แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำไหว้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำไหว้ แสดงบทความทั้งหมด

น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ในพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ




                        น้อมรำลึกในสายธารน้ำพระราชหฤทัยและพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
                                   ใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
                        มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร 


                                ด้วยอานิสงค์แห่งผลบุญที่เกล้ากระหม่อมบำเพ็ญมาแต่ชาติปางใด
                        ขอพระบรมราชานุญาตน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล
                                   ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย

                                  ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
                                        ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าฯ 

                                                                    
 ๙ มหาเวทย์
                                                                ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

...................................................................

ถวายอาลัย แด่ ในหลวง ท่านทรงเป็นพ่อหลวงแห่งแผ่นดิน


                   กลอนถวายอาลัย
       แสงหนึ่ง บนฟากฟ้า ส่องสว่าง
เป็นหนทาง ชาวประชา ไทยทั้งผอง
สองรอยเท้า ของพ่อ เป็นครรลอง
มือทั้งสอง พ่อท่านจูง สอนลูกเดิน
       พ่อเป็นดั่ง ร่มโพธิ์ แผ่ใบใหญ่
ดั่งร่มไทร ใบหนา ที่กว้างขวาง
เป็นร่มเงา อันร่มเย็น ตลอดทาง
พ่อทรงสร้าง ทางไว้ ให้ลูกเดิน
       พ่อประดุจ ภูผา ที่สูงใหญ่
ไม่หวั่นไหว ยามพายุ เข้าถาโถม
ยามแห้งแล้ง เป็นสายฝน คอยชะโลม
คอยประโลม ยามลูกเจ็บ พ่อปลอบใจ
       แสงประทีป ขจัด ความมืดมิด
ประกาศิต ของพ่อ เป็นคำสอน
ขจัดทุกข์ บำรุงสุข ราษฏร
พ่ออวยพร ให้ลูกนั้น สุขสบาย
        ในวันนี้ แสงนั้น กลับดับลง
ความมั่นคง ในใจ ลูกสั่นไหว
พ่อไม่อยู่ คราวนี้ จากเราไกล
พ่อจากไป จากชาวไทย ทั้งแผ่นดิน
        ดังมวลเมฆ หมอกมัว ลอยมาปิด
มืดสนิท ทั่วทิศ ทุกแห่งหน
ร่มไม้ใหญ่ ใบหนา โรยร่วงหล่น
ความร้อนรน ปนเศร้า เคล้าน้ำตา
          ภูผาใหญ่ ถล่ม ลงมาแล้ว
สายลมแผ่ว พายุพัด ก็เหน็บหนาว
ที่พักพิง อันอบอุ่น ทุกครั้งคราว
บัดนี้ร้าว พังทลาย สลายไป
                                โคลงมรณานุสติ
        เวลาย่อมผ่านพ้น          ไม่คืน
วันนี้คือวันมะรืน                  พรุ่งนี้
เวลามิอาจหวนคืน                ให้ย้อน กลับมา
วันคืนที่ล่วงลับแล้ว              คาดแคล้วจากลาฯ
        เช้านี้ได้พบหน้า           สายพราก
สายบ่คลายแยกจาก              บ่ายม้วย
บ่ายสุขสบายมาก                 ค่ำดับ มรณา
เย็นอยู่ยืนหยัดได้                  ราตรีสิ้นชีวายฯ

๙ มหาเวทย์
      ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙

.....................................................................................
ถวายบังคมพระบรมศพ

      กราบบังคมพระบรมราชา
ประทับเหนือพระแท่นแว่นฟ้า
สถิต ณ บรมโกศประดับมาลา
ใต้มหาเศวตฉัตรพระนพปฎล
     ธ สถิตในดวงใจไทยทั่วหล้า
ธ เสด็จสู่ชั้นฟ้าสรวงสวรรค์
ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์
ธ ทรงเป็นมิ่งขวัญนิรันดร
     น้อมเกล้าส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
น้อมดวงใจส่งพระองค์สู่สวรรค์
น้อมดวงจิตส่งกุศลทุกคืนวัน
น้อมให้ท่านทรงสำราญพระหฤทัย
      ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติใป
ขอรับใช้ใต้พระบาททุกชาติภพ
ขออยู่ใต้พระบารมีทุกภูมิที่บรรจบ
ขอน้อมนบไว้เหนือเกล้าตลอดกาลฯ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอถวายสัตยาธิษฐานเป็นปณิธาน
ขอดวงพระวิญญาณของท่านทรงสดับเป็นสักขีพยาน

                        “ วันหนึ่งวันใดที่เกล้ากระหม่อมได้รับใช้ประชาชน เป็นข้าในแผ่นดินนี้
                        เกล้ากระหม่อมขอถวายคำปรารภด้วยเจตนารมณ์นี้
                        ตราบใดที่ความทุกข์ทรมานจากโรคภัยยังไม่สิ้นไป
                        เกล้ากระหม่อมจะขออยู่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั้งมวล
                        จวนจนผู้คนทั้งหลายจะพ้นจากความทุกข์ทรมาน
                        เกล้ากระหม่อมจะรักษาร่างกายที่เจ็บป่วยและเยียวยาจิตใจที่เจ็บปวด
                        ขจัดความทุกข์ทรมาน
จากโรคภัยเหล่านั้นให้หมดสิ้นไป ”

                                                                                           ๙ มหาเวทย์
                                                           ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
                                                                           
      ๖ - ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙



                                                                                   



คำทำขวัญเด็กทารก บรวงสรวงแม่ซื้อ

คำทำขวัญเด็กทารก บรวงสรวงแม่ซื้อ

              
โอมศรีสิทธิเตโช นโมนมัสการ ข้าจะอ่านโองการอัญเชิญเทพยดาอันเจริญทั้งหลาย ขอเชิญพระนารายณ์ธิบดี ทั้งพระอิศวรผู้มีศักดาเดช เป็นจอมมกุฏเกศไกรลาศ ขออภิวาทวันทนบูชา หนึ่งพระอุมาภควดี อันมีศรีเฉลิมโลก จงดับโรคให้เสื่อมหาย ขออัญเชิญพระพายพระเพลิง พระกาลเถกิงแลพระพรหม ทั้งพระยมจตุโลกบาล พระสุริยากาลพระจันทร เจ้าสุทัศน์นครองค์อินทร์เป็นปิ่นเทวพิภพ ครบสิบสององค์ทรงมเหศวร ขอยอกรประนม บังคมเหนือศิโรเพศ ขออัญเชิญประเวศมาสถิต ประดิษฐานเหนือเศียร สรรพธูปเทียนชวาลา ปวารณาตามถวาย ข้าวตอกปรายบุบผา ช่อคันธาอรชร อีกทั้งบวรราชวัต ฉัตรธงชัยธงประฏาก ขอจงประสาทพรประสิทธิ์ ด้วยมนต์ฤทธิไสยเวท จงประสิทธิเพทแก่ข้า จะอาราธนารูปต่างตน แม่ซื้อเมืองบนเมืองล่าง ทั้งเจ็ดอย่างเจ็ดตน แม่ซื้อกลางหนกล้าแข็ง แม่ซื้อแรงประจำวัน สมมุตินามนั้นสืบกันมา คือแม่ซื้อกุมาราวันอาทิตย์ ชื่อวิจิตรนาวัน หนึ่งวันจันทร์แม่ซื้อ ชื่อวรรณานงคราญ  หนึ่งวันอังคารแม่ซื้อ ชื่อนางยักษ์บริสุทธิ์ หนึ่งวันพุธแม่ซื้อ ชื่อนางสามลทัศ หนึ่งวันพฤหัสบดีแม่ซื้อ ชื่อนางกาโลทุก หนึ่งวันศุกร์แม่ซื้อ ชื่อนางยักษ์นงเยาว์ หนึ่งวันเสาร์แม่ซื้อ ชื่อนางเอกาไลย ถ้าต้องชื่อของผู้ใด เร่งเร็วฮือไคลคลาศ ชวนภูติปิศาจทั้งสิ้น ตูจะให้กินเครื่องเส้นทุกตน ทุกตำบลผีสาง กูจะรางวัลให้ถึงใจ กินแล้วไปอย่าอยู่ ดุจตูบัญชาดังนี้ฯ
            โอมชัยศรีสิทธิสารประเสริฐ อัญเชิญเถิดแม่ซื้อเอ๋ย ครูตูเฉลยบอกให้ รู้จักในลักษณะแม่ ซื้อกระแหน่เบื้องบน แม่ซื้อกลางหนแลเมืองล่าง ซึ่งให้โทษต่างๆกัน
             แม่ซื้อลางบางพันอยู่ในไส้ มักให้ร้องไห้ร้องคราง ๒ แม่ซื้อลางบางขวางอยู่ในสะดือ ทำให้อึดอื้อแลลงท้อง ให้สะอื้นร้องดิ้นรน ๓ แม่ซื้อลางบางด้นอยู่ในเศียร ทำให้อาเจียนเสียงแห้งแหบ ๔ แม่ซื้อลางบางแอบอยู่ในเนื้อ นอนสะดุ้งเพื่อร้องหวาดหวีด ผิวเลือดซีดสิ้นกำเดา ๕ แม่ซื้อลางบางเข้าในกระหม่อม มักให้ผอมไห้มิหยุด เป็นผุดให้ตาแข็ง ๖ แม่ซื้อลางบางแฝงอยู่ในชงฆ์ มักให้หลงตกใจร้อง ตีนมือต้องเย็นเฉียบ ๗ แม่ซื้อลางบางเลียบอยู่ในเส้น มักให้ร้องเต้นสี่ตีนมือ บิดตัวอืออึดไปมา หวาดไขว่คว้าหน้าเขียว แม่ซื้อบรรดาเที่ยวมาสถิต ทั้ง ๒๘ ตนคิดมาทำโทษ  ขออย่าพิโรธอดโทษา มารับเนื้อปลาสุรายำ อีกกระทงน้ำกระทงข้าว อนึ่งเล่าวัตถาภรณ์ ผู้คนสลอนห้อมล้อม เสร็จพรั่งพร้อมอยู่ไสว ขอเชิญไปลงบัตร กินให้สวัสดีพร้อมญาติ แล้วจงประลาตคลาไคล ชมรูปไปต่างตน จงเป็นคนจำเริญศรี อย่ามีใจบีฑา วิหิงษาแก่บุตร อันกำเนิดในมนุษย์ใช่วิสัย ไปอยู่ต้นไม้ใหญ่ตามเพศ อันมีหิมเวศเถื่อนถ้ำ เหวผาน้ำบึงบาง พงป่ากว้างจอมเขา ถิ่นฐานลำเนาจอมปลวก กลางป่ารวกป่ารัง  ริมฝั่งถ้ำธารเขา  ริมลำเนาแนวเนิน  ริมป่าเถินเทินทุ่ง  ริมป่ายุงป่ายาง  ริมท่าทางคนไปมา ริมศาลาอาราม กินแล้วตามแต่จะไป อย่าช้าในบัดนี้ อย่าสูสีหยิกหยอก อย่าสัพยอกไม่เป็นการ อย่าอยู่เย้ากุมารที่เกิดมา จะได้วัฒนาการเจริญ ขอเชิญท่านจงเอ็นดู ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ เราส่งข้าวน้ำปูปลา ขอไว้สืบศาสนาอย่าเปล่าดาย เป็นชายจะได้เป็นสงฆ์ เป็นหญิงคงจะได้เป็นนางชี รักษาศีลมีเมตตาจิต จะได้ส่งษิโณทกส่วนอุทิศไปถึง กุศลกึ่งกับมารดา ซึ่งท่านได้อุตสาห์เลี้ยงดู เราสู้ขอซื้อไว้ ให้เป็นเบี้ยสามสิบสาม ค่าตัวตามสินไถ่ ในสามวันนี้เป็นลูกผี พ้นสี่วันนี้เป็นลูกคน ใช่ลูกของตนอย่าขวักไขว่ เราให้รูปใหม่ไปต่างตัว จงไปชมชัวรูปในบัตร โภชนาจัดเซ่นสรวง เราบำบวงใช้หนี้แล้ว อย่าแผ้วพานไปมา เมื่อวัฒนาจะส่งบุญ ให้อุดหนุนค้ำชู พ้นทุกข์สู่เข้านิพพาน เร่งรับการพลีกรรม กระทำสังเวยนานา ดุจดังตราตีประทับ กำกับท่านแต่วันนี้ไป ท่านอย่าให้มีภัยในกุมาร เราจะขอไว้อภิบาลรักษา บดขมิ้นทาปนดินสอพอง เป็นขมิ้นทองฝนจันทน์เจือ ทั้งขมิ้นขะเบือดอกชุมเห็ด ประสมเสร็จเสกเป็นองค์รักษ์ ทาผัดพักตร์นวลในเนื้อ ท่านอย่าได้เอื้อเฟื้ออยู่ชมเชย เร่งละเลยไปอย่าช้า จงกวาดเอาโรคาไปให้สิ้น เขม่าดาดลิ้นตานโจรทรางจรขึ้นขวางลำคอ อย่าให้เหลือหลอหละละออง แม่ทรางเจ้าของทั้งเจ็ดวัน จงอันตรธานอย่าให้มี ธาตุทั้งสี่แลสมุฏฐาน ทั้งสามกาลไว้ให้บริบูรณ์ อย่าให้เสื่อมสูญอันตราย ให้เลี้ยงง่ายดายในทารก จะได้อุปถัมภกในศาสนา องค์พระศาสดาพระกุกกุสนธ์ ทั้งพระทศพลโกนาคมน์ พระสมณะโคดมพุทธกัสสป พระอริยเมตไตรยครบทั้งห้า ท่านจงโมทนาเอากุศล ดุจยุบลกล่าวมาดังนี้ฯ



น้อมส่งเสด็จสมเด็จพระญาณสังวรฯ สู่นิพพาน





 

            ขอประทานกราบทูล ใต้ฝ่าพระบาทข้าพระพุทธเจ้า ๙ มหาเวทย์ น้อมส่งเสด็จสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สุวัฑฒนมหาเถระ สู่โลกุตตรอมรเนรพานนิพพาน
๏  นมสฺสา วนฺทามิ วนฺทนา จรณํ กมลํ อภิวนฺทนา
ญาณสํวร สงฺฆราชฏฺฐปิตสฺส           สุวฑฺฒโน มหาเถโร

สปฺปญฺโญ ธมฺม ธีโร                         วิโรจติ กุสโล ธมฺมวาที
การุญฺโณ สีตหทโย                           สุหุชุ จะ สุปฏิปนฺโน
สมจริยา ตณฺหกฺขโย                          วิสงฺขาโร จะ ญายปฏิปนฺโน
เอกายโน นิพฺพานคามินี                   เอวํ นิมนฺตนํ นิพฺพานตีติ ฯ
            ญาณสํวโร สุวฑฺฒโน มหาเถร สิรสา นมามิ
            ญาณสํวโร สุวฑฺฒโน มหาเถร สพฺพทา นมามิ
            ญาณสํวโร สุวฑฺฒโน มหาเถร สพฺพโส นมามิ
            มหาสงฺฆราชานุภาเวน สทา โสตถี ภวนฺตุ โน ฯ
            ๏  วนฺทามิ ญาณสํวร สุวฑฺฒน มหาเถโร
                 สพฺพเมโทสํ ขมถเม ภนฺเต

            ๏  วนฺทามิ สงฺฆํ สพฺพเมโทสํ ขมถเม ภนฺเต
            วนฺทามิ ภนฺเต สพฺพํ อปราธํ ขมถเม ภนฺเต
            มยากตํ ปุญฺญํ สามินา อนุโมทิตพฺพํ สามินา
            กตํ ปุญฺญํ มยฺหํ
ทาตพฺพํ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ ฯ
            ขอกราบอภิวาทแทบฝ่าพระบาท สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สุวัฑฒนมหาเถระ ผู้ประกอบด้วยปัญญา ทรงมีปัญญาเป็นเครื่องทรงด้วยพระธรรม ทรงกล่าวซึ่งธรรมอันวิจิตรงดงามด้วยความชำนาญ ทรงเปี่ยมด้วยความการุณาด้วยพระหฤทัยที่ชุ่มเย็น ทรงปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทรงประพฤติเพื่อความระงับกิเลส เพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา ทรงปฏิบัติเพื่อธรรมที่ควร ทรงปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน เป็นที่ไปสู่พระนิพพานทางเดียว อันให้ถึงพระนิพพาน ด้วยเหตุนี้ขอนิมนต์ท่านเจ้าประคุณขึ้นสู่พระนิพพานเทอญ.
            ขอกราบซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สุวัฑฒนมหาเถระ ด้วยเศียรเกล้า
            ขอกราบซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สุวัฑฒนมหาเถระ
ในกาลทุกเมื่อ
            ขอกราบซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สุวัฑฒนมหาเถระ โดยประการทั้งปวง
            ขออานุภาพแห่งสมเด็จพระสังฆราชทั้งหลาย โปรดแผ่พระเมตตาบารมี คุ้มครองบังเกิดความสุขสวัสดี ให้ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดทั้งประเทศชาติ มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป เป็นนิจนิรันดร์เทอญ.

           
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ สมเด็จพระญาณสังวร สุวัฑฒนมหาเถระ ข้าพุทธเจ้าขอกราบไหว้พระสงฆ์ผู้เจริญ สมเด็จพระญาณสังวร สุวัฑฒนมหาเถระ เพื่อขอขมาโทษทั้งปวง ขอพระสงฆ์ผู้เจริญ สมเด็จพระญาณสังวร สุวัฑฒนมหาเถระ จงให้อภัยโทษแก่ข้าพุทธเจ้าด้วยเถิด
            ๙ มหาเวทย์ พร้อมด้วยศิษยานุศิษย์ ขอกราบน้อมส่งเสด็จสมเด็จพระสังฆราชสู่พระนิพพาน สาธุ สาธุ อนุโมทามิ



คำบรวงสรวงพระปิยมหาราช เสด็จพ่อ ร.๕

                  คำบรวงสรวงพระปิยมหาราช เสด็จพ่อ ร.๕



นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
๏  ปิย มหาราช จุฬาลงฺกรโณ นาม สฺยามินฺโท
จกฺกิราชวํเส ปญฺจโม มหาราชา สฺยามรฏฺเฐ
อิมินา สกฺกาเรน ปรมินทรมหาราชวรสฺส
ปิย มหาราช จุฬาลงฺกรณสฺส ปูเชมิ
ปิยมหาราชานุภาเวน สทา โสตถี ภวนฺตุ โน

๏  ปิโยเทวา มนุสฺสานํ          ปิโยพรหฺมา นมุตฺตโม
ปิโยนาค สุปนฺนานํ               สมณสฺสภาวํ ปิยํ มม
ราชภาวํ ปิยํ มม                      อิตฺถีภาวํ ปิยํ มม
ปุริสภาวํ ปิยํ มม                    ปิณินฺชลิยํ นมามิหํ
๏
  ปิยมหาราช สยามมินทรโธ วโรอิติ พุทฺธสังมิ
อิติอรหํ สหสฺสกายํ วรํพุทโธ นโมพุทฺธาย มาสีสมานํ

ปิโย ปิยํ ปิยมหาราช นมามิหํ
ปิโย ปิยํ ปิยมหาราช นมามิหํ
ปิโย ปิยํ ปิยมหาราช นมามิหํ ฯ
อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทฺธนาเมอิ
อิเมนา พุทฺธตํโสอิ อิโสตํ พุทฺธปิติอิ

ปิย มม นโมพุทธาย               ปิย มม นโมพุทธาย
ปิย มม นโมพุทธาย
               ปิย มม นโมพุทธาย
ปิย มม นโมพุทธาย ฯ


            พระปิยมหาราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงค์จักรี แห่งสยามประเทศ
            ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้า ........ พร้อมด้วยครอบครัว ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเครื่องราชสักการะ แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
 แห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระผู้ทรงมหาเดชานุภาพ ทรงเป็นมหาราชผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของชาติไทย ทรงเป็นที่รักและเคารพยิ่ง ของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท โปรดรับเครื่องราชสักการะ ที่ข้าพระพุทธเจ้าน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายในครั้งนี้ ขอพระบุญญานุภาพแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท โปรดแผ่พระเมตตาบารมี คุ้มครองป้องกันภัยพิบัติ พระราชทานพร ให้ข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยครอบครัว ตลอดทั้งประเทศชาติ มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป เป็นนิจนิรันดร์ เทอญ ฯ.

ห้ามบนบานศาลกล่าว พึ่งขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล เครื่องสักการะ มะพร้าวอ่อน ๑ กล้วยน้ำว้า ๑ ทองหยิบทองหยอด ๑ บรั่นดี ๑ ซิการ์ ๑ ข้าวคลุกกะปิ-หมูหวาน ๑ ดอกกุหลาบสีชมพู
ธูป ๑๖ ดอก เทียน ๑ 

ปู่เจ้าสมิงไพร (ปู่เจ้าสมิงพราย)

ปู่เจ้าสมิงไพร (ปู่เจ้าสมิงพราย)

                     ยะมะหัง ครูอาจาริยัง สะระณังคะโต 
           อิมินาสักกาเรนะตัง ครูอาจาริยัง อภิปูชะยามิ
           ทุติยัมปิ ยะมะหัง ครูอาจาริยัง สะระณังคะโต 
           อิมินาสักกาเรนะตัง ครูอาจาริยัง อภิปูชะยามิ 
           ตะติยัมปิ ยะมะหัง ครูอาจาริยัง สะระณังคะโต 
           อิมินาสักกาเรนะตัง ครูอาจาริยัง อภิปูชะยามิ
โอม กูจักครอบฟ้าแลแผ่นดิน 
กูจักครอบพระสมุทรแลสายสินธุ์ 
กูจักครอบพระอินทร์แลพระพรหม  
กูจักครอบพระยมแลพระกาฬ  
กูจักครอบพระจัตตุโลกบาลทั้งสี่ 
กูจักครอบทั้งตัวกู กูจักเป็นลูกปู่เจ้าสมิงไพร 
ครูกูใช้กูเรียกคุณมนต์ดลแลจ่ามนต์ แลพญามนต์ 
อย่าได้ไปจากตัวกู ใครมิอาจหยุดกูได้ 
สรรพวิชาในขอบจักรวาล จงมาชุมนุมกัน 
โอมประสิทธิแก่กู สะวาหะ ฯ   

     
            ขอบารมีท่านปู่เจ้าสมิงพราย คุ้มครองศิษย์ด้วยเทอญ ผมจะเล่าให้ฟังในส่วนของประวัติฤๅษีตนนี้ ท่านเป็นแรงบรรดาใจให้ผมก้าวเข้ามาในวงการไสยศาสตร์มาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นประถมฯ โดยเริ่มรู้สึกตัวตรงบท เสียงลือเสียงเล่าอ้างอันใดฯลฯ
            ท่านปู่เจ้าสมิงพราย เป็นฤๅษีที่มีอาศรมบนภูเขาอยู่ทางภาคเหนือดินแดนล้านนา เป็นฤๅษีที่สัมฤทธิ์โลกียญาณ คือ ญาณในโลก ประกอบด้วย อิทธิฤทธิ์วิธี (แปลงกาย เหาะเหินเดินอากาศ บังตาดลใจได้) ทิพจักขุ (มีตาทิพย์ ได้บุพเพสาวานุสิติญาณ เห็นบุพกรรมต่างๆ) เป็นต้น รูปร่างหน้าตาของท่านปู่เจ้าสมิงพรายเอาแน่เอานอนไม่ได้ ท่านสามารถปรากฏกายอยู่ในรูปอะไรก็ได้ ทั้งเด็กหนุ่ม วัยรุ่น วัยกลาง วัยเฒ่าแก่ เป็นเสือโคร่ง เสือเหลือง หรือแมว เป็นโน้นเป็นนี่ตามแต่ท่านจะปรารถนาให้เห็น
            ส่วนเรื่องอายุของท่านปู่เจ้าสมิงพรายก็หลายร้อยๆปี ทราบมาว่าท่านอยู่ได้ถึง ๑ กัปเลยทีเดียว ส่วนต้นสายปลายเหตุระวัติว่าท่านเห็นใครมาจากไหนนั้นก็ไม่ทราบ ไม่มีชื่อจริงของท่าน นอกจาก “ปู่เจ้าสมิงพราย”
            ในลิลิตพระลอ ปู่เจ้าสมิงพราย เป็นชายแก่ๆ แต่ปรากฏวัยกลางคน นุ่งขาวห่มขาว พำนักอาศัยอยู่ป่าเขาลำเนาไพร มีฤทธิ์มีเดชมาก เก่งกาจในทางคาถาอาคมและการทำมหาเสน่ห์มหานิยม เสกสลาเหิร(แมลงภู่)บินไปตกลงเป็นหมากผู้ที่กินต้องตกอยู่ภายใต้มนต์คาถา ปลุกผีเรียกภูตเทวดาได้ และท่านยังไม่รับเงินตราหรือทรัพย์สมบัติใดๆ ช่วยตามบุพกรรมเก่า
                     เสียงลือเสียงเล่าอ้างอันใด             พี่เอย
                เสียงย่อมยอยศใคร                           ทั่วหล้า
                สองเขือพี่หลับใหล                         ลืมตื่น ฤๅพี่
                สองพี่คิดเองอ้า                                อย่าได้ถามเผือ ๚ะ
            ในหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย โดยกล่าวถึงลิลิตพระลอ  ผมอ่านแค่รอบเดียวบทนี้ผมจำได้มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่มาดลใจอย่างหน้าประหลาด จากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจอะไรกับลิลิตพระลอจนอยู่มาวันหนึ่งได้ยินเพลงยอยศพระลอ และอะไรอีกก็ไม่รูมาดลใจให้อยากอ่านลิลิตพระลอ ผมจึงเริ่มอ่านมาตั่งแต่ตอนนั้น ชั้นประถมนะอ่านโคลงกลอนใช้ว่าจะรู้เรื่องเข้าใจไปซะหมด  อ่านจากหนังสืออ่านเล่นสำหลับเด็กและที่ขยายความแล้ว ทำให้รู้จักชื่อนี้ “ปู่เจ้าสมิงพราย” รู้จักว่าเป็นใคร? และต่อมาก็เป็นแรงบันดาลใจพอผมโตขึ้นเล่นของเลย ความจริงเริ่มมีแววมาแต่เด็กๆแล้วครับ


                       มาเข้าประวัติของท่านปู่เจ้าสมิงพราย โดยส่วนตัวผมเรียกท่านว่า “ปู่เจ้าสมิงไพร” องค์เดียวกันนั้นแหละครับ แต่ในที่นี้จะเขียนว่าปู่เจ้าสมิงพรายจะได้ไม่สับสนงุนงง ขอกล่าวจากเนื้อหาลิลิตพระลอ ในตอนต่างๆที่เกี่ยวกับท่านปู่เจ้าสมิงพราย ในตอนแรกจะเท้าความถึงเมื่อสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา สมัยนั้นมีเมืองเหนืออยู่สองเมือง คือ เมืองสรวงและเมืองสรอง ซึ่งจากการสันนิษฐานเมื่อเมืองสรอง ปัจจุบันตั้งอยู่ที่อำเภอสอง จังหวัดแพร่ (อ้างอิงจากพงศาวดารโยนก และ พงศาวดารเมืองน่าน กล่าวถึงเมืองสอง)  ส่วนอีกเมืองหนึ่ง ชื่อว่าเมืองสรวง สันนิษฐานว่าเมืองสรวงน่าจะอยู่ที่อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง
            ท้าวแมนสรวง พระยาหลวงผ่านเผ้า เจ้าเมืองสรวง มีโอรสองคหนึ่งนามว่า พระลอ ท้าวแมนสรวงต้องการตีเมืองสรองเป็นเมืองขึ้น แต่ทำไม่สำเร็จเพราะท้าวพิไชยยพิษณุกรป้องกันเมืองสรองไว้ได้ แต่กระนั้น พระยาพิมพิสาครราช เจ้าเมืองสองก็สวรรคตบนคอช้าง  ต่อมาเมื่อสิ้นท้าวแมนสรวงแล้ว พระลอจึงเสวยราชสมบัติสืบเมืองสรวงต่อ ชื่อเสียงในความหลอของพระลอเล่าลือกันไปทั่ว จนกิตติศัพท์นี้เข้าหูพระเพื่อนกับพระแพง ธิดาในท้าวเมืองสรอง พระเพื่อนพระแพงถึงกับจับไข้ในชื่อเสียงความหล่อของพระลอ (อะไรจะหล่อขนาดนั้น)
            พระพี่เลี้ยงทราบความนัยว่าแกล้งป่วย จึงแสร้งไปบอกพระย่าและพระบิดามาดารของพระเพื่อนพระแพงว่า จับไข้ด้วยขวัญหนีเข้าป่า ต้องรีบเรียกขวัญกลับมาโดยเร็ว สองพี่เลี้ยงจึงเบิกช้างต้น เทียมลม(น่าจะเร็วเท่าลม) และพระพาย(ช้างตัวนี้เร็วเท่าลม)  ไปรับพ่อหมอใหญ่ เพื่อขึ้นเขาไปขอความช่วยเหลือจากปู่เจ้าสมิงพราย
           

ถึงตอนนี้จากบทประพันธ์บทหนึ่งตอนที่หมอใหญ่พาสองพี่เลี้ยงไปพบปู่เจ้าสมิงพราย
“o ตามกันไปบหึง ถึงตีนเขาแต่ล่าง แลลิงค่างบ่างชนี ผีผิ่วร้องน่ากลัว หัวหูพองอยู่คร้าม เสือสางด้ามด้อมทาง แรดควายขวางขวัดอยู่ หมู่กระทิงเที่ยวป่า วัวลานล่าเล็มไพร หมู่หมีไปคคล้าย นางช้างผ้ายคคล่ำ บรู้กี่ส่ำตามสาร งูพพานพิษกล้า งูเหลือมคว้ารัดควาย เยียงผาผายปีนป่าย ฝ่ายช้างพังเซราซรึก สัตว์พันฦกพันลาย .........เห็นแนวน้ำบางบึง ชรทึงธารห้วยหนอง จระเข้มองแฝงฝั่ง สรพรั่งหัวขึ้นขวักไขว่ ช้างน้ำไล่แทงเงา เงือกเอาคนใต้น้ำ กระล่ำตากระเหลือก กระเกลือกกลอกตากลม ผมกระหวัดจำตาย ฝ่ายหนปลายไม้แมก ฟังเสียงแสรกเง้างูด ทิ้งทูดบ่นพพึมเสียง เค้ากู่เคียงคู่ร้อง ก้องดงดุจตระหวาด ผาดฟังตกใจกลัว...บ เปนใดดอกนะแม่ กระแหน่นี้นะเจ้า พระปู่เราหากทำเอง...”
                           บทนี้หมอใหญ่พาสองพี่เลี้ยงมาถึงตีนเขาที่ปู่เจ้าสมิงพรายพำนักอยู่ ซึ่งมีสิงสาราสัตว์เผ่นพ่านไปทั่ว เห็นแล้วต้อสะพรึงกลัว เช่น งูเหลือมกำลังรัดควาย เป็นต้น พอถึงบึงก็เห็นจระเข้ และช้างน้ำไล่แทงงา เงือกกำลังสมสู่กับคนใต้น้ำ ดูแล้วน่ากลัวยิ่งนัก และหมอใหญ่บอกสองพี่เลี้ยงว่าไม่ต้องกลัวไม่เป็นอะไรหรอก ปู่เจ้าสมิงพรายดลให้เห็น


อีกบทหนึ่งเป็นการแสดงฤทธิ์ของปู่เจ้าสมิงพราย 
“  o ตามองเสือพรับ เห็นเสือกลับเปนแมว แถมจราศศุภลักษณ์ มลักเห็นโฉมปู่เจ้า แปรรูปเถ้าหงอกสกาว คิ้วขาวขนตาเผือก กลับตระเลือกเปนบ่าว พึงมล่าวโฉมกล้องแกล้ง งามอรรแถ้งโถงเถง ทรงลักเลงเสสรวล สคราญครวญงามถนัด รบัดเปนกลางแก่ ตระแหน่รูปลักษณดี มีมารยาทเสี่ยมสาร สองถวายสการบูชา อันแต่งมาทุกสิ่ง จึ่งทูลสารสองไท้ สองราชก้มกราบไหว้ พระบาทเจ้ากูมา ฯ”

                     บทนี้กล่าวถึงรูปร่างของปู่เจ้าสมิงพราย ท่านแสดงเริ่มจากเสือ กลายเป็นแมว แล้วการเป็นคนหนุ่มหน้าตาดี แล้วผมก็หงอก คิ้วขาวขนตาเผือก แล้วก็กลับมาเป็นหนุ่มวัยรุ่นหน้าตาหล่อเหลา แล้วก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มใหญ่วัยกลางคน ดังจากที่กล่าวมาปู่เจ้าสมิงพรายมีรูปพรรณสัณฐานในรูปต่างๆตามแต่ท่านจะดลใจ จะแปลงเป็นเสือก็ได้ เป็นแมวก็ดี เป็นหนุ่มวัยรุ่นสุดหล่อ หรือเป็นชายแก่ผมหงอกก็ทำได้

บทที่กล่าวว่าปู่เจ้าสมิงพรายเข้าญาณได้
“ปู่ก็ธิญาณเล็งดู กูจะช่วยควรฤๅมิควร รู้ทั้งมวลทุกอัน ด้วยผลกรรม์เขาแต่ก่อน ทำหย่อนหย่อนตึงตึง ส่วนจะถึงบมิหยุด เถ้าว่าจะพลัดสุดพลันม้วย ด้วยผลกรรมเขาเอง แต่เพรงเขาทั้งสอง ทำบุญปองจะไจ้ ขอได้พึ่งบุญตู”
                     ขณะนั้นปู่เจ้าสมิงพรายกำลังเข้าญาณเพ่งดูเรื่องราวรู้ด้วยบุพกรรมชักนำจึงรับปากจะไปช่วยพระเพื่อนกับพระแพง แล้วปู่เจ้าสมิงพรายก็เหาะเหินเดินอากาศมาช่วยพระเพื่อนกับพระแพง (มีฤทธิ์มีเดชมากครับ ท่านปู่ฤๅษีสมิงพราย)
                         ต่อมาท่านปู่เจาสมิงพรายก็ช่วยทำเสน่ห์ใส่พระลอถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเขียนยันต์มัดไว้ปลายต้นยางใหญ่ ลมพัดไปถึงพระลอก็กระสันกระสายออกป่าหาพระเพื่อนพระแพง แต่หมอสิทธิไชยก็ให้ยาแก้ได้ ครั้งที่สองเขียนยันต์ช้างเหนี่ยวดึงมัดไว้ปลายต้นตะเคี่ยนใหญ่ ลมพัดไปถึงพระลอก็ร้อนใจกระสับกระส่ายรุ่มหลงมนต์คาถา แต่หมอสิทธิไชยก็รักษาได้ อีกทั้งยังเชิญผีรักษาเทวดารักษาเมือง เสื้อบ้านเสื้อเมืองดูแลพิทักษ์ปกปักษ์รักษา



“
o ปู่รำพึงถึงเทพดา หากันมาแต่ป่า มาแต่ท่าแต่น้ำ มาแต่ถ้ำคูหา ทุกทิศมานั่งเฝ้า พระปู่เจ้าทุกตำบล ตนบริพารทุกหมู่ ตรวจตราอยู่ทุกแห่ง ปู่แต่งพระพนัสบดี ศรีพรหมรักษ์ยักษ์กุมาร บริพารภูตปีศาจ ดาเดียรดาษมหิมา นายกคนแลคน ตนเทพยผู้ห้าวท้าวผู้หาญ เรืองฤทธิ์ชาญเหลือหลาย ตั้งเปนนายเปนมุล ตัวขุนให้ขี่ช้าง บ้างขี่เสือขี่สีห์ บ้างขี่หมีขี่หมู บ้างขี่งูขี่เงือก ขี่ม้าเผือกผันผาย บ้างขี่ควายขี่แรด แผดร้องก้องน่ากลัว ภูตแปรตัวหลายหลาก แปรเปนกากภาษา เปนหัวกาหัวแร้ง แสร้งเปนหัวเสือหัวช้าง เปนหัวกวางหัวฉมัน ตัวต่างกันพันลึก ลคึกกุมอาวุธ เครื่องจะยุทธยงยิ่ง เต้นโลดวิ่งระเบง คุกเครงเสียงคะครื้น ฟื้นไม้ไหล้หินผา ดาษดากันผาดเผ้ง รเร้งร้องก้องกู่เกรียง เสียงสเทือนธรณี เทียบพลผีเสร็จสรรพ ปู่ก็บังคับทุกประการ จึ่งบอกสารอันจะใช้ ให้ทั้งยามนตร์ดล บอกทั้งกลอันจะทำ ให้ยายำเขาเผือด มนตราเหือดหายศักดิ์ ให้อารักษ์เขาหนี ผีเขาแพ้แล้วไส้ กูจึงจะใช้สลาเหิร เดิรเวหาไปสู่ เชิญพระภูธรท้าว ชักมาสู่สองหย้าว อย่าคล้าคำกู สั่งนี้ ฯ”
            ครั้งสุดท้ายท่านปู่เจ้าสมิงพรายจึงได้เรียกภูตผีปีศาจ เทวดาอารักษ์ สารพัดผีสางเทวดามาเป็นกองทัพเพื่อจะตีเมืองสรวงชิงตัวพระลอให้พระเพื่อนกับพระแพง แล้วใช้สลาเหิร บินไปตกในหมากพลูของพระลอ กองทัพผีและเทวดาของปู่เจ้าสมิงพรายรบชนะ ยาของหมอสิทธิไชยเสื่อม แล้วปู่เจ้าสมิงพรายก็เสกแมลงภู่บินไปตกลงหมาก เมื่อพระลอเสวยหมากพูลนั้นก็รุ่มร้อนคลุ้มคลั่งจะออกป่า สุดท้ายพระลอก็ออกป่ามา ปู่เจ้าสมิงพรายก็เสกผีสิงในไก่แก้วล่อพระลอให้มาพบกับพระเพื่อนกับพระแพง  



๐ อะหัง วันทามิ คุรุครูอาจาริเยณะ พยัคฆสิงหราชาไกสีห์ ฤๅษีสมิงไพร สัพพะเมวะโทสัง ขะมะถะเม ภันเต ฯ
            โอม กูจักครอบฟ้าแลแผ่นดิน กูจักครอบพระสมุทรแลสายสินธุ์ กูจักครอบพระอินทร์แลพระพรหม  กูจักครอบพระยมแลพระกาฬ    กูจักครอบพระจัตตุโลกบาลทั้งสี่ กูจักครอบทั้งตัวกู กูจักเป็นลูก ปู่ เจ้าสมิงไพรครูกู กูจักเรียกคุณมนต์มงคลแลจ่ามนต์  แลพญามนต์ อย่าได้ไปจากตัวกู ใครมิอาจหยุดกูได้ สรรพวิชาในขอบจักรวาล จงมาชุมนุมกัน ด้วยนะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมะอะอุ ฤ ฤา ฦ ฦๅ โอมประสิทธิแก่กู สะวาหะ ฯ