏฐามิ
                                    ตะติยัง สัจจะวาจัง อธิฏฐามิ ฯ
กลบทนัยสังเขป สนเท่ห์ไว้ดังนี้
                                         ๏ สัจจะวาจัง อธิฏฐามิ ฯ
อุปเทห์คาถานี้ไว้ว่า อธิษฐานคราใด จักประสบความสำเร็จทั้งปวง เป็นวาจาสิทธิ์ วาจาศักดิ์สิทธิ์แห่งพระร่วงเจ้า พูดสิ่งใดให้ผลอย่างนั้น มิควรใช้สาปแช่ง การกระทำนั้นอาจจะคืนสนองกลับได้ พึ่งอธิษฐานแต่สิ่งอันเป็นเมตตา อันเป็นสิริและมงคลแก่ชีวิต เป็นปฐมเป็นต้นไปตามลำดับ


พจวจนคาถานัยหนึ่งที่ปุราณครูบาเจ้าท่านปรารภไว้ยามอธิษฐานประหนึ่งว่าอธิษฐานถึงพระรัตนตรัยแล้ว ท่านว่า
                        ๏ พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิฯ
แลคราใดเมื่ออธิษฐานวาจาสิทธิ์แล้วสัมฤทธิ์ผลแล้ว จึงถอนประกาศิตไว้เสีย จักมิเกิดเหตุเภทภัยไปตามลมปาก หรือมิได้ตั้งใจ
                                    ๏ อิมัง สัจจะวาจัง ปัจจุทะรามิ
                                    ทุติ อิมัง สัจจะวาจัง ปัจจุทะรามิ
                                    ตะติ อิมัง สัจจะวาจัง ปัจจุทะรามิ ฯ
ผู้ใดจักใช้คาถานี้ในสำเร็จผลพึ่งตั้งอยู่ในศีลในธรรม รักษาศีลข้อ ๔ ให้บริสุทธิ์ ไม่โกหก ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ พระคาถาวาจาศิกด์สิทธิ์นี้จึงจะสำเร็จผลตามประสงค์ทุกประการ หาไม่แล้วจักเป็นภัยแก่ตนเองดั่งเช่นสำนวนสุภาษิตที่ว่า “ปลาหมอตายเพราะปาก” ดังเช่นนี้แลฯ

                                                ตำนานประกาศิตพระร่วงเจ้า
            อดีตกาลล่วงมาแล้วพันเศษปี มีพระเจ้าเมืองสุโขทัย พระนามว่า “พระร่วง” พระองค์ทรงธรรมอันวิจิตร มีบุญญาธิการเป็นอันมาก ประกอบด้วยวาจาศักดิ์สิทธิ์ ทุกสิ่งที่พูดล้วนแล้วแต่เป็นความจริง ในกาลก่อนขึ้นครองบ้านครองเมืองสุโขทัย
             ณ กรุงอินทปัด อันมีพระเจ้าอุทัยราช มีพระมเหสีที่สืบเชื้อสายวงค์พญานาคราช นาม พระนางนาค วันหนึ่งเมื่อพระเจ้าอุทัยราชพาพระมเหสีซึ่งกำลังมีพระครรภ์แก่ใกล้คลอดเสด็จประพาสหาดทราย เมืองอัมราพิรุณบูรณ์ พระมเหสีก็ประสูติการเป็นฟองไข่ พระเจ้าอุทัยราชไม่ทราบชาติกำเนิดเดิมของพระมเหสี จึงเกรงว่าฟองไข่นี้อาจจะเป็นเสนียดจัญไรและเกิดความอัปมงคลแก่บ้านเมือง จึงให้ทิ้งไป ก่อนที่จะตามเสด็จพระสวามีกลับกรุงอินทปัด พระนางนาคสั่งให้คนสนิทนำฟองไข่ไปฝังทรายไว้
            ในลวปุระขึ้นกับอาณาจักรขอม เพลานั้นไร้เจ้าเมืองครอบครอง มีเพียงนายคงเครา นายกองส่งน้ำ ทำหน้าที่รักษาการแทน ต้องส่งส่วยเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์จากทะเลชุบศร เป็นประจำทุก ๓ ปี คุมไพร่พลขนน้ำไปถวายพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ แห่งอาณาจักรขอม ขากลับขบวนเกวียนของนายคงเคราผ่านเมืองอัมราพิรุณบูรณ์เห็นฟองไข่ขนาดใหญ่ผุดขึ้นบนหาดทราย นายคงเคราจึงเก็บเอาไปยังลวปุระด้วย แล้วหาแม่ไก่ให้มาช่วยฟักตัวละหนึ่งเดือน พอครบสิบเดือนไข่นั้นก็แตกออก ภายในมีเด็กผู้ชาย นายคงเคราจึงให้ชื่อว่า ร่วงและเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม
            ครั้งหนึ่งนายร่วงอายุ ๑๑ ปี ได้พายเรือเล่นในทุ่งพรหมมาศ ทะเลชุบศร พายเรือตามน้ำไปได้สักพักก็คิดจะกลับแต่ต้องพายทวนน้ำ รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจึงพูดเปรยๆ ว่า “ทำไมน้ำไม่ไหลกลับไปทางเรือนเราบ้าง” ทันใดนั้นน้ำในทุ่งพรหมมาศก็เปลี่ยนทิศไหลพาเรือกลับอย่างที่ตนพูด
            ครั้งหนึ่งนายร่วงส่งส่วยน้ำทะเลเพื่อชุบศรศักดิ์สิทธิ์แก่พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ แห่งอาณาจักรขอม เห็นว่าภาชนะดินเผานั้นมีน้ำหนักมากใช้ขนส่งน้ำลำบาก จึงสั่งให้ไพล่พลสานกระออมไม้ไผ่ใช้ชันยาอุดรอยรั่ว แล้วให้ไพร่พลตักน้ำจากทะเลชุบศร พระร่วงได้กล่าวกับชะลอมนั้นว่า “วารีเอ๋ย เจ้าจงอย่าได้ไหลรั่วออกมาจากกระออมนี้” น้ำก็มิไหลรั่วออกมาจากกระออมแม้หยุดเดียว ไพร่พลต่างเห็นใจการอัศจรรย์นั้น

            ครั้งแล้วพระเจ้าขอมทรงทราบเรื่องสติปัญญาและบุญญาธิการอันอัศจรรย์ ทรงเคืองพระทัยมากว่าจะเป็นภัยต่อพระองค์ ทรงสั่งให้กองทัพทหารไปจับตัวมาสั่งหารเสีย นายร่วงรู้ความจึงหลบหนีขึ้นเหนือแวะนั่งพักริมวัดแห่งหนึ่ง บ้านบางคลาน เมืองสระหลวง ได้ประสบกับความอดอยาก ชาวบ้านได้มอบข้าวปลาให้ เมื่อพระร่วงกินเสร็จเกิดความสงสารปลา จึงโยนลงสระและสั่งว่า “เจ้าจงมีชีวิตขึ้นมาเถิด” พลันปลาซึ่งไม่มีเนื้อมีแต่ก้างนั้นก็กลับมีชีวิตขึ้นมาแหวกว่ายอยู่ในน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า ปลาก้างพระร่วง

            ต่อมานายร่วงเดินทางถึงเมืองเชลียง เกิดปวดท้องหนัก จึงนั่งถ่ายที่ข้างป่า เสร็จแล้วได้หักกิ่งไม้แห้งมาชำระและโยนทิ้ง พร้อมกับสั่งว่า “จงงอกขึ้นมาเถิด” พลันไม้นั้นก็งอกขึ้นมาเป็นต้น ซึ่งมีกลิ่นเหมือนอาจม ชาวบ้านเรียกว่า ไม้ชำระพระร่วง


            นายร่วงหนีมาไกลถึงศุโขทัย อายุครบอุปสมบท ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า พระร่วง นับแต่นั้นมา ทหารขอมคนหนึ่งมีวิชาแกร่งกล้า ได้ตามจนทราบว่าพระร่วงได้บวชแล้ว จึงดำดินลอดกำแพงวัดเข้าไป เห็นพระร่วงกำลังกวาดลานวัดอยู่แต่ไม่รู้จักจึงถามว่า “พระร่วงที่มาจากเมืองละโว้อยู่ที่ไหน” พระร่วงจึงสอบถามจนรู้ว่าเป็นนายทหารขอมที่ตามมาจับตนจึงบอกว่า “เจ้าจงอยู่ที่นี่แหละอย่าไปไหนเลย จะไปตามพระร่วงให้” ด้วยฤทธิ์วาจาสิทธิ์ของพระร่วง ร่างของขอมดำดินผู้นั้นก็แข็งกลายเป็นหินติดคาแผ่นดินอยู่ตรงนั้น


                              ขอมดำดิน  



            ในวันใส่บาตรเทโวที่บนลานวัดเขาพระบาทใหญ่ เมื่อพระร่วงฉันภัตตาหารเสร็จ ข้าวที่เหลือจากก้นบาตร ท่านได้โปรยลงบนบานวัดและทรงอธิษฐานว่า “ให้ข้าวตอกดอกไม้นี้กลายเป็นหินชนิดหนึ่ง และมีอายุยั่งยืนนานชั่วลูกชั่วหลาน” พลันเกิดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมมีเมล็ดสีข้าวสุกฝังอยู่ในเนื้อหินสีดำ ชาวบ้านเรียกว่า ข้าวตอกพระร่วง
ข้าวตอกพระร่วง
            เมื่อพระร่วงได้ครองเมืองสุโขทัย เสด็จออกประพาสป่าไปตามเชิงเขา ทอดพระเนตรธรรมชาติ นอกเมืองทางทิศใต้จนถึงโซกซึ่งเป็นอ่างขนาดใหญ่ มีเขาปิดกั้นทางน้ำอยู่พระองค์จึงตั้งจิตอธิษฐานแล้วฟันดาบลงไป เพื่อเปิดทางน้ำให้แยกออก จะได้มีน้ำหล่อเลี้ยงอาณาประชาราษฏร์ จึงทำให้เขาแยกจากกันเป็นที่น่าอัศจรรย์ น้ำก็ไหลลงผ่านโซกเขาลงไปเบื้องล่าง เรียกว่า คลองเสาหอ จนถึงทุกวันนี้สถานที่ที่พระร่วงลองพระขรรค์ก็มีชื่อเรียกว่า โซกพระร่วงลองพระขรรค์ ส่วนหินที่ลับพระขรรค์เรียกว่า โซกหินลับมีด 
โซกพระร่วงลองพระขรรค์
            ปาฏิหาริย์และความอัศจรรย์แห่งประกาศิตพระร่วงพอสังเขปมีด้วยประการฉะนี้แล
                                                                                                                       ๙ มหาเวทย์

ร่างทรง จริงแท้หรือหลอกลวง

ร่างทรง

อรัมภบท
            คนกลุ่มหนึ่งพลีกายถวายชีวิตแด่วิญญาณหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้อาศัยร่างกายของตนเพื่อเป็นที่ประทับและเป็นที่ประดิษฐานดวงจิตนั้นๆ เพื่ออำนวยการต่างๆทั้งเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ เพื่อนปกปักษ์พิทักษ์รักษา และเพื่อบำเพ็ญบารมี พวกเขาเหล่านั้นถูกเรียกขาลว่า “ร่างทรง”
            ร่างทรง คือ คนสำหรับทรงเจ้า คนที่เป็นร่างให้วิญญาณ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าสิง โดยความหมายแล้ว ทำให้ผู้คนเครือบแครงใจในคนทรงเหล่านั้นว่ามาจากเทพเจ้าหรืออุปโลกน์ตนขึ้นมาว่าเทพเจ้ามาสิงสู่ ร่างทรงมักถูกตั้งข้อกังขาว่าเป็นของจริงหรือว่าของปลอมกันแน่
            ในความเชื่อของศาสนาและลัทธิต่างๆบนโลก ศาสนาคริตส์จะมีภูติสวรรค์และซาตานซึ่งสามารถดลใจหรือมาแจ้งความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าโดยวิธีการต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีการประทับทรงแต่มีน้อยมากจนแทบไม่มีเพราะไม่เป็นที่นิยม ในเมื่อสามารถดลใจให้รู้ ปรากฏกายให้เห็นได้ หรือเข้าฝันบอกกล่าวให้ทราบได้ จึงไม่ต้องมาสิงสู่มนุษย์โดยไม่จำเป็น ในศาสนาอิสลาม ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดๆ หากมีการเข้าทรงจะถือว่าเป็นภูตผีปิศาจมาเข้าสิงสู่ พระผู้เป็นเจ้าจะตรัสลงมาโดยตรงตามความประสงค์ของพระองค์มากกว่าการมาทรงเจ้า
            ในศาสนาพราหมณ์ จะมีเทพเจ้าสูงสุดคือพระตรีมูรติ พระพรหม พระนารายณ์ และพระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดไม่จำเป็นต้องอาศัยร่างกายของมุนษย์เพราะถือองค์เป็นปรมัตมัน เป็นอนันต์ สามารถปรากฏกายได้โดยพระองค์เอง พระแม่ศักติ พระแม่อุมาเทวี พระแม่ลักษมี พระแม่สุรัตสวัตตี รวมถึงพระพิฆเนศ พระขันธกุมาร เหล่าเทพเจ้าที่กำเนิดโดยเทพสูงสุด ท่านเหล่านั้นสามารถจำแลงแปลงกายและอวตารหรือแบ่งภาคได้ จึงไม่เข้ามาทรงให้ร่างของมนุษย์ เหล่าพราหมณ์จะเป็นผู้ถ่ายทอดพระเวทและความประสงค์ที่พระผู้เป้นเจ้าตรัสลงมาโดยไม่ต้องทรงเจ้าแต่ประการใด
            ในศาสนาพุทธ นิกายวัชรยาน มหายาน เถรวาท ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการทรงเจ้าเข้าผี ยิ่งศาสนาพุทธถ่ายทอดและเผยแพร่เข้ามาแทนที่ลัทธิความเชื่อเดิมคือ เลี้ยงเจ้าเข้าผีถือผีแล้ว ร่างทรงจะมีอิทธิพลต่อความเชื่อเป็นอย่างมาก ทั้งลัทธิเต๋าก็มีการทรงเจ้า ลัทธิองเมียวจิก็มีการทรงเจ้า ทางตะวันตกลัทธิวูดูก็การทรงเจ้า แม้แต่ความเชื่อโบราณอย่างกรีกโรมันก็มีการทรงเจ้าให้เห็น โดยเทพเจ้าที่เข้าทรงจะไม่ใช่เทพเจ้าชั้นสูงสุด จะเป็นเทพชั้นกลางๆหรือรองลงมา

ปฐมบท
            “ข้าพเจ้าขอขมาต่อวิญญาณและสิ่งศักดิ์ทั้งหลายในสกลโลก จักรวาลและอนันตจักรวาล”
เทวดาที่ไม่มีร่างกายหรือกายหยาบ เนื้อหนังมังสาอย่างมนุษย์การจะปรากฏกายให้เป็นรูปกายนั้นอย่างอยู่ในขอบเขตของวิสัยที่จะสามารถกระทำได้ด้วยพละและเดชะบารมี ดังนั้นการแสวงหาผู้คนมาเป็นภาชนะเพื่อบรรจุดวงจิตนั้นย่อมเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เหล่าเทวดาจะกระทำ แต่การกระทำนั้นก็อยู่ในขอบเขตที่ทำได้เช่นกัน หากแต่ว่าเป็นภูตผีปิศาจพราย สามารถเข้าสิงสู่ร่างกายของคนได้โดยง่ายอยู่แล้ว ไม่มีพิธีรีตองใดๆมากนักเหมือนกับเทวดามาประทับทรง เทพยดาที่จะประทับทรง คือเทวดาที่ไม่สามารถดลใจ ไม่สามารถแบ่งภาค ไม่สามารถอวตาร ไม่สามารถจำแลงแปลงกายลงมาให้เห็นได้ ก็เหลือวิธีสุดวิสัยคือประทับทรง ดังนั้นเทพดาเจ้าชั้นสูงๆขึ้นไม่จึงไม่จำเป็นต้องประทับทรง
            ร่างทรงจะถูกเลือกโดยเทพยดา ร่างนั้นบริสุทธิ์ ร่างนั้นพรหมจรรย์ ร่างนั้นไร้มลทิน หากพูดให้เข้าใจง่ายๆคือเป็นภาชนะที่สะอาดบริสุทธิ์พอจะบรรจุดวงจิตของเทพยดา ซึ่งคนกลุ่มนี้ค่อนข้างจะหายาก มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่อง และร่างทรงจะต้องพลีกายเป็นภาชนะเป็นที่ประทับให้เทวดาจึงลำบากที่จะไม่ให้ดวงจิตนั้นแปดเปื้อน
            ตรงกันข้ามถ้าเป็นภูตผีปิศาจ จะสิงสู่ใครก็ได้ ร่างนั้นอ่อนแอ ร่างนั้นบอบบาง ร่างนั้นมีมลทิน ไม่สะอาดบริสุทธิ์ จิตอ่อนกำลัง ย่อมเป็นช่องทางให้ภูตผีช่วงชิงร่างกายมาเป็นที่อาศัยได้โดยง่าย บางรายอาจจะภูตผีถูกหลอกว่าเป็นเทวดามาประทับร่าง ซึ่งพวกนี้จะน่ากลัวกว่าร่างทรงปลอม ร่างทรงปลอมที่ว่าน่ากลัวแล้วร่างทรงภูตผีน่ากลัวกว่ามาก ร่างทรงปลอมเป็นมิจฉาชีพที่ฉ้อฉลนหลอกลวง ตอแหลเพื่อหากินจากคนไม่รู้ แต่ร่างทรงภูตผีปิศาจจะไม่ใช่แค่หลอกลวง แม่ชีวิตจิตวิญญาณของร่างนั้นและคนอื่นมันก็จะเอา ซึ่งนั้นหมายความว่าถึงชีวิต ถึงขั้นตายเลยก็ว่าได้

ประเภทของร่างทรงและมูลเหตุแห่งการทรง
            - ร่างทรงเทพ คือเทพยดาชั้นกลางและชั้นล่างมาประทับทรง มาเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ เพื่อปกปักษ์พิทักษ์ เพื่อรักษา และเพื่อบำเพ็ญบารมีของตนเอง (ไม่ใช่เทพทุกองค์จะชอบการทรงร่างมนุษย์)
            -  ร่างทรงฤาษี คือ ฤาษีบางกลุ่มที่สิ้นชีวิตไปแล้ว ดำรงอยู่เป็นครูมาประดิษฐาน มาเพื่อสั่งสอน และเพื่อเป็นครูอาจารย์ ฤาษีเหล่านี้มีไม่มาก ส่วนใหญ่ท่านจะมาดลใจให้ฝันแล้วสั่งสอน (ไม่ใช่ฤาษีทุกตนจะปรารถนาการทรงร่างมนุษย์ เพราะศีลฤาษีและศีลมนุษย์ไม่เท่ากัน บุญบารมีก็ต่างกัน)
            -  ร่างทรงผี คือ ผีดีและผีร้าย มาเข้าสิงในร่าง โดยผีดีจะเข้าสิ่งเพื่อบอกใบ้เหตุการณ์ มาอารักขาร่าง มารักษาร่างและช่วยเหลือมนุษย์ตามกำลังของตน ส่วนผีร้ายมาสิ่งสู่เพื่อความประสงค์ตัวเอง แก้แค้น ล้างแค้น ชำระความอาฆาตพยาบาท หรือแสวงหาร่างที่อยู่อาศัย แสวงหาดวงวิญญาณมนุษย์ (ภูติผีส่วนใหญ่เคยเป็นมนุษย์แล้วมาอาศัยอยู่ร่วมโลกกับมนุษย์มีภพภูมิใกล้ชิดมนุษย์ที่สุด จึงสามารถเข้าสิงสู่ได้โดยง่าย)
            -  ร่างทรงปลอม คือ ผู้ที่เชื่อมากหรือมโนคิดไปเองว่ามีคนมาสิงร่าง
, ผู้ป่วยทางจิตเวชที่คิดว่ามีคนอื่นมาสิงสู่ , มิจฉาชีพที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน โดย ๓ อย่างนี้มีเยอะมาก มีทั่วไปให้เห็นมากมาย


ภาษา
            ภาษาเทพ คือ ภาษาดลใจ ไม่พูดก็ได้ยิน ไม่รู้ก็เข้าใจ ไม่เห็นก็รับรู้ได้  คล้ายกับการหยั่งรู้และรู้แจ้งด้วยตนเอง แต่แค่หยั่งรู้และรู้แจ้งโดยมีผู้อื่นมาดลใจให้ทราบให้รู้ ซึ่งเหล่าเทพยดาจะใช้ภาษาเหล่านี้ในการสนทนากัน ยกเว้นแต่ว่าเทพยดาเจ้าจะปรารถนาสนทนาเป็นภาษามนุษย์ตามถิ่นที่อยู่ต่างๆท่านก็จะพูดเป็นภาษามนุษย์ได้ โดยภาษาจะเป็นไปตามท้องถิ่นที่อยู่นั้น หากไม่ใช่เทพประจำถิ่นก็ต้องใช้ภาษาของถิ่นนั้นๆในการสื่อสาร หากเป็นเทพพราหมณ์ฮินดูก็จะใช้ภาษาสันสกฤต เทพกรีก-โรมันก็จะใช้ภาษากรีก-โรมัน เทพเจ้าท้องถิ่นจีนก็จะใช้ภาษาจีนของแต่ละท้องที่ เทพเจ้าญี่ปุ่นในศาสนาชินโตในลัทธิองเมียวก็จะใช้ภาษาญี่ปุ่น ทางตะวันตกทูตสวรรค์ก็ย่อมใช้ภาษาละติน ภาษาอังกฤษ หรือแม้แต่ภาษาฮิบรูในท้องถิ่นของอังกฤษ เทพเจ้าของของชาวไอยคุปต์ก็สื่อสารด้วยภาษาอิยิปโบราณหรืออักษรฮีโรกริฟฟิค ร่วมถึงเทพทางเอเชียอาคเนย์จะใช้ภาษาประจำถิ่นของเอเชียอาคเนย์ เช่น เทพท้องถิ่นของไทยจะใช้ภาษาไทย เทพของพม่าก็จะใช้ภาษาพม่าหรือภาษามอญ กล่าวได้ว่าเทพเหล่านั้นเกิดที่ไหนจะสื่อสารด้วยภาษานั้น ลักษณะเป็นข้อผูกมัดทางความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมตามท้องถิ่น
            ภาษาเทพจะสามารถสื่อความหมายให้รู้เรื่อง ไม่พูดมั่ว ไม่ว่าเหล่าเทพจะพูดอะไรผู้รับสารจะเข้าใจและรู้เรื่องเสมอ ในทางพระพุทธศาสนา เหล่าเทพสามารถใช้ภาษาได้มากมายเนื่องจากมีหลายประเทศต่างภาษา  รวมทั้งภาษามคธ ภาษาบาลี และภาษาเฉพาะของเทพเจ้าในพระพุทธศาสนาคือ ภาษาหิมวันต์ ที่ใช้ในป่าหิมพานต์ ลักษณะคล้ายภาษาบาลี-สันสกฤต ภาษาทมิฬสิงหล โดยภาษานี้เป็นเอกลักษณ์ของเทพเจ้าในป่าหิมพานต์ในคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและฮินดู

วิธีเข้าทรง
            วิธีทรงเทวดาหรือผีดีจะดลใจเท่าที่จะทำได้ให้ร่างทรงทราบก่อนว่าจะประทับหรือเข้าสิง มักเข้าฝันให้รู้ จากนั้นร่างทรงจะถือพรตตามจารีตประเพณีของแต่ละความเชื่อจนร่างกายบริสุทธิ์สดใส ปราศจากมลทินแล้วจึงเข้าทรง ร่างทรงจะไม่รู้สึกตัวว่าถูกเข้าทรง ลืมทุกอย่างระหว่างการเข้าทรง ไม่สามารถรับรู้และควบคุมร่างกายได้ เหมือนนอนหลับไปแล้วละเมอไม่รู้สึกตัว แต่เทวดาและผีดีก็ไม่ได้ใจร้ายไม่บอกอะไรร่างทรงเลย ท่านจะบอกให้ร่างทรงรับรู้บ้างตามโอกาส ส่วนผีร้ายพวกภูติผีปิศาจก็จะเข้าสิงสู่ตามจริตของตน สิงแล้วก็ออกล่าฆ่าสิ่งมีชีวิต แสวงหาสิ่งมาบำเรอความต้องการของตน อยากสิงก็คือสิงเมื่อมีโอกาส อยากออกก็คือออก หรือโดนไล่ถึงจะออก ต้องกล่าวว่าโดนเข้าสิงมากกว่าเข้าทรงถึงจะถูก พิธีกรรมใดๆก็แล้วแต่ที่กระทำเพื่ออัญเชิญเทวดาและผีดีเข้าทรงล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องปรุงแต่งให้ร่างกายนั้นบริสุทธิ์และเพียบพร้อมแก่การประทับทรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฤาษีครูประทับทรงจะมีพีธีกรรมไหว้ครูบาอาจารย์ปฏิญาณเป็นศิษย์เสียก่อนจึงประทับทรง
            เมื่อเข้าทรงแล้วจะเกิดปาฏิหาริย์ต่างๆเฉพาะตน จะมิใช่อาการของขึ้นไม่ได้กลายร่างเป็นเสือ ลิง ไก่ ปลาไหล่เลื้อยไปมบนพื้น เต่าคลานต้วมเตียม แต่การทรงเจ้าจะมีลักษณะนอกบุคลิกดังนี้
            สัมผัสทั้งห้าของร่างทรงในขณะทรงเจ้าจะต่างจากมนุษย์ทั่วไป โดยเฉพาะร่างทรงเทพ การมองเห็น การได้ยิน การรับรู้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ตะตามแต่บารมีของเทพองค์นั้น ๆ เทพมองเห็นมนุษย์ทุกความเป็นไปในอดีและปัจจุบัน แน่นอนว่าเทพสามารถบอกได้ว่าใครทำอะไรที่ไหน บอกเรื่องราวในปัจจุบันได้อย่างถูกต้อง ได้ยินโดยไม่ต้องมีเสียง แม้ความคิดเทพก็รู้เพราะเป็นภาษาดลใจ เทพไม่จำเป็นต้องรับรสหรือกลิ่นควันธูปที่จุดบูชาควันกำยานอาจจะไม่มีกลิ่นเลยก็ได้หากเทพที่มาทรงร่างประสงค์ แม้จะสาดน้ำหอมหรือใช้เครื่องหอมบูชากลิ่นสามารถเปลี่ยนได้ตามประสงค์ของเทพ ทวยเทพที่ใกล้ชิดมนุษย์ก็อยู่ในภพภูมิที่หลงรูปรสกลิ่นเสียงเช่นกัน ยอมพึ่งพอใจในรูปรสกลิ่นเสียงที่ตนปรารถนา แม้ถวายสุราหากเทพสัมผัสแล้วปรารถนาเป็นน้ำเปล่าก็จะเป็นน้ำเปล่าดื่มเช่นใดก็ไม่เมา ควันบุหรี่ของร่างทรงเจ้าพ่อเจ้าแม่เห็นว่าท่านจุดไฟเผากระดาษเผาใส้บุหรี่แต่คนที่ออกมากลับไม่มีกลิ่น ควันออกมากลับมีกลิ่นแตกต่างกันไปตามเวลาไม่ใช่ควันเหม็นไหม้ ไม่ว่าจะเอาบุหรี่ยี่ห้ออะไรมาใช้เจ้าพ่อเจ้าแม่สูบควันก็ไม่มีกลิ่นหรือมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ท่าปรารถนาไม่ใช่เหม็นไหม้ เทพบางองค์เปลี่ยนร้อนเป็นหนาวเป็นหนาวเป็นร้อนได้ให้รู้เป็นปาฏิหาริย์ ยืนชุมนุมกันท่ามกลางร่างทรงเทพที่อยู่กลางแดดตะวันตรงหัวแต่กลับหนาวเย็นดุจอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ส่อง กล่าวได้ว่าปาฏิหาริย์จะอยู่เหนือเหตุผลและความเป็นจริงที่ควรจะเป็น
            การร่ายรำตามบทเพลงเหล่าทวยเทพและนางอัปสรหรือนางฟ้าก็ร่ายรำได้ ซึ่งเพลงนั่นก็มาจากเหล่าวิทยาธร คนธรรพ์ เทพเจ้าที่มีหน้าที่บรรเลงเครื่องดนตรี ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ เช่น กลองส่งเสียงเอง พิณส่งเสียงเอง เครื่องดนตรีไม่ต้องมีคนบรรเลงส่งเสียงเองได้ แล้วร่างทรงก็ร่ายรำ หรือแม้ไม่มีเครื่องดนตรีใด ๆ ไม่มีอุปกรณ์เครื่องเสียงใด ๆที่มีเสียง แต่เสียงดนตรีก็มาเอง ผีที่ลงเจ้าเข้าผีชอบกระทำ เพราะอีกฝ่ายจะได้รับรู้ว่ามาเข้าทรงแล้ว  รุกขเทวดามักรำตามเสียงใบไม้ไหว เสียงนกร้องตามธรรมชาติที่มิได้เสแซ้แกล้งทำ
     
ผลของการเป็นร่างทรงเทพ ฤาษี และผีดี             -ได้บำเพ็ญบุญบารมีร่วมกับเจ้าที่เข้าสิง แต่สูญเสียอิสรภาพที่จะควบคุมร่างตน
            -ได้ปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ซึ่งไม่แสวงหาเงินทองหรือทรัพย์สินอื่นๆเพื่อมาปลูกสร้างสำนักหรือสิ่งที่ตนนับถือ จะรับเพียงปัจจัย ๔ ให้ดำรงชีวิตได้ ส่วนวัตถุอื่นเพื่อกล่อมเกลาจิตใจก็มีบ้างแต่ไม่มากมายจนกลายเป็นธุรกิจการค้า
ไม่ใช่การขายของ
 
          - ร่างทรงเมื่อทรงเจ้าสิ่งที่เป็นทรัพย์และมีค่าที่สุดจะไม่ใช่ปัจจัย ๔ หรือเงินทอง สิ่งที่มีค่าที่สุดจะเป็นบุญบารมี และบุญบารมีขั้นสูงๆจะมาจากการทำความดีไม่ใช่เอาเงินไปบริจาคเอาเงินไปทำบุญ ทุกคนสามารถสั่งสมบุญบารมีได้ไม่ว่าจะรวยจนหรือระดับฐานะไหน เหตุใดเงินทองของมีค่าถึงไม่มีประโยชน์ เพราะเมื่อเทพเจ้าหรือภูติผีออกจากร่างทรงแล้วพวกเทพไม่สามารถเอาของเหล่านั้นไปด้วยได้ อย่างมากก็ตกไปอยู่กับร่างทรง ซึ่งสิ่งที่เทพจะปรารถนาคือบุญบารมีสามารถนำติดตนไปได้เมื่ออกจากร่างทรง
            - ได้ทำในสิ่งที่ใจปรารถนา ผีดีก็ได้ช่วยเหลือคนที่เขาอยากช่วยเหลือ ผีร้ายก็ได้ล้างแค้นฆ่าสิ่งที่ตนอาฆาตพยาบาท     

ปัจฉิมบท
  พิสูจน์ร่างทรง
“ขอขมาแด่สัพพะบูรพาอาจารย์ด้วยเทอญ”
  เมื่อได้ศึกษาข้างต้นแล้ว วิธีพิสูจน์ร่างทรงโดยสังเขป ๙ ข้อนี้ 

๑. “สิ่งใด” หรือ “อะไร”
? ที่ไม่ต้องบอกคนก็ “รู้”
            ไม่กล่าวอ้างว่าตนเป็นใคร ไม่แอบอ้างว่าตนเป็นใคร หากแอบอ้างจะเป็นพวกผีร้ายและมิจฉาชีพ การกล่าวอ้างโดยใช้ร่างทรงที่เป็นร่างมนุษย์นั้น เป็นการพูดเท็จ เทพจะไม่กระทำ เป็นลักษณะจริตของภูตผีปิศาจชอบแอบอ้างตนว่าเป็นผู้นั้นผู้นี้อย่างสนุกปาก  การที่จะถูกเรียกว่าร่างทรงจริงได้ ไม่ต้องอาศัยการป่าวประกาศสถาปนาตนเองว่าฉันเป็นร่างทรงให้เทพองค์นั้นองค์นี้มันดีอย่างนั้นอย่างนี้

๒. สิ่งที่สะอาดแล้ว คือ สิ่งที่ไม่สกปรก
      สิ่งที่ “บริสุทธิ์” ยอมปราศจาก “มลทิน”
            เทพเจ้าชั้นสูงสุด จะมิแสวงหาร่างมนุษย์เพื่อสิ่งสู่ให้เกิดมลทินแปดเปื้อนพระองค์เอง เทพเจ้าอยู่ในฐานะที่เคารพบูชา มิได้อยู่ในฐานะเทียบเท่ามนุษย์ บางองค์อาจจะอวตารมาอุบัติใหม่ บางองค์อาจจะแบ่งภาคลงมา แปลงจำแลงกายลงมาโดยพระองค์เอง ถือเป็นเอกบุคคลหนึ่งเดียว ดำรงอยู่ในฐานะเทพเจ้าที่อวตารเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เทพเจ้าที่อาศัยร่างกายมนุษย์คนอื่นเป็นที่สถิต เทพเจ้าท่านอวตารแบ่งภาคลงมาเกิดได้ แต่จะไม่สิงสู่มนุษย์ให้เกิดความเสื่อมเสีย จิตใจมนุษย์ไม่ได้บริสุทธิ์สดใสเสมอ

๓.  “เครื่องแต่งกาย” เป็นเครื่องบอก “ฐานะ”
“ความคิคและจิตวิญญาณ” เป็นเครื่องบอก “ตัวตน”
            เครื่องทรงหรือเครื่องแต่งกาย อาภรณ์และวรรณะสีสัน ใช่ว่าเมื่อใส่เสื้อผ้าแบบเทพแล้ว เทพจะมาสิงสู่ แต่หากว่าภูตผีปิศาจอาจจะเข้ามาสิงสู่ได้ และมิจฉาชีพจะใช่เครื่องทรงเสื้อผ้าทำให้คนอื่นหลงเชื่อ แค่ใส่ชุดให้เหมือนก็เชื่อว่าเป็นท่านนั้นท่านนี้แล้ว เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นหนึ่งในขั้นตอนของการเข้าทรงก็จริง แต่เป็นจริตของภูตผีมากกว่าเทพเทวดา เครื่องทรงไม่สำคัญ เครื่องแบบทำให้น่าเชื่อถือสำหรับคนที่อยากให้เชื่อถือ

๔. สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป
          สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น
            ปาฏิหาริย์ และอิทธิฤทธิ์ เทพเทวดาไม่ทำร้ายร่างทรง และไม่คิดจะฆ่าร่างทรง แต่ผีร้ายไม่ได้ใส่ใจในสุขภาพของร่างทรง จะเอามีดเอาเหล็กแหลมหรือปืนยิงร่างที่ตัวเองสิงสู่อยู่ได้ แต่ถ้าเทพเทวดาจะปกปักษ์รักษามากว่าทำกิริยาทรมานร่างทรง ไม่เอาดาบฟันแทงตัวเอง หรือทำอันตรายต่อร่างทรง แม้ว่าของเหล่านั้นจะทำอันตรายร่างทรงไม่ได้ก็ตาม การกระทำเหล่านั้นเป็นการอวดอ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เรียกว่าการแสดงโชว์มากกว่าการแสดงปาฏิหาริย์ แล้วปาฏิหาริย์และอิทธิฤทธิ์ ไม่ใช่แสดงมายากลโชว์แหกตาผู้พบเห็น
 
๕.  “กินเพื่ออยู่” มิใช่ “อยู่เพื่อกิน”  
     “อยากได้ อยากมี ไม่อยากจน” ล้วนไม่จำเป็นเมื่อตายไปแล้ว
            การกิน เทวดาคงไม่มานั่งคดข้าวเหนียวกินกับข้าวอย่างคน มิเช่นนั้นเราคงเห็นพระอินทร์พระพรหมมานั่งกินข้าวตามร้านอาหาร เทวดาจะกินอาหารอันเป็นทิพย์ หากเทพประสงค์ให้ร่างทรงได้กินอาหารก็จะเรียกหาอาหารตามกรณีไป ไม่ใช่ตลกหากิน ไม่ใช่มิจฉาชีพหลอกกินเครื่องเซ่นของถวาย ถ้าเทพที่มาประทับอยากให้ร่างทรงอิ่มท้องจะกินอะไรก็ได้ที่ทำให้อิ่มท้อง ไม่ใช่เครื่องเซ่นสั่งได้ พวกเครื่องเซ่นสั่งได้เป็นนิสัยของผีส่างทั้งผัดีผีร้ายมักจะหิวแล้วเข้าสิงสู่ร่างมนุษย์ออกหากินเครื่องเซ่นของถวาย แต่คนที่อิ่มคือร่างทรง ผีก็ได้รับรู้ว่ากินจึงไม่อิ่มแล้วเข้าสิงสู่ออกหากินอยู่เรื่อย ๆ กล่าวได้ว่าร่างทรงจริงไม่เห็นแก่กิน

๗. ความแตกต่าง ทำให้เกิด ความเลื่อมล้ำ
     ความคลุมเครือ ทำให้ “ความจริง” กับ “ความไม่จริง” ไม่สามารถแยกแยะออกจากกันได้
             เทพคือเทพ ผีคือผี คนคือคน ถ้าเอามาร่วมกันจะกลายเป็นอมุนษย์  เรียกว่าคนก็ไม่ใช่ เรียกว่าผีก็ไม่เชิง เรียกว่าเทวดาก็ไม่ถูก การที่นำมาผสมหลอมรวมกันทำให้เราเข้าใจผิดว่ามันคืออันเดียวกัน หรือเรากำลังพยายามทำให้มันอยู่ด้วยกันได้อย่างไม่ขัดแย้ง เทพรวมกันคน แล้วเรียกว่า ร่างทรง ถ้าเราสังเกตความแตกต่าง เราจะรู้ว่าอันนี้คน อันนี้เทพ อันนี้ผี เห็นร่างทรงว่า ร่างทรงอันนี้เป็นเทพจริงๆ ร่างทรงอันนี้เป็นคนแกล้วว่าเป็นเทพ ร่างทรงอันนี้เป็นผีที่บอกว่าตนเป็นเทพ

๘. ความจริง เป็นสิ่งไม่ตาย
            ร่างทรงอันไหนของเท็จอันไหนจริง บางครั้งไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ เพราะทุกสิ่งย่อมเป็นไปตามความเป็นจริง ไม่พ้นกฎแห่งกรรม ร่างทรงของจริงทำสิ่งที่ถูกที่ควรก็ได้รับผลตามนั้น ร่างทรงจอมปลอมทำสิ่งเท็จหลอกลวงย่อมได้รับผลของการกระทำนั้น คนจะเชื่อแล้วโชคดีเจอร่างทรงจริง หรือถูกหลอกทำให้เกิดความเสียหายเพราะหลงเชื่อร่างทรงปลอมก็เพราะความโง่เขลาเบาปัญญาทั้งสิ้น ถ้าอยากรู้ว่าร่างทรงไหนจริงไม่จริงให้มองที่ “ความจริง”

๙. เมื่อ “เชื่อ” เราจะ “เชื่อ” แล้ว “เข้าข้างตัวเอง”
เมื่อ “ไม่เชื่อ”  เราจะ “ไม่เชื่อ” แล้ว “เข้าข้างตัวเอง”
            การเชื่อหรือมีอคติ ถ้าเราเชื่อว่าร่างทรงนี้ของจริงเราจะเชื่อว่าเป็นร่างทรงจริงๆแม้ว่าเขาจะเป็นมิจฉาชีพหลอกลวงว่าตนเองเป็นร่างทรง เขาจะโกหกเขาจะหลอกลวงแค่ไหน เราก็จะเชื่อ แล้วก็จะบอกว่าของจริง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่เชื่อว่าร่างทรงนี้เป็นของจริง เราก็จะไม่เชื่อว่าเป็นร่างทรงจริงๆ แม้ว่าท่านจะเป็นร่างทรงจริงๆ เราก็จะไม่เชื่อ ก็จะบอกว่าของปลอม ดังนั้นในมองผู้คนและสังคมรอบข้างก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อตามบริบทที่ควรจะเป็น แต่ร่างทรงของจริงและของปลอมอย่างไรก็ตามให้อาศัยหลักธรรมของพระพุทธเจ้าในข้อ กาลามสูตร ๑๐ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวก่อนจะเชื่อ
                        ๑. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา
                        ๒. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา
                        ๓. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
                        ๔. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์
                        ๕. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรกะ
                        ๖. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน
                        ๗. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
                        ๘. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
                        ๙. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
                        ๑๐. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านนี้เป็นครูของเรา

คำแนะนำ เพื่อเป็นการเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้เป็นการดูถูก และไม่ให้เป็นการดูหมิ่น และเพื่อเป็นการให้เกียรติต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และผู้วายชน  
            - ไม่แอบอ้างว่าเป็นร่างทรงเทพชั้นสูงสุดของทุกศาสนา
            - ไม่แอบอ้างว่าเป็นร่างทรงของศาสดาของทุกศาสนา
            - ไม่แอบอ้างว่าเป็นร่างทรงของนักบุญ นักพรต พระโพธิสัตว์ พระอริยเจ้า
            - ไม่แอบอ้างว่าเป็นร่างทรงของบูรพมหากษัตราธิราชเจ้า และพระเทพบิดร พระบรมวงศานุวงศ์ โดยเฉพาะประเทศไทย ไม่ว่าจะสมัยใด รัชกาลใด ท่านทั้งหลายล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ควรเคารพบูชา เป็นสยามเทวาธิราชเจ้า เทพยดาเจ้าที่คอยปกปักษ์พิทักษ์ประเทศชาติ ท่านทั้งหลายประกอบด้วยเทวากฤษฎาภินิหาร หากประสงค์จะบอกเรื่องอะไร ท่านจะดลใจให้เกินเป็นบุรพนิมิต เทวานิมิต ให้เหล่าผู้สืบสายเลือดท่านได้สุบินถึงท่านเอง  
            - ไม่แอบอ้างว่าเป็นร่างทรงของวีรบุรุษและวีรสตรี บุคลลสำคัญในประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้วายชนม์ไปแล้ว

มัชฌิมบท
 ประสบการณ์ที่ผู้เขียนเคยเจอ

เรื่องที่ ๑ ร่างทรงรักษา
            ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสพบกับชายคนหนึ่ง เขามีอาชีพเป็นหมอ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อเรื่องผีส่างเทวดา วันหนึ่งเขารู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งที่กำลังจะแพร่กระจาย เขารักษาทุกวิธีทางจนสุดท้ายมาเจอชายแก่ๆคนหนึ่งที่ร่างทรง เขาก็เข้าไปปรึกษาเป็นที่พึ่งทางใจ แต่ก็ไม่ได้เชื่ออะไร ร่างทรงได้ให้ข้อเสนอว่าถ้าเป็นร่างทรงให้ต่อจะทำให้หายจากการเป็นมะเร็งและอายุยืน หมอคนนั้นก็ตอบตกลง แต่ก็ไม่เชื่อ เขาไม่ได้หายจากการเป็นมะเร็ง แต่มะเร็งนั้นหยุดการเจริญเติบโตและฝ่อไปจนไม่มีอันตรายต่อร่างกาย เขาได้สืบต่อการเป็นร่างทรงแต่ก็ไม่ประกาศให้โลกรู้ว่าเขาเป็นร่างทรง เขาเป็นที่รู้จักในนามหมอคนหนึ่งที่อุทิศชีวิตรักษาผู้อื่น ทั้งตอนที่ทรงเจ้าหรือไม่ทรงเจ้าเขาก็เป็นหมอที่รักษาคนไข้จนหายดี

เรื่องที่ ๒ ร่างทรงหาศพ
            ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมมือกับหน่วยกู้ชีพกู้ภัย โดยหนึ่งในหน่วยกู้ชีพเป็นร่างทรงให้วิญญาณ เพื่อนของเขาเล่าว่าคนนี้เวลาออกค้นหาศพผู้เสียชีวิต เขาจะถูกเข้าสิงแล้วชี้จุดที่มีศพอยู่ โดยทั้งหมดนั้นเขาไม่รู้สึกตัว ตอนนั้นลุงคนหนึ่งพาหลานไปเล่นน้ำ แม่น้ำนั้นกว้างและใหญ่ น้ำไหลลึก หลานถูกกระแสน้ำลากลงที่ลึก ลุงจึงไปช่วยหลานขึ้นมาที่ตื้นได้แต่ตนเองว่ายสู้กระแสน้ำไม่ไหวจึงจมน้ำเสียชีวิต ผู้เขียนได้ทำการช่วยค้นหาอยู่บนเรือโดยมีทีมดำน้ำ ๓ คน และกู้ชีพอีก ๓ คน หนึ่งในนั้นคือร่างทรงนั้นเอง งมหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ผู้เขียนแน่ะนำให้ไปพาตัวหลานมาชี้ตำแหน่งจมน้ำ กู้ชีพที่เป็นร่างทรงก็ล้มลงแต่เพื่อนของเขาพยุงไว้ สภาพเหมือนคนสลบไม่มีสติ ผู้เขียนเป็นบุคคลากรทางการแพทย์จึงทำตามหลักการปฐมพยาบาลคือจับชีพจรพบว่ากู้ชีพคนดังกล่าวปกติดีเหมือนคนกำลังนอนหลับลึกมากกว่าสลบ เพื่อนเขาคนที่พยุงไม่ได้ตกใจอะไร สักพักเพื่อนเขาก็ปล่อยมือเพราะเขาสามารถทรงตัวเองได้ อยู่ ๆ เขายกมือชี้ทางทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่ ทุกคนจึงเดินเรือไปตามทางที่เขาชี้ เมื่อมาถึงจุดที่เขาชี้ลงผิวน้ำก็หยุดเรือแล้วทีมดำก็ดำน้ำลงไป ไม่นานนักญาติก็พาหลานมาถึง ในเวลานั้นเองทีมดำน้ำก็พบศพแล้วเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาได้ ผู้เขียนได้กล่าวกับร่างนั้นว่า “กลับบ้านเถอะนะครับ” คนที่เป็นร่างทรงก็ทรุดล้มลงอีกครั้งโดยมีเพื่อนเขารับไว้ หลังจากเข้าฝั่ง และเหตุการณ์นั้น ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ร่างทรงพบว่า “เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

เรื่องที่ ๓ ร่างทรงต้มตุ๋น
            ครั้งหนึ่งเพื่อนของผู้เขียนได้รับความเดือดร้อนจากสำนักทรงเจ้าว่าถูกหลอกลวง เพื่อนบังคับให้ผู้เขียนไปดูร่างทรงให้ว่าจริงหรือหลอก จึงจำเป็นต้องไปกับมัน เมื่อไปถึงที่นั้นเป็นสำนักที่ใหญ่มากคงมีเงินทุนหมุนเวียนมากกว่า ๑๐ ล้าน ตอนนั้นอดีตคนรักของผู้เขียนก็ได้ติดตามไปด้วยโดยที่เขาเป็นทหารทำให้อุ่นใจขึ้นบ้างว่าเขาคงไม่อุ้มฆ่าเราง่ายๆถ้าเราไปกวนสำนักทรงเจ้านั้น เขาแอบอิงว่าเป็นร่างทรงของทหารซึ่งเป็นนายพลทัพเรือและกษัตริย์องค์ต่างๆ ผู้เขียนเป็นบุคคลาการทางการแพทย์และศึกษาชีวะประวัติของนายพลท่าน แม้แต่วิชาอาคมของนายพลท่านนั้น ผู้เขียนก็รู้จักเป็นอย่างดี จึงให้ทหารของผู้เขียนไปคุยกับร่างทรงด้วยภาษาต่างประเทศ ร่างทรงเงียบแล้วตอบไม่ได้ ทหารคนดังกล่าวลุกขึ้นแล้วตบหัวด่าร่างทรงนั้นแล้วเดินออกมาอย่างเท่ห์ ผู้เขียนจึงเดินเข้าไปสัมภาษณ์ร่างทรงนั้น เมื่อถามไปถามมาร่างทรงนั้นก็หลุดเผลอ ทำให้ต้องแก้คำพูดตนเองจนเป็นเรื่องตลก ถึงแม้หลายคนจะยังเชื่ออยู่ แต่ผู้เขียนทำให้คนอีกจำนวนหนึ่งตาสว่าง ไม่นานนักผู้เขียนก็ได้รับข่าวว่าร่างทรงนั้นแหกตาชาวบ้านและโดนจับเป็นที่เรียบร้อย

เรื่องที่ ๔ ร่างทรงสืบศพ
            ครั้งหนึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเที่ยวหาเพื่อนที่เป็นตำรวจ กำลังสังสรรค์ปาร์ตี้น้ำองุ่นกันอยู่เขาก็ได้รับสายให้ไปช่วยค้นหาศพคนถูกฆ่าหมกป่าละเมาะ ถูกแยกเป็นส่วนๆ ลูกน้องของเพื่อนผู้เขียนก็ทำความเคารพนายตน ซึ่งผู้เขียนรู้สึกได้ว่าคนนี้แปลกๆ ระหว่างสืบสวนเขาก็สั่นแล้วก็ชักกระตุก ผู้เขียนเป็นบุคคลากรทางการแพทย์จึงทำการปฐมพยาบาล
B1 : “ช่วยหนูด้วย ช่วยด้วย”
ผู้ชายอะไรแทนตัวเองว่าหนู เสียงก็แหลมขึ้นคงคอแห้ง
ME: “ผมช่วยคุณอยู่เนี่ย คุณชื่ออะไร”
ถามเพื่อประมาณระดับความรู้สึกตัว
B1 : “หนูชื่อเอค่ะ ช่วยหนูด้วยหนูหนาว”
ชัดเลย กูรู้ว่ามึงชื่อซี ผมจึงถอดเสื้อคลุมให้
ME: “น้องจะให้พี่ช่วยอะไรครับ”
เพื่อน “ท่านมีอะไรหรือเปล่า อาการเป็นยังไงบ้าง”
B1 : “ไม่เป็นอะไรมาก แค่กลายเป็นคนอื่น มึงทำตามน้องเขาละกัน”
เพื่อน “หมอก็ดูแลคนไข้ไปสิ กูจะไปดูต่อ”
ME: “เออหนา ฟังน้องเขากับกู”
น้องเขาเล่าให้ฟังเป็นฉากๆแล้วก็เป็นลมไป
เพื่อนอ้าปากค้าง “ท่านเจอเรื่องแบบนี้บ่อยเหรอ”
ME: “กูเจอเป็นปกติ มึงก็ไปหาตามจุดที่น้องบอก มึงก็รู้ชื่อคนร้ายแล้วไปจับซะ”
เพื่อน“ครับคุณหมอ”
ค้นหาซากครบทุกส่วน จับคนร้ายได้ ไม่นานนักคดีนี้ก็ถูกปิด ส่วนตำรวจที่ถูกเข้าสิงก็ปกติดีไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกกับเขา

เรื่องที่ ๕ ร่างทรงซ่อนทรัพย์
            ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูการทรงเจ้าของคุณยายท่านหนึ่ง ยายแก่หนังเหนียวธรรมดาคนหนึ่งที่ครอบครัวอดีตคนรักเชิญมาบ้านของญาติเขา เนื่องจากก่อนหน้านี้ญาติเขาฝันว่ามีทวดของเขาเก็บซ่อนทรัพย์สินไว้ในบ้านมาบอกให้ตัวเองไปขุดค้นหา แต่ก็ขุดไม่เจอไปหลายหลุมจึงหาร่างทรงมาช่วยหา คืนนั้นร่างทรงทำพิธีร่ายรำเชิญผีครู หมาห่อนหมาเห่าทั้งหมู่บ้าน แล้วคุณยายท่านก็แน่นิ่งไป เดินไปนั่งบนขอนไม้ เราทุกคนตามไปอย่างเงียบๆ คุณยายก็พูดพึมพำกระทืบกิ่งไม้ข้างๆเท้าหัก แล้วโยนเข้ากองไฟเก่าที่ดับแล้วด้วยฝีมืออดีตคนรักผู้เขียนเอาน้ำสาดไป ๓ ถังจนดับ ไฟกลับลุกขึ้นมาใหม่ ชัดเจนเจอของจริงแล้ว
“หมอไม่ต้องพิสูจน์ เดี๋ยวหมอก็รู้เอง” ยายแก่เสียเปลี่ยนเป็นตาแก่
ผู้เขียนกำลังท่องคาถาในใจ จากสิ่งที่ได้ศึกษามาผู้เขียนต้องพิสูจน์
“ปู่ของพ่อเจ้าเอาของมีค่าใส่ไหฝังไว้หลังต่อต้นกุม กลางคุ้มที่นี่ บัดนี้เหลนเดือดร้อนปู่จะให้อัฐให้เงินเจ้าไว้ใช้”
“เป็นเครื่องเงินและทองสร้อยนะหมอท่าน” ผู้เขียนกำลังจะเอ่ยปากถามแต่คุณยายตอบเสียก่อน
“ไม่แคลงใจ คนรักของพ่อหนุ่มรักพ่อหนุ่มมาก” คุณยายหันไปพูดกับคนข้างทำเอาคนได้ยินสองคนหน้าแดงก่ำ
“ผัวมึงเป็นที่ตับ ไปหาหมอแล้วผัวมึงจะหายดี” ยายแก่พูดกับผู้หญิงที่อยู่ใกล้ๆ 
“พวกเจ้าจงทำความดีละเว้นความชั่ว พ่อหนุ่มจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมืองให้มาก ให้สมกับที่ปู่ย่าตายายของพวกเจ้าปกปักษ์แผ่นดินสืบมา” คุณยายก็คอพับลง
            จากการสนทนาไม่มีใครพูดหรือถามใดๆเลย มีเพียงยายคนเดียวที่ตอบคำถามที่แต่ละคนอยากรู้ หลังจากนั้นผู้เขียนก็ได้สนทนากับคุณยาย ไม่นานนักทุกคนก็พบไหจริงและข้างในบรรุจุเครื่องเงินทองรูปพรรณ อดีตคนรักของผู้เขียนได้มา ๓ ชิ้น เขามอบให้ผู้เขียนไว้ ๒ ชิ้น ซึ่งตอนนี้ที่อดีตคนรักของผู้เขียนเสียไปแล้ว ผู้เขียนก็ได้เก็บไว้อย่างดีทั้ง ๓ ชิ้น

เรื่องที่ ๖ ร่างทรงปราบผีปอบ
            ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวกับอดีตคนรัก เราไปทางภาคอีสาน บังเอิญเขากำลังมีอาการรักษาผู้ป่วยกระเซาะกระแซะแบบวิธีโบราณ ชาวบ้านบอกว่าคนไข้โดยผีปอบเข้าสิง ผู้เขียนจึงขออนุญาตดูอาการคนป่วยที่นอนบนแคร่อาการคล้ายไข้ป่า ชาวบ้านได้พาไปรักษาโรงพยาบาลแล้ว พออาการคล้ายจะดีขึ้นหมอจึงให้กลับบ้าน เมื่อกลับบ้านก็ป่วยอีกกลับไปกลับมาระหว่างบ้านหลายครั้ง ในที่สุดก็ลองพึ่งความเชื่อมาช่วยรักษาอีกทางควบคู่กับหมอแผนปัจจุบัน ชาวบ้านและญาติผู้ป่วยตระเตรียมอุปกรณ์ ซึ่งผู้เขียนช่วยพับบายศรีร้อยมาลัยดอกไม้และทหารอีกคนก็ช่วยตัดไม้ไผ่เหลาไม้ไผ่กับชาวบ้าน ระหว่างนั้นผู้เขียนก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับผีฟ้าผีแถนโดยลงพื้นที่จริงว่าเหมือนกับในตำราที่เขาบอกเล่าหรือเปล่า เมื่อเตรียมของแล้วเสร็จก็ประกอบพิธีช่วงพลบค่ำ ก็มีการเข้าทรงผีฟ้า เสียงแคนดังขึ้นหลังจากนั้นคนจำนวนหนึ่งก็ลุกขึ้นลำ ไปมาตอนนั้นผู้เขียนก็ไหวไปกับเสียงแคน ขาแดนซ์กำลังมา ดีที่ทหารจับไว้ ผู้เขียนที่กำลังลุกจึงลงมานั่งตักทหารแทน ความรู้สึกในตอนนั้นผู้เขียนรู้สึกสบายตัวมาก และรู้สึกดีเป็นที่สุด เหมือนโลกรอบข้างอะไรๆก็ดีไปหมด ไม่นานก็เสร็จพิธี เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้เขียนจึงขออนุญาตดูผู้ป่วยอีกครั้ง ผู้ป่วยมีกำลังใจขึ้นมาก และอาการก็ดีขึ้นจากเมื่อตอนเช้า การรักษาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ทำให้คนไข้มีกำลังใจต่อสู้โรคได้ดีมาก

เรื่องที่ ๗ ร่างทรงหน้าปลวก
            ครั้งหนึ่งเพื่อนของอดีตคนรักผู้เขียนชวนผู้เขียนไปดูการแสดงโชว์หน้าจอมปลอม พวกเขาอ้างว่าเป็นร่างทรงของเทวดาสูงสุดองค์หนึ่งในพราหมณ์ฮินดู ซึ่งท่านได้มาสถิตนั่งที่จอมปลวกแล้วก็มาเข้าทรงพวกเขา เมื่อไปถึงพิธีกรรมทำไปแล้วมีเทพเจ้ากำลังเข้าทรงอยู่ บัลลังก์ตั้งอยู่หน้าจอมปลวกมีคนใส่ชุดคอสตูมเทพเจ้านั่งอยู่ ผู้เขียนรู้ในทันทีว่าของปลอม จึงเดินเข้าไปนั่งแล้วถามคำถามใกล้ๆ ถามไปถามมาฝ่ายร่างทรงเริ่มหงุดหงิดแล้วโกรธชี้หน้าด่าผู้เขียน ร่างทรงก็ง้างเท้าขึ้นมากำลังจะถีบหน้าผู้เขียน แต่อดีตคนรักขยับตัวไปจับแข้งกระชากลงจากบัลลังก์สลบคาพื้นไปเสียก่อน เราจึงแหวกหนีกลับจากฝูงคนคณะศรัทธาร่างทรงองค์นั้น ผู้เขียนมีความซะใจเบาๆ ทีแรกจะเห็นแก่จรรยาบรรณเข้าไปช่วยแต่โดนคนของสำนักขวางไว้ซะก่อน

เรื่องที่ ๘ ไม่น่ามาใช่ร่างทรง
            ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปดูโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง บุคคลากรทางการแพทย์แห่งนั้นเป็นผู้ชวนให้ไปพบกลุ่มคนที่เป็นร่างทรงของเทพเจ้าซึ่งมากันทั้งสวรรค์ คราวเดินเข้าไปในห้องพิเศษเห็นคนที่ใส่ชุดสีฟ้าอ่อนฟอร์มคนไข้ทั้งหมดกำลังฟ้อนรำ พูดกันคนละเรื่องแต่คุยกันรู้เรื่อง สุดท้ายการไปครั้งนั้นก็ไม่ได้มีเนื้อหาสาระใด ๆ เลย ไม่รู้ว่าไปทำไม

อวสานบท
   ศรัทธาและความเชื่อ การเลื่อมใสและนับถือล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาแต่ในอดีต เมื่อปรุงแต่งเรื่องราวด้วยความรู้สึกนึกคิด ภายใต้เงื่อนไขของเหตุผลความกลัว ความต้องการ และความทุกข์ ทำให้เกิดความเชื่อ หากถึงวิกฤตศรัทธาและความเชื่อ เมื่อนั้นความคิดและสังคมจะถูกกลืนเข้าไปสู่ความเชื่อเหล่านั้น แล้วเกิดคำถามว่าจริงแท้หรือหลอกลวง สิ่งที่เห็นเป็นจริงจะถูกยอมรับ ส่วนสิ่งที่คิดว่าหลอกลวงจะถูกกำจัดทิ้ง ตราบใดที่ความกลัวยังมีอยู่ ศรัทธาและความเชื่อจะยังอยู่คู่ความกลัวเหล่านั้น