แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นานาสาระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นานาสาระ แสดงบทความทั้งหมด

เห็ดหลินจือ ราชาแห่งสมุนไพรอันน่าพิศวง

เห็ดหลินจือ ราชาแห่งสมุนไพรอันน่าพิศวง


                        ทุกคนคงเคยรู้จัก เห็ดหลินจือ กันบ้างแล้ว โดยเฉพาะชื่อว่าเห็ดหลินจือ ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินชื่อนี้และในตำรายาจีนหลายเล่มไม่ว่าจะเป็น เสินหนงเปิ๋งเฉ่าจิง คัมภีร์ไทผิงเซิ่นอุ้ยฟัง ก็มีการใช้เห็ดหลินจือเป็นตัวยาสำคัญ ในเสินหนงเปิ๋งเฉ่าจิงนั้น กล่าวว่า เห็ดหลินจือเป็น "เทพเจ้าแห่งชีวิต" มีพลังมหัศจรรย์ เป็นยาอายุวัฒนะที่ช่วยทำให้ชีวิตยืนยาวต่อไปได้เช่นเดียวกับโสมที่ช่วยให้อายุยืนขึ้นอีกนิดหน่อย แต่กระนั้นโรคบางโรคหลินจืออาจจะก็ใช้รักษาไม่ได้โดยตรง หลินจือเป็นแค่ยาช่วยชีวิตไม่ใช้ยารักษา เช่นถ้าถูกพิษเมื่อหลินจือรักษาก็แค่ยื้อชีวิตได้อีกเล็กน้อยเท่านั้นต้องใช้ยาถอนพิษในการรักษาถึงจะถูกต้อง (ใช้ยาให้ถูกกับโรค)

                        ในการศึกษาวิจัยความเป็นพิษของเห็ดหลินจือ
การศึกษาทางพิษวิทยาของเห็ดหลินจือทั้งพิษเฉียบพลันและพิษเรื้อรังพบว่า มีความเป็นพิษต่ำมากและมีความปลอดภัยในการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน 

                        เห็ดหลินจือ อยู่ในอาณาจักรฟังไจ (เห็ดรา) มีอยู่หลายวงศ์สกุลกว่า
100 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่ดีที่สุดคือ เห็ดหลินจือแดง กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั่ม (Ganoderma lucidum) พบว่ามีสรรพคุณทางยาที่ดีที่สุด และมีความนิยมมากที่สุดด้วยเช่นกัน เห็ดหลินจือยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อทั้ง เห็ดหมื่นปี เห็ดเล่งจือ เห็ดขอนไม้ เห็ดจวักงู เห็ดกระด้าง เห็ดไม้ เห็ดนางกวัก ฯลฯ ชอบขึ้นอยู่ตามพื้นดินขอนไม้ หรือต้นไม่ในสภาพอากาศเย็นและมีความชื้นสูง
                                    เห็ดหลินจือมักขึ้นบนขอนไม้ พื้นดิน ในสภาพเน็นชื้น

                        สายพันธุ์ของเห็ดหลินจือที่ถูกนำมาใช้มีสองสายพันธุ์หลักคือเห็นหลินจือแดง ตามชื่อเลยคือมีสีแดง และเห็ดหลินจืดดำ ก็ตามชื่ออีกเช่นกันว่ามีสีดำ
              เห็ดหลินจือแดงที่หั่นเป็นแผ่นๆ       เห็ดหลินจือแดงธรรมชาติ

                        เห็ดหลินจือแดง มีลักษณะเป็นราขนาดใหญ่ ที่มีรูปร่างคล้ายไต สีแดงอมน้ำตาล หรือสีม่วงแก่ มีลายวงแหวน มีความวาวเป็นมัน มีลักษณะแข็งเหมือนเนื้อไม้ ปลายรอบนอกสุดของหมวกเห็ดบาง และม้วนเข้าด้านในเล็กน้อย ผิวในของหมวกเห็ดมีสีขาว หรือน้ำตาลอ่อน ก้านดอกเห็ดมีสีน้ำตาลแดง มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 ซ.ม. หรือมากน้อยกว่านั้นตามอายุของเห็ด
      
            เห็ดหลินจือดำที่หั่นเป็นแผ่น                 เห็ดหลินจือดำธรรมชาติ

                        เห็ดหลินจือดำ มีรูปร่างเช่นเดียวกับเห็ดหลินจือแดง รูปร่างคล้ายไต แต่มีสีดำ หรือสีเทาแก่ มีลายวงแหวน ผิวเป็นคลื่นๆและมีความมันวาว เนื้อเห็ดเหนียวและแข็งเหมือนเนื้อไม้ ปลายรอบสุดของหมวกเห็ดบาง ม้วนเข้าด้านในผิวในของหมวกเห็ดเป็นสีขาว  ก้านดอกมีสีดำหรือเทาเข้ม มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 ซ.ม. หรือมากน้อยกว่านั้นตามอายุของเห็ด 



                        โดยทั่วไปแล้วเห็ดหลินจือสามารถขึ้นเป็นดอกเดียว หรือขึ้นเป็นลุ่มๆ หลายๆดอกได้ อีกทั้งยังสามารถแตกกิ่งก้านสาขาเป็นหลายดอกเป็นพวงได้ ออกดอกเป็นดอกแฝดสอง ดอกแฝดสาม หรือมากกว่านั้นได้ ลักษณะแต่ละสายพันธุ์จะแตกต่างกัน บางพันธุ์ผิวแววมัน บางพันธุ์ผิวเรียบสีด้าน บางพันธุ์ผิวขรุขระมันแววหรือสีด้าน บางพันธุ์สีเหมือนเนื้อไม้ที่เห็ดหลินจือขึ้น แต่ลักษณะที่คล้ายๆกันคือรูปทรง รูปร่างของเห็ด ความแข็งของผิวและเนื้อเห็ด (ความแข็งแรงบางครั้งใช้ทุบคน ปาหัวหมาก็ได้) ในมุมมองของผู้เขียนที่เคยพบเห็นเห็ดหลินจืออยู่บ่อยครั้งบางครั้งก็พบเห็ดหลินจือที่มีรู้ร่างแปลกตาเช่น รูปโถรูปถ้วย รูปตะพาบรูปเต่า ทั้งสวยงามทั้งแปลกหูแปลกตา

                          เห็ดหลินจือเหลือง (หลากสี)        เห็ดหลินจือแดงรูปขดหอย

                           เห็ดหลินจือแดงกิ่งก้านสาขา       เห็ดหลินจือแดงออกดอกเป็นพวง

                        อนึ่งเห็ดหลินจือในสายตาของชาวบ้านทั่วไปที่ไม่รู้จักนั่นก็ยากที่จะแยกเห็ดหลินจืดออกจากเห็ดพิษจึงยากที่จะเก็บมาใช้รักษาเพราะรูปร่างมันสวยงามแปลกเห็นน่านำมาวางประดับประดาบ้านเรือนมากกว่าการนำมาต้มกิน ซึ่งกลัวว่าจะมีพิษจริงๆแล้วเห็ดหลินจือจริงๆนั้นไม่ใช่เห็ดพิษ ด้วยลักษณะแข็งกระด้างเหมือนเนื้อไม้ แต่บางเห็ดที่แข็งเช่นกันเมื่อโดนไม้หรือวัตถุอะไรขีดขวั่นแล้วเป็แผลมียางสีขาวสีแดงออกมาดูน่ากลัวนั่นก็สาเหตุหนึ่งที่ใช้อันนั้นก็น่าสนใจอาจจะไม่ใช่เห็ดหลินจือก็ได้ แต่เท่าที่ศึกษาเห็ดหลินจือแล้วเป็นเนื้อไตๆแข็งๆและแห้ง ซึ่งจะใช่จำแนกจากเห็ดชนิดอื่นได้
                ก้านเห็ดหลินจือแดง             ขอบหมวกเห็ดหลินจือแดงธรรมชาติ


                  
                  เห็ดหลินจือเหลืองธรรมชาติ                          เห็ดหลินจือเหลืองธรรมชาติ

                        การกินเห็ดหลินจือโดยตรงนั้นไม่ขอแน่ะนำเพราะลักษณะของเห็นแข็งเหมือนเยื้อไม้ไม่เหมาะที่จะกินแค่เคี้ยวก็ไม่ขาดแล้ว และบดเป็นผงใส่แคปซูลรัปประทานอันนี้ก็ไม่เหมาะเพราะเอนไซม์ในร่างกายเราย่อยไม่ได้ ควรนำมาต้มก่อน ส่วนที่ใช้ต้มคือดอกเห็ดหลินจือที่ผ่า ฝาดเป็นแผ่นๆชิ้นเล็กๆ หรือหั่น บดเป็นผงก็สามารถนำมาใช้ต้มได้ ส่วนที่เป็นผิวแข็งเยื้อหุ้มเห็ดนั้นเป็นเสมือนผนังเกาะป้องกันตัวเห็ด แต่ส่วนที่มีประโยชน์จริงคือสปอร์เห็ดที่เกาะตามดอกเห็ดและเนื้อเห็ดด้านใน ดั้งนั้นการหั่นบดผ่าแล้วนำมาต้มจะดึงเอาสปอต์เห็ดหลินจือออกมาได้ดีกว่าการต้มทั้งดอก แต่ถ้าจะให้ได้ประโยชน์จริงๆคือสารสกัดจากเห็ดหลินจือ แต่ราคาแพงดังนั้นเห็ดหลินจือต้มนี้แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว


วิธีบริโภค ที่ให้คุณประโยชน์จากน้อยไปหามาก  

                        1. แบบยาบดบรรจุแคปซูล ใช้วิธีเอาเห็ดไปบด ให้ละเอียดแล้วนำไปบรรจุแคปซูล วิธีนี้ต้นทุนต่ำและราคาถูก แต่ได้สาระสำคัญจากเห็ดหลินจือน้อยมาก เนื่องจากร่างกายไม่สามารถย่อยสกัดเอาสารสำคัญออกมาได้ทั้งหมด

                        2. แบบยาต้มเอาน้ำมากินเป็นยา หรือดองเหล้า เอาน้ำมากินเป็นยา วิธีนี้ต้นทุนต่ำ ราคาถูก ได้รับประโยชน์จากเห็ดหลินจืออกมาได้ในระดับกลาง เนื่องจากเห็ดหลินจือประกอบด้วยสารที่สามารถละลายน้ำได้
                        3. แบบยาสกัดบรรจุแคปซูล ใช้วิธีสมัยใหม่สกัดเอาตัวยาออกมาแล้วนำไปบรรจุแคปซูล วิธีนี้ต้นทุนสูงราคาแพง แต่ได้ปริมาณสารสำคัญในเห็ดหลินจือที่มีประโยชน์ครบถ้วนมากที่สุด

สรรพคุณ

 
                       ในสมัยโบราณ กล่าวกันว่า เห็ดหลินจือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีกำลัง ทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนดีขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีหน้าแจ่มใส ชะลอความแก่ ส่วนสรรพคุณอื่นๆที่ได้รวบรวมไว้ได้แก่ รักษาและต้านมะเร็ง รักษาโรคตับ ความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ ภาวะมีบุตรยาก การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคภูมิแพ้ โรคประสาท ลมบ้าหมู เส้นเลือดอุดตันในสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดเมื่อย ปวดข้อ โรคเกาต์ โรคเอสแอลอี เส้นเลือดหัวใจตีบ ตับแข็ง ตับอักเสบ ปวดประจำเดือน ริดสีดวงทวาร อาหารเป็นพิษ แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ บำรุงสายตา และความเชื่อดังกล่าว ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน 

                        ปัจจุบันนี้สรรคุณที่ยอมรับตามกฎหมายคือ เป็นสมุนไพรบำรุงกำลัง สมุนไพรบำบัด ยังไม่เหมาะแก่การนำมารักษา แต่ก็เป็นที่ยอมรับแล้วว่าสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหลายชนิดและรู้จักกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกาก็มีการทดลองใช้และศึกษาวิจัยสรรพคุณทางเภสัชวิทยาของเห็ดหลินจือในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และการบำบัดรักษาโรคเรื้อรังต่างๆในระยะแรกและระยะสุดท้าย
นอกจากนี้ยังนำมาศึกษาในการยับยั้งเซลล์มะเร็งอีกด้วย


องค์ประกอบทางเคมีที่พบในเห็ดหลินจือ
1. โพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) ประกอบด้วยโพลีแซคคาไรด์หลายชนิด มีโครงสร้างหลักเป็น เบต้า-ดี-กลูแคน
2. ไทรเทอร์ปีนอยด์ ( Triterpenoids ) มีโครสร้างเป็น Lanostanoid พบมากกว่า 60 ชนิด เป็นสารที่มีรสขม
3. สเตียรอยด์ ( Steriods ) ที่สำคัญ คือ ergosterol
4. โปรตีน ที่สำคัญ คือ Ling Zhi-8 ประกอบด้วยกรดอะมิโน 110 โมลิกุล มีคาร์โบไฮเดรตในโมลิกุล 1.3%
5. นิวคลีโอไซด์ และ นิวคลีโอไทด์ (Nucleisides and Nuleotides)
6. ไลปิดส์ (Lipids) ได้แก่ behenic acid , lignoceric acid , linoleic acid , nonadecanoic acid , oleic acid , paimiyic acid , stearic acid และ tetradec-cis-9-enoic acid
7. สารกลุ่มอื่นๆ กลุ่ม sesquiterpenes เช่น 15- hydroxyacorenone กลุ่ม quinoids เช่น crysophanic acid , crysophanic acid glucoside สารประกอบกำมะถัน เช่นcyclooctasulfur สารประกอบอินทรีย์ เช่น germanium



สารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางยา
1. กลุ่มสารไตรเทอร์ปินนอยด์ชนิดขม (Bittertriterpenoids) เป็นสารสำคัญทางยาที่มีความแตกต่างกันกว่า 100 ชนิด ใช้รักษาโรคภูมิแพ้โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเส้นเลือดสูง ปกป้องตับ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในตับ และช่วยต่อต้านสารที่มีพิษต่อตับ สารที่มีส่วนสำคัญในการรักษาโรคคือ กรดกาโนเดอริค (Ganoderic acidA, B, C1, C2, D-K, R-Z) และกรดลูซิเดนิค (Lucidenicacid) ปัจจุบันมีการจดสิทธิบัตรสารไตรเทอร์ปินนอยด์แฟรกชันของเห็ดหลินจือ โดยมีข้อบ่งชี้ใช้เป็นยาลดความดันโลหิต และยังมีการจดสิทธิบัตรสารกาโนโดสเตอโรน (Ganodosterone) เป็นยาเม็ด 5 mg โดยมีข้อบ่งชี้ใช้กระตุ้นการทำงานของตับ (Liverfunction stimulant)
2. เออร์โกสเตอรอล (Ergosterol) ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ใช้ป้องกันโรคกระดูกและรักษาในผู้ป่วยโรคกระดูก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยทอง
3. กลุ่มสารนิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) มีสรรพคุณรักษาโรคหัวใจ ป้องกันการอุดตันในเส้นเลือดจากลิ่มเลือด สารที่มีส่วนสำคัญต่อผลการรักษา คือ สารอะดีโนไซน์ (Adenosine) กัวโนไซน์ (Gaunosine)และอัลคาลอยด์ (Alkaloids)
4. สารประกอบเยอร์มาเนียม (Germanium,Gc contents) เป็นสารที่มีสรรพคุณส่งเสริมระบบการทำงานของร่างกายให้แข็งแรง กำจัดพิษและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ มีการศึกษาใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันเพื่อกำจัดพิษ และลดอาการไม่พึงประสงค์จากยารักษามะเร็งได้
5. กลุ่มสารโพลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) สรรพคุณ มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ช่วยเพิ่มแรงบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ต่อต้านสารแพ้ ต่อต้านเชื้อไวรัสเริม งูสวัด และเชื้อ HIV ลดภาวะแทรกซ้อนจาก
การใช้เคมีบำบัดและรังสีบำบัดในผู้ป่วยโรคมะเร็งสำหรับสารที่มีสรรพคุณทางยา คือ กาโนเดอแรนส์(Ganoderans A, B, C) และสารเบต้าดีกลูแคน(Beta-D-Glucan)




สุดท้ายนี้ เตือนสำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้เห็ดหลินจือ ถ้าท่านนำมาใช้แรกๆจะมีอาการผิดปกตินั่นเพราะร่างกายกำลังปรับสมดุล อาจจะรู้สึกมึนศีรษะ ปวดเมื่อย ปวดตามข้อ ง่วงนอน ผิวหนังเกิดอาการคัน อาเจียน อาการคล้ายท้องเสีย ท้องผูก มีปัสสาวะบ่อย หรือจะมีผลลักษณะอาการของโรคนั้น ๆ  แต่ถ้าอาการหนักควรไปพบแพทย์ดีกว่า

เจี๋ยวกู่หลาน อมตะแห่งสมุนไพร

เจี๋ยวกู่หลาน อมตะแห่งสมุนไพร


            เมื่อประมาณหลายปีก่อน ผมได้รู้จักกับสมุนไพรตัวหนึ่งชื่อเรียกเป็นภาษาจีนว่า “เจี๋ยวกู่หลาน” จากสรรพคุณที่เขียนไว้ข้างซองชาเจี๋ยวกู่หลาน ก็ทำให้ทราบว่าสมุนไพรชนิดนี้ใช้บำบัดโรคได้หลายโรค ซึ่งนั่นทำให้เป็นที่น่าสงสัย เริ่มการค้นคว้าขัอมูลจากที่ต่างๆ พร้อมกับทดลองใช้ชาเจี๋ยวกู่หลานอย่างน้อยๆไม่มีคาเฟอีนเหมือนชาเขียว และผมเดินเข้าไปในสวนลำใยก็พบว่ามีต้นเจี๋ยวกู่หลานขึ้นอยู่ อากาศเย็นกำลังดี ที่ร่มลำไร และมีต้นไผ่สีสุกผลัดใบคลุมดินเป็นปุ๋ย สำหรับเจี๋ยวกู่หลาน ดังนั้นผมมักจะเก็บจากสวนหรือตามป่าดิบ เอามาตากแห้งเก็บไว้ใช้เอง 

            เจี๋ยวกู่หลาน เจียวกู้หลาน
(绞股蓝) ซึ่งคำว่า เจี๋ยวกู่หลาน นี้แปลว่า สมุนไพรอมตะ อีกนามหนึ่งในภาษาจีนคือ เซียนเฉ่า คำว่า เฉา แปลว่า หญ้า  ดั้งนั้น เซียนเฉ่า แปลว่า หญ้าเทวดา ในภาษาไทยเราเรียกว่า เบญจขันธ์ หรือ ปัญจขันธ์ ที่แปลว่า ห้า เนื่องจากมีใบย่อยห้าใบจึงเรียกว่า เบญจะ

            เจี๋ยวกู่หลานนี้ มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ไม้ล้มลุก ใบย่อย
5 ใบ มีมือใช้ยึดเกาะ ลำต้นเรียวเล็ก ถ้าลำต้นทอดนอนตามพื้นรากจะงอกออกมาตามข้อปล้องซึ่งสามารถที่จะตัดมาเพาะชำได้  รสชาติก็ไม่อร่อย ขมอมหวาน หรือพูดง่ายๆว่า ขม ส่วนที่เรานำมาใช้ทำยาได้ก็ตั้งแต่ลำต้น ใบ ยอด สามารถใช้เป็นยาได้ทั้งสดและตากแห้ง เพื่อการเก็บรักษาไว้ได้ยาวนาน


            ส่วนสรรพคุณนั้นทุกคนที่รู้จักเจี๋ยวกู่หลานคงรู้คุณประโยชน์ของมันดี เขามักเขียนสรรพคุณไว้ตามซองชาหรือกล่องบรรจุภัณฑ์เจี๋ยวกู่หลาน ปัจจุบันมีการนำเจี๋ยวกู่หลานมาแปรรูปเป็นชาพร้อมดื่ม ชาผง ชาถุง ชาซอง หรือสารสกัดเจี๋ยวกู่หลานก็มี รวมไปจนถึงเจี๋ยวกู่หลานบรรจุแคปซูล เพื่อให้ง่ายและสะดวกแก่การกิน การจำหน่าย สำหรับผู้เขียนบทความนั้นจะเข้าสวนเข้าป่าเก็บมาตากแห้งไว้กินเอง เพราะได้ไม่เปลืองตังก์  จะซื้อทำไมเมื่อมันมีอยู่ในสวน

            สรรพคุณนั้นว่าคราวๆ เห็นจะเป็นฉายาที่ชาวตะวันตกตั้งให้ว่า Southern ginseng โสมภาคใต้ นั้นคือ “ไม่ใช่โสม แต่ดีกว่าโสม” และยังได้รับสมญานามเป็น “ สุดยอดสมุนไพรของโลก ” เจียวกู่หลานมีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด สารยิเพ็นโนไซด์  (GYPENOSIDES) ที่พบในโสม มีมากกว่าโสม 3-4 เท่า เป็นสารที่ช่วยบำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเซลล์  “ สารซาโปนิน” มีอยู่ถึง 82 ชนิดใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงป้องกันและบำรุง เป็นยาและอาหารเสริมสุขภาพได้   ผลการวิจัยพบว่ามีสารที่เป็นตัวยาที่สกัดได้ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ ทำให้เชื้อไวรัสไม่เพิ่มจำนวน และพบว่ามีสาร เควอซิติน ( Quercetin )เคมเฟอรอล ( Kaempferol ) เป็นสารกลุ่ม ฟลาโวนอยส์ ( Flavonoids ) โพลีฟีนอล ( Polyphenols ) ตัวประสาน ต้านอนุมูลอิสระ  เสริมภูมิคุ้มกัน ยับยั้งเซลล์มะเร็งต้านการอักเสบ ยับยั้งการก่อตัวของเกล็ดเลือด ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ลด LDL (ไขมันเสีย) เพิ่ม HDL (ไขมันดี) ช่วยเพิ่มบวนการเผาผลาญ,แก้ปวด, แก้ไอ, ขับเสมหะ, ยับยั้งเนื้องอก,  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร, ปรับความสมดุลของร่างกายสารพฤกษเคมี คือสารเคมีที่ได้จากพืช ออกฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระ,  ยับยั้งปฎิกิริยา Oxidation (อนุมูลอิสระคือ ตัวการที่ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยา ให้ลูกโซ่ในเซลล์ของร่างกายทำงานผิดเพี้ยนจนทำให้เกิดโรคมะเร็งในที่สุด) สารพฤกษเคมียังมีประโยชน์ในการเสริมสร้างระบบประสาท, ระบบฮอร์โมน, ระบบเผาผลาญของร่างกาย,ให้แร่ธาตุกับร่างกายหลายชนิด, ลดและต้านการอักเสบ, ป้องกันตับจากการเกิดพิษ

            ท่านใดที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน หรือเป็นโรคเบาหวาน เจี๋ยวกู่หลานเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะใช้ลดน้ำตาลในเลือดได้ เพราะผมมีประสบการณ์ใช้สมุนไพรตัวนี้กับคุณแม่ของผมที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน ซึ่งเพียงอาทิตย์เดียวน้ำตาลในเลือดลดลงมากจนน่าตกใจ แต่ใช้ว่าแค่เจี๋ยวกู่หลานจะบำบัดเบาหวานได้ ต้องขึ้นกับความรวมมือของผู้ป่วยว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรให้ถูกกับโรค ไม่บริโภคน้ำตาล งดและลดอาหารที่มีน้ำตาลมาก กินผักที่มีประโยชน์ เจี๋ยวกู่หลานจะช่วยลดน้ำตาลในเลือดและลดการดูดซึมน้ำตาลในลำใส้



ปล. ถึงแม้ว่าเจี๋ยวกู่หลานจะมีสรรพคุณวิเศษถึงขนาดไหน แต่ถ้าเป็นเบาหวานแล้วยังไม่ลดละพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเบาหวาน เจี๋ยวกู่หลานคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก 

รางจืด ราชาแห่งยาถอนพิษ

รางจืด ราชาแห่งยาถอนพิษ

            รางจืด เป็นไม้เถาดอกมีสองสี คือ รางจืดดอกขาว และรางจืดดอกม่วง คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาเหมือนกัน แต่เชื่อว่ารางจืดดอกสีม่วงจะมีสรรพคุณที่เหนือกว่าดอกสีขาว ลักษณะทางกายภาพเป็นไม้เลื้อยและเถาแข็ง เถาอ่อนสีเขียวกลวง เถาแก่สีน้ำตาลภายในตัน ใช้การปักชำในการขยายพันธ์

       
สรรพคุณใช้ถอนพิษและรับประทานเป็นอาหาร ส่วนต่างๆของรางจืดสามารถนำมาประกอบอาหารได้ ถือเป็นผักป่าอีกชนิดหนึ่ง มีรสชาติต่างๆ รสเย็นขมเป็นหลัก ดอกเอาเกสรออก สดหรือลวกจิ้มน้ำพริก หรือนำมาทอด หรือผัด หรือแกงได้ ยอดอ่อนใช้ลวกกินกับน้ำพริก นอกจากนี้นำมาทำสลัดรางจืด ยำรางจืด ไข่ทอดรางจืดหรือรางจืดผัดไข่ ซึ่งจากรสชาติที่ไม่น่าพิสมัยแต่ใช่ว่าจะเลวร้ายเสียทีเดียว 
สลัดรางจืด (กะหล่ำ กระสัง ผักกาดขาว แครอท มะเขือเทศ และรางจืด) 

            รางจืด สมุนไพรชนิดหนึ่งที่ผมใช้ต้มเป็นน้ำชาดื่มอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ได้กินเป็นประจำ ผมรู้จักรางจืดนี้ตั้งแต่เด็ก สมัยอยู่ชั้นประถม พ่อเด็ดดอกรางจืดแล้วให้ผมดูดน้ำหวานจากขั้วดอกแบบเดียวกับดูดน้ำหวานจากดอกเข็ม ตอนมาผู้เฒ่าผู้แก่เล่าถึงรางจืดให้ผมฟัง ในภาษาเหนือแถบๆบ้านผมเรียกรางจืดว่า “เครือน้ำแน่” รางจืดนี้มีสรรพคุณถอนพิษสารพัด ทั้งแมลงสัตว์กัดต่อย พิษจากยาพิษยาสั่ง เวลาเมาเหล้าหรือเมาค้างให้เคี้ยวใบรางจืดสดๆสัก 2-3 ใบจะช่วยให้สร่างและแก้เมาค้างได้

            รางจืดยังเป็นที่รู้จักของคอสุรายาดอง รู้จักกันในนาม “กำลังช้างเผือก” ใช้ในการดองเหล้า นิยมดองเหล้าดื่มแล้วชูกำลัง แก้ปวดเมื่อย และแก้กษัย อย่าเข้าใจผิดว่ากำลังช้างเผือกนี้เป็นต้นเดียวกันกับกำลังควายหงาน ชื่อเหมือนกันแต่ไม่ใช่ต้นเดียวกัน แต่สรรพคุณในการดองเหล้าคล้ายกัน

            สมัยก่อนนายพรานแถวๆหมู่บ้านออกเดินป่าล่าสัตว์หรือชาวบ้านออกหาของป่า มักจะพาสุนัขไปด้วย เพื่อเอาไว้ป้องกันตัวและหาสัตว์ เวลามีสัตว์มีพิษเช่น งู ตะขาบแมงป่องจะได้กัดสุนัขก่อนเนื่องจากมันชอบเขี่ยลุยก่อนเจ้าของ คล้ายกับหน่วยกล้าตาย และยังช่วยหาสัตว์ป่าพวกตุ่น งู หนู ได้อีกด้วย หลายต่อหลายครั้งที่สุนัขไม่ถูกงูกัด ถ้าไม่โดนกัดก็อาจจะถูกงูเห่าพ่นพิษใส่ตา ด้วยเหตุที่ว่าอยู่ในป่าจึงมีต้นรางจืดขึ้นอยู่มากหาง่าย นายพรานหรือชาวบ้านใช้ใบและเถาเครือของต้นรางจืดถอนพิษให้สุนัขโดยเอามามัดห้อยคอสุนัขที่ถูกงูกัด (ความเชื่อของคนเมือง และชาวปกากะญอ กะเหรี่ยง) เชื่อว่าจะช่วยถอนพิษงูกัดได้ แต่นอกเหนือจากความเชื่อแล้ว สุนัขคงจะกินใบและเถาของรางจืดที่มัดไว้ที่คอจึงช่วยถอนพิษงูกัดได้ และถ้าคนหรือสัตว์ถูกงูกัดสามารถนำเถามารัดเหนือแผลหยุดพิษ ไม่ให้พิษแพร่กระจายได้

            ความเชื่อเรื่องเครือน้ำแน่ ยังถูกเล่าว่างูพิษ และงูไม่มีพิษจะกลัวเครือน้ำแน่ เวลาไปในป่าท่านว่าให้พกเครือน้ำแน่ไปด้วย เวลาโดนงูเหลือมพันหรือรัด ให้เอาเครือน้ำแน่คล้องหรือมัดที่ตัวงู มันก็จะปล่อย ในความเชื่อทางไสยศาสตร์ ท่านว่าใช้เครือน้ำแน่ปลุกเสกคาถาหมัดงูเหลือม งูจะสิ้นฤทธิ์สิ้นแรง เราลากไปทางไหนมันก็จะไปตามที่เราราก ออกไปศาสตร์แนวนอนซะไกลมาศาสตร์แนวตั้งบ้าง

            เครือน้ำแน่ ในภาษาเมืองเหนือ หรือ รางจืดในภาษากลาง ถูกนำมาเผยแผ่และเป็นที่รู้จักกันมาเมื่อไม่นานมานี้ เรื่องเกิดที่เชียงใหม่ แพทย์หญิงพาณี เตชะเสน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันหนึ่งแมวของท่านไปกินยาเบื่อเข้าแล้วรางจืดสามารถช่วยชีวิตแมวตั้งนั้นได้ ท่านจึงนำมาศึกษาวิจัยรางจืดในการแก้พิษยาฆ่าแมลงในปี
2522-2523 โดยเริ่มจากสารกำจัดศัตรูพืชในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (โฟลิดอล พาราไทออน) กลุ่มคาร์บอเนต (เมโทรมิล) ต่อจากนั้นก็มีการศึกษาการต้านฤทธิ์ขอสารเคมีและพิษหลายชนิดทั้งสัตว์มีพิษและพืชมีพิษ เช่นพิษแมงดาทะเลที่ผู้ป่วยระยะวิกฤตระดับ 4 รางจืดก็ช่วยถอนพิษได้ และปัจจุบันก็แก้พิษยาเสพติด พิษของตะกั่ว และยังถูกน้ำมาใช้ในการควบคุมเบาหวานและควบคุมความดันโลหิต

สารประกอบที่พบในรางจืด
                                  
        ประกอบไปด้วยกลุ่มโพลีฟีนอล(polyphenol)  ได้แก่  กรดฟีนอลิค (phenolic acid)  เช่น  กรดแกลลิก(gallic acid), กรดคาเฟอิค (caffeic acid)  ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ, กรดโปรโตคาเทคซูอิค (protocatechuic acid)  อีกกลุ่มคือฟลาโวนอยด์(flavonoid) ได้แก่ อาพิจินิน (apigenin) และอาพิจินิน กลูโคไซด์ (apigenin glucoside) โดยเฉพาะอาพิจินิน ซึ่งเป็นสารสำคัญในรางจืดที่สามารถยับยั้งพิษของสารหนูในการเปลี่ยนการควบคุม (deregulation) ของความเครียดเส้นใย (stress fiber) ซึ่งมีความจำเพาะต่อการจัดเรียงโครงร่างของเซลล์ นอกจากนี้โพลีฟีนอลยังเป็นตัวเก็บสารอนุมูลอิสระ เนื่องด้วยเป็นกลุ่มไฮดรอกซิลในโครงสร้างทางเคมี จึงสามารถจับสารอนุมูลอิสระและกําจัดออกไป รวมถึงช่วยป้องกันกระบวนการของโรคร้ายต่างๆ  โดยเพิ่มประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระและสร้างเสริมกระบวนการของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่  กลูตาไธโอน-รีดักเทส  (glutathione reductase)  และกลูตาไธโอน-เอส-ทรานสเฟอเรส (glutathione-S-transferase) 
            รางจืด ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในรูปของรางจืดแคปซูล และชารางจืด ที่มีสรรพคุณช่วยขับพิษในร่างกาย เหมาะสมแก่การรับประทาน


            สุดท้ายนี้รางจืด แม้เป็นยาถอนพิษ ขจัดพิษ แต่ถ้ากินเยอะเกินไปอาจจะมีผลข้างเคืองต่อคับไตได้ ตับไตอาจจะทำงานหนัก ดังนั้นกินก็กินแต่พอดี อะไรที่เยอะเกินความจำเป็นก็ไม่ดี แต่กระนั้นถ้าถูกพิษหรือตรวจเลือดพบว่ามีสารพิษตกค้างสะสมในร่างกายมากๆมีแรงยัดรางจืดเข้าไปก็ยัดมันเข้าไป

โสม ราชาแห่งสมุนไพร

โสม ราชาแห่งสมุนไพร
(บทความนี้มิได้มาโฆษณาขายโสม แต่ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ใช้โสม)

            ในบรรดาสมุนไพรที่ผมเคยใช้ โสมเป็นสมุนไพรตัวหนึ่งที่ผมนิยมรับประทาน ด้วยสรรพคุณของโสมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่เรื่องราคาที่สูงลิบลิ่วเป็นปัจจัยสำคัญ จากประสบการณ์ในการใช้โสมของผมจึงนำมาเขียนบทความนี้
            人参 ยิ่นเซียม คำว่า “人参” มาจาก 参 แปลว่า โสม ส่วน 人 แปลว่า คน ดังนั้นชาวจีนจึงให้ความหมายว่า โสมคน และให้สมญานามว่าเป็น ราชาแห่งร้อยหญ้า การที่เรียกว่าโสมคน เพราะลักษณะของรากโสมมีความคล้ายกับรูปร่างของมนุษย์ คือ บางต้นมีส่วนหัว แขน ขา ลำตัว คล้ายกับมนุษย์ และคำๆนี้ ชาวจีนก็ใช้เรียกโสมเกาหลีเช่นเดียวกัน
            โสม เป็นสมุนไพรที่รู้กันในแทบเอเชียตะวันออกโดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี มานานกว่า
5,000 ปี ในจีน กล่าวคือ สมัยศตวรรษที่ 2 ก่อนพุทธศักราช จักรพรรดิจีนพระองค์หนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร เขียนตำราสมุนไพร  (เสินหนงเปิ๋งเฉ่าจิง) สารานุกรมเภสัชศาสตร์แห่งสรวงสวรรค์ของชาวประชา จัดอันดับ โสม ไว้เป็นสมุนไพรอันดับแรกสุด  ยังทรงบันทึกว่าโสมไม่มีอันตรายใดๆ กับมนุษย์อีกด้วย ส่วนในสมัยสามก๊กมีการถวายโสมเกาหลี 200 ราก เป็นบรรณาการแด่ฮ่องเต้ ราชวงศ์ถั่งของจีน 

            ตำนานโสมจีนกล่าวว่าสมัยหนึ่งที่หมูบ้านซานซี เกิดการเจ็บป่วยโรคระบาดทุกเข็ญกันมาก เทพเจ้าบนสวรรค์ทรงเห็นว่าโสมเป็นยาวิเศษที่ขึ้นบนสวรรค์ เป็นยาทิพย์ ที่เหล่าเทวดานิยมกิน เทพเจ้าจึงประทานโสมลงมาบนพื้นโลก โดยตำนานหนึ่งกล่าวว่าหงส์
2 ตัว คาบเม็ดโสมจากบนสวรรค์มาหว่านโปรยปรายลงบนพื้นโลก เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ โสมนี้เรียกว่าโสมซานซี

            ในอีกตำนานหนึ่งที่เล่าว่าชาวจีนรู้จักโสมได้อย่างไร สมัยโบราณมีสองหนุ่มนายพรานออกป่าล่าสัตว์ หาอยู่หลายวันก็ไม่ได้สัตว์สักตัว เสบียงก็หมด ด้วยความหิวจึงขุดดินหาหัวมัน หรือหัวอะไรต่างๆที่พอจะประทังชีวิตให้รอด ขุดไปจนเจอหัวพืชชนิดหนึ่งเป็นรากที่มีลักษณะคล้ายคน สองหนุ่มจึงตัดสินใจลองชิมดู พบว่ามีรสชาติหวานกรอบ (ผมว่าไม่จริงอะครับ กรอบน่ะใช้อยู่แต่หวานเนี่ยไม่น่าจะหวาน ผมกินไปขมมากเลย) ตำนานเขาว่าหวานก็หวานนะ การประทังชีวิตด้วยรากพืชชนิดนั้นสองหนุ่มนายพรานจึงวนเวียนอยู่ในป่าหลายปี ดำรงชีวิตโดยการขุดโสมกิน ในที่สุดพวกเขาก็ลงจากเขา พอลงจากเขามาเท่านั้นแหละชาวบ้านเห็นเขาก็แปลกใจว่าทำไมถึงได้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง หนุ่มแน่น หล่อเหล่า ซึ่งต่างจากก่อนขึ้นเขา และยังอ่อนวัยกว่าเดิม สองหนุ่มกินรากต้นที่คล้ายๆคนเข้าไปซึ่งก็ไม่รู้อีกแหละว่ามันคืออะไร เล่าไปเล่ามาจนเรื่องไปเข้าหูผู้เฒ่านิรนามคนหนึ่ง แน่นอนว่าสองหนุ่มเนี่ยพบโดยบังเอิญ (ผมว่าน่าจะเป็นเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง) ผู้เฒ่าฟังเรื่องสองหนุ่มกินรากหญ้าเข้าไปเพื่อประทังชีวิตไม่ให้อดตายแถมกินแล้วมีชีวิตชีวา ผู้เฒ่าจึงเรียกรากหญ้าชนิดนั้นว่า
人生 (ยิ่นเซียง) ซึ่งคำว่า 生 แปลว่า ดิบ จะแปลดีๆก็แปลว่า มีชีวิต หรือ เกิด ก็ได้ รวมกับคำว่า 人 จึงให้ความหมายว่า คนมีชีวิต (น่ากลัวเนอะ รากคนมีชีวิต เขาหมายความว่าทำให้คนฟื้นขึ้นมาเหมือนเกิดใหม่ หรือทำให้คนมีชีวิตชีวาต่างหาก) เมื่อเวลาผ่านไป人生 ยิ่นเซียง ถูกกร่อนเสียงกลายเป็น人参 ยิ่นเซียม ซึ่งแปลความหมายว่า โสมคน 

 
   ผ่านไป 2 ตำนานแล้วเป็นไงบ้างครับ ตำนานต่อไปเป็นตำนานของชาวเกาหลี โสมเกาหลีมีทั้งโสมป่าและโสมปลูกเอง แต่เดิมตามตำนานว่า หมู่บ้านฉานถั่นในจังหวัดเซนสี ชาวบ้านประสบปัญหาเสียงรบกวน แรกๆบ่อยไปคิดว่าชาวบ้านในละแวกส่งเสียงครวญคราง โหยหวนจับใจ นานวันเข้าเสียงก็หนักหนาสาหัสขึ้นจนชาวบ้านเดือดร้อนทนไม่ไหว จะเสียงร้องของคนหรือสัตว์ที่โหยหวนออกมาจากป่า หรืออาจจะเป็นผีสางมารบกวน ชาวบ้านจึงออกค้นหาในป่าหลังหมู่บ้าน พากันหาไปได้ระยะทางประมาณ 1 ลี้ พบว่าเสียงโยหวนจับใจนั่นออกมาจากใต้พุ่มไม้พุ่มหนึ่ง สังเกตโดยทั่วแล้วไม่พบอะไรเลยจึงขุดดินลงไปดูพบรากไม้ขนาดใหญ่รากหนึ่ง ซึ่งพิจารณาจากรูปพรรณสัณฐานแล้วคล้ายกับมนุษย์มีหัว มีลำตัว มีแขน มีขา (รากไม้นั้นน่าจะเป็นโสมพันปีที่กล่าวขานเป็นตำนานเกาหลี) รากที่ขุดขึ้นมาก็หยุดส่งเสียง แถมไม่มีเสียงร้องโหยหวนเช่นเคย ชาวบ้านขานนามรากนั้นว่า ดวงวิญญาณแห่งแม่ธรณี (지상พื้นดิน) ...ผมไม่เก่งภาษาเกาหลีนะครับ...
           
인삼 จินเซ็ง ในภาษาเกาหลีที่แปลว่า โสม (โสมจีน) มาจากรากศัพท์ คำว่า성상 (เจน เซน) ที่แปลว่าลักษณะภายนอก หมายถึงการก่อตัวเป็นรูปร่างผู้ชาย คือ เจน ส่วนคำว่า เซน มาจากแม่ธรณี รวมๆแล้วแปลว่า การก่อตัวเป็นรูปร่างผู้ชายของพระแม่ธรณี เรียกง่ายๆว่า รากมนุษย์ (โสมคน) 

            ในตำนานเกาหลีที่กล่าวถึงความวิเศษของโสมนั้น ต้องพูดถึงตำนานนี้ มีปู่กับหลานอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังหนึ่ง ทั้งคู่อยู่อย่างลำบากยากจนแทบไม่มีอะไรจะกิน อนิจจาด้วยว่าปู่นั้นป่วยมานานแล้ว อาการป่วยหนักเอาการ หลานก็สู้ทนเหนื่อยยากดูแลรักษาปู่ของตนทั้งกายและใจ เรื่องเกิดขึ้นในคืนนั้นมีลมพัดเทียนไขดับ ทำให้หลานไม่ได้หลับไม่ได้นอน มัวแต่จุดเทียนไขให้สว่าง เด็กชายคิดว่านั่นต้องเป็นวิญญาณหรือผีสาง จึงได้นำเข็มร้อยด้ายยาวมาก เตรียมเอาไว้พอมีลมพัดมาอีกเด็กน้อยแทงเข็มที่ลมนั้น เข็มหายไปในความมืดพร้อมกับลากด้ายไปเป็นทาง เด็กน้อยจึงตัดสินใจเดินตามด้ายนั้นจนไปพบว่าเข็มปักอยู่ที่ต้นโสม จึงขุดโสมน้ำมาต้มเป็นยาให้ปู่ของตนกิน จนรักษาอาการป่วยของปู่จนหายเป็นปกติอย่างรวดเร็ว กล่าวกันว่าวิญญาณที่สิงสู่อยู่ในรากโสมเห็นความกตัญญูของเด็กน้อยจึงชี้นำให้พบกับโสมเพื่อช่วยปู่ของตนเป็นรางวัลแห่งความกตัญญู

โสม คือ ?       

            โสม คือ พืชสมุนไพรโบราณคร่ำครึกดึกดำบรรพ์ สกุล
Panax มาจากภาษากรีก คำว่า Pana แปลว่า ทั้งมวล axos แปลว่า รักษา ดังนั้น Pana + axos = Panas แปลว่า รักษาได้ทุกโรค ภาษาจีนเรียกว่า ยิ่นเซียม ภาษาเกาหลีเรียกว่า อินซัม เป็นพืชที่ขึ้นในซีกโลกเหนือของทวีปเอเชีย (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และรัสเซีย) และทวีปอเมริกาเหนือ โสมอเมริกาจะมาจากวิสคอนซิน หรือแคนาดา ปัจจุบันโสมนิยมเพาะปลูก
            โสมก็มีด้วยกันหลายสายพันธ์โสม โสมเกาหลี โสมจีน โสมชวูซิเสียน โสมญี่ปุ่น โสมหิมาลายัน โสมอเมริกา โสมคน หลักสามสายพันธ์ โสมอเมริกา โสมเอเชีย และโสมไซบีเรีย

โสมที่นิยมแบ่งประเภทได้เป็นสองประเภทหลัก คือ โสม 7 ใบ และโสม 5 ใบ ดังนี้
1. โสมซานชี (三七)
            โสมซานชี มาจาก
三 ซาน แปลว่า 3 โสมชนิดนี้มี 3 กิ่ง 七 ซี แปลว่า 7 โสมชนิดนี้มี 7 ใบ (มีใบเป็น 7 แฉก) โสมซานซี เป็นโสมฤทธิ์ร้อน ใช้บำรุงกำลัง

2. โสม 5 ใบ
            โสม
5 ใบ เป็นโสมที่รู้จักกันโดยทั่วไป เป็นโสม 5 ใบ (ตามชื่อเลยครับ มีใบเป็น 5 แฉก)

ชนิดของโสม
            โสมที่นิยมในปัจจุบัน เป็นโสมเพาะปลูก เนื่องจากโสมป่าหายาก แถมราคายังสูงลิบลิ่วยิ่งความใหญ่ของรากโสม ความสมบรูณ์ของรากโสม รูปร่างของรากโสม และส่วนที่สำคัญที่สุดคือ อายุของโสม จะเป็นตัวกำหนดราคาว่าแพงมากแค่ไหน



๑. โสมขาว เป็นโสมสดสีขาวที่ขุดมาแล้วล้างสะอาด เอามาปรุงยาหรือทำอาหารได้ทันที อาจจะมีการผึ่งให้แห้งหรือตากแห้ง ให้น้ำระเหยเหมาะสำหรับการเก็บรักษาไว้ให้นานขึ้น สามารถใช้ปรุงยาและทำอาหารได้ เหมาะแก่การดองสุราเป็นที่สุด เนื่องจากสุราจะช่วยสกัดตัวยาออกจากโสมได้มาก และรักษาเนื้อโสมให้มีคุณภาพได้ยาวนาน

๒. โสมแดง เป็นโสมขาวที่นำมาอบให้แห้ง ด้วยว่าโสมมีผิวด้านนอกมีลักษณะสีเมื่อคาลาเมล เมื่อนึ่งหรืออบไอนำแล้วจะมีสีน้ำตาลแดง ถือว่าแปรรูปโสมขาวเพื่อรักษาสรรพคุณทางยาให้มากขึ้น ทำให้โสมแดงสามารถใช้ประโยชน์ทางยาได้มากกว่าโสมขาว มีคุณค่าทางยาสูงและราคาแพง ปัจจุบันถูกนำมาสกัดเป็นโสมสกัด แคปซูล โสมอบน้ำผึ่ง โสมเม็ด โสมผง

สรรพคุณของโสม
            เป็นที่รู้กันว่าโสมมีสรรพคุณนานาประการ สาร
Adaptogens ในโสม มีคุณสมบัติลดความเครียด ช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้ทนต่อภาวะต่างๆ ได้มากขึ้น และยังช่วยลดความเมื่อยล้า โดยกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น
            โสมช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง โดยการสร้างสาร
Interferon ซึ่งเป็นสารต้านเชื้อไวรัส และกระตุ้นการสร้างโปรตีน Interleukin- 1
            หากอ้างอิงตามหลักฐานทางเภสัชวิทยาแล้ว โสมมีสารประกอบมากกว่า
200 ชนิด ซึ่งปัจจุบันคำนึงถึงสารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Ginsenoside  “จินเซนโนไซด์”นักวิทยาศาสตร์แบ่ง Ginsenoside เป็น 4 กลุ่ม

1. กลุ่มโครงสร้าง
Protopanaxadiol(PPD) เช่น Ra1, Ra2, Ra3, Rb1, Rh2 ,Rb2 และ Rb3 เป็นต้น
2. กลุ่มโครงสร้าง
Protopanaxatriol(PPT) เช่น Re, Rf, Rg1, Rg2 และ Rh1 เป็นต้น
3. กลุ่มโครงสร้าง
Pentacyclic Oleanane saponin เช่น Ro เป็นต้น
4. กลุ่มโครงสร้าง
Ocotillol saponin เช่น F11 และ R15 เป็นต้น


คุณลักษณะของจินเซนโนไซด์
            เมื่อตรวจแยกวิเคราะห์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พบว่า ในโสมมีสารจินเซนโนไซด์กว่า 150 ชนิด และมีฤทธิ์ที่แตกต่างกันไป เช่น
            - ปกป้องเซลล์ประสาท
            - ต่อต้านอนุมูลอิสระ

            - ควบคุมกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่
            - เป็นพิษต่อเซลล์ (Cytotoxicity) ซึ่งอาจนำไปใช้ในกระบวนการกำจัดเซลล์มะเร็งในยาบางชนิดได้
            ส่วนสรรพคุณอื่นๆ ก็รู้กันอยู่แล้วไม่ต้องขยายความ 





  สุดท้ายนี้ผมขอเตือนว่าอย่ากินโสมมากเกินไปล่ะครับ มีเช่นนั้น ginseng abuse syndrome  ความดันโลหิตสูง ตื่นเต้น กระวนกระวาย ท้องเสีย เป็นผื่นที่ผิวหนัง นอนไม่หลับ แค่ 2 กรัมต่อวันก็กำลังดีแล้วครับ ก็ประมาณ 1 ราก หรือน้อยกว่านั้น