เจี๋ยวกู่หลาน อมตะแห่งสมุนไพร

เจี๋ยวกู่หลาน อมตะแห่งสมุนไพร


            เมื่อประมาณหลายปีก่อน ผมได้รู้จักกับสมุนไพรตัวหนึ่งชื่อเรียกเป็นภาษาจีนว่า “เจี๋ยวกู่หลาน” จากสรรพคุณที่เขียนไว้ข้างซองชาเจี๋ยวกู่หลาน ก็ทำให้ทราบว่าสมุนไพรชนิดนี้ใช้บำบัดโรคได้หลายโรค ซึ่งนั่นทำให้เป็นที่น่าสงสัย เริ่มการค้นคว้าขัอมูลจากที่ต่างๆ พร้อมกับทดลองใช้ชาเจี๋ยวกู่หลานอย่างน้อยๆไม่มีคาเฟอีนเหมือนชาเขียว และผมเดินเข้าไปในสวนลำใยก็พบว่ามีต้นเจี๋ยวกู่หลานขึ้นอยู่ อากาศเย็นกำลังดี ที่ร่มลำไร และมีต้นไผ่สีสุกผลัดใบคลุมดินเป็นปุ๋ย สำหรับเจี๋ยวกู่หลาน ดังนั้นผมมักจะเก็บจากสวนหรือตามป่าดิบ เอามาตากแห้งเก็บไว้ใช้เอง 

            เจี๋ยวกู่หลาน เจียวกู้หลาน
(绞股蓝) ซึ่งคำว่า เจี๋ยวกู่หลาน นี้แปลว่า สมุนไพรอมตะ อีกนามหนึ่งในภาษาจีนคือ เซียนเฉ่า คำว่า เฉา แปลว่า หญ้า  ดั้งนั้น เซียนเฉ่า แปลว่า หญ้าเทวดา ในภาษาไทยเราเรียกว่า เบญจขันธ์ หรือ ปัญจขันธ์ ที่แปลว่า ห้า เนื่องจากมีใบย่อยห้าใบจึงเรียกว่า เบญจะ

            เจี๋ยวกู่หลานนี้ มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ไม้ล้มลุก ใบย่อย
5 ใบ มีมือใช้ยึดเกาะ ลำต้นเรียวเล็ก ถ้าลำต้นทอดนอนตามพื้นรากจะงอกออกมาตามข้อปล้องซึ่งสามารถที่จะตัดมาเพาะชำได้  รสชาติก็ไม่อร่อย ขมอมหวาน หรือพูดง่ายๆว่า ขม ส่วนที่เรานำมาใช้ทำยาได้ก็ตั้งแต่ลำต้น ใบ ยอด สามารถใช้เป็นยาได้ทั้งสดและตากแห้ง เพื่อการเก็บรักษาไว้ได้ยาวนาน


            ส่วนสรรพคุณนั้นทุกคนที่รู้จักเจี๋ยวกู่หลานคงรู้คุณประโยชน์ของมันดี เขามักเขียนสรรพคุณไว้ตามซองชาหรือกล่องบรรจุภัณฑ์เจี๋ยวกู่หลาน ปัจจุบันมีการนำเจี๋ยวกู่หลานมาแปรรูปเป็นชาพร้อมดื่ม ชาผง ชาถุง ชาซอง หรือสารสกัดเจี๋ยวกู่หลานก็มี รวมไปจนถึงเจี๋ยวกู่หลานบรรจุแคปซูล เพื่อให้ง่ายและสะดวกแก่การกิน การจำหน่าย สำหรับผู้เขียนบทความนั้นจะเข้าสวนเข้าป่าเก็บมาตากแห้งไว้กินเอง เพราะได้ไม่เปลืองตังก์  จะซื้อทำไมเมื่อมันมีอยู่ในสวน

            สรรพคุณนั้นว่าคราวๆ เห็นจะเป็นฉายาที่ชาวตะวันตกตั้งให้ว่า Southern ginseng โสมภาคใต้ นั้นคือ “ไม่ใช่โสม แต่ดีกว่าโสม” และยังได้รับสมญานามเป็น “ สุดยอดสมุนไพรของโลก ” เจียวกู่หลานมีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด สารยิเพ็นโนไซด์  (GYPENOSIDES) ที่พบในโสม มีมากกว่าโสม 3-4 เท่า เป็นสารที่ช่วยบำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเซลล์  “ สารซาโปนิน” มีอยู่ถึง 82 ชนิดใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงป้องกันและบำรุง เป็นยาและอาหารเสริมสุขภาพได้   ผลการวิจัยพบว่ามีสารที่เป็นตัวยาที่สกัดได้ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ ทำให้เชื้อไวรัสไม่เพิ่มจำนวน และพบว่ามีสาร เควอซิติน ( Quercetin )เคมเฟอรอล ( Kaempferol ) เป็นสารกลุ่ม ฟลาโวนอยส์ ( Flavonoids ) โพลีฟีนอล ( Polyphenols ) ตัวประสาน ต้านอนุมูลอิสระ  เสริมภูมิคุ้มกัน ยับยั้งเซลล์มะเร็งต้านการอักเสบ ยับยั้งการก่อตัวของเกล็ดเลือด ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ลด LDL (ไขมันเสีย) เพิ่ม HDL (ไขมันดี) ช่วยเพิ่มบวนการเผาผลาญ,แก้ปวด, แก้ไอ, ขับเสมหะ, ยับยั้งเนื้องอก,  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร, ปรับความสมดุลของร่างกายสารพฤกษเคมี คือสารเคมีที่ได้จากพืช ออกฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระ,  ยับยั้งปฎิกิริยา Oxidation (อนุมูลอิสระคือ ตัวการที่ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยา ให้ลูกโซ่ในเซลล์ของร่างกายทำงานผิดเพี้ยนจนทำให้เกิดโรคมะเร็งในที่สุด) สารพฤกษเคมียังมีประโยชน์ในการเสริมสร้างระบบประสาท, ระบบฮอร์โมน, ระบบเผาผลาญของร่างกาย,ให้แร่ธาตุกับร่างกายหลายชนิด, ลดและต้านการอักเสบ, ป้องกันตับจากการเกิดพิษ

            ท่านใดที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน หรือเป็นโรคเบาหวาน เจี๋ยวกู่หลานเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะใช้ลดน้ำตาลในเลือดได้ เพราะผมมีประสบการณ์ใช้สมุนไพรตัวนี้กับคุณแม่ของผมที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน ซึ่งเพียงอาทิตย์เดียวน้ำตาลในเลือดลดลงมากจนน่าตกใจ แต่ใช้ว่าแค่เจี๋ยวกู่หลานจะบำบัดเบาหวานได้ ต้องขึ้นกับความรวมมือของผู้ป่วยว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรให้ถูกกับโรค ไม่บริโภคน้ำตาล งดและลดอาหารที่มีน้ำตาลมาก กินผักที่มีประโยชน์ เจี๋ยวกู่หลานจะช่วยลดน้ำตาลในเลือดและลดการดูดซึมน้ำตาลในลำใส้



ปล. ถึงแม้ว่าเจี๋ยวกู่หลานจะมีสรรพคุณวิเศษถึงขนาดไหน แต่ถ้าเป็นเบาหวานแล้วยังไม่ลดละพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเบาหวาน เจี๋ยวกู่หลานคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก 

มัจฉราชจริยาคาถา คาถาปลาช่อน (คาถาขอฝน)

มัจฉราชจริยาคาถา คาถาปลาช่อน
(มัจฉชาดก ที่มาของคาถาปลาช่อนขอฝน)

ปุนะ ปะรัง ยะทา โหมิ                     มัจฉะราชา มะหาสะเร
อุณเห สุริยะสันตา                            เปสะเร อุทะกัง ขียะถะ
ตะโต กากา จะ คิชฌา จะ                 กังกากุลาละเสนะกัง
ภักขายันติ ทิวารัตติง                       มัชเฌ อุปะนิสีทิยะ
เอวัง จินเตสะหัง ตัตถะ                   สะหะ ญาติภิ ปิฏฐิโต
เกนะ นุ โข อุปาเยนะ                       ญาติ ทุกขา ปะโมจะยัง
วิจินตะยิตะวา ธัมมัฏฐัง                   สัจจัง อัททะสะ วัสสะยัง
สะเจ ฐัตะวา ปะโมเจสิง                  ญาตีนัง ตัง อะติกขะยะ
อะนุสสะริตะวา สะตัง                    ธัมมัง ปะระมัตถัง วิจินตะยัง
อะกาสิง สัจจะกิริยัง ยัง                   โลเก ธุวะสัสสะตัง
ยะโต สะรามิ อัตตานัง                    ยะโต ปัตโตสะมิ วิญญุตัง
นาภิชานามิ สัญจิจจะ                      เอกะปาณิมหิ หิงสิตา
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ                    ปะชุนโน อะภิวัสสะตุ
อะภิตถะนายัง ปะชุนนะ                 นิธิง กากัสสะ นาสะยะ
กากัง โสกายะ รันเชหิ                     มัจเฉ โสกา ปะโมจะยะ
สะหะ กะเต สัจจะวะเร                   ปะชุนโน อะภิวัสสิยะ
ถลัง นินนัญจะ ปูเรนโต                  ขะเณนะ อะภิวัสสิยะ
เอวะรูปัง สัจจะกิริยัง                       กัตะวา วิริยะมุตตะมัง
วัสสาเปสิง มะหาเมฆัง                    สัจจะเตชะพะลัสสิโต
สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ                    เอสา เม สัจจะปาระมีติ ฯ
                        มัจฉะราชา จะริยา นิฏฐิตาฯ


คำแปล

            ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาปลาอยู่ในสระใหญ่ น้ำในสระแห้งขอดเพราะแสงพระอาทิตย์ในฤดูร้อน ที่นั้นกาแร้งนกกระสา นกตะกรุมและเหยี่ยว มาคอยจับปลากินทั้งกลางวันกลางคืน ในกาลนั้น เราคิดอย่างนี้ว่า เรากับหมู่ญาติถูกบีบคั้น จะพึงเปลื้องหมู่ญาติให้พ้นจากทุกข์ได้ด้วยอุบายอะไรหนอ เราคิดแล้วได้เห็นความสัตย์อันเป็นอรรถเป็นธรรมว่า เป็นที่พึ่งของหมู่ญาติได้ เราตั้งอยู่ในความสัตย์แล้ว จะเปลื้องความพินาศใหญ่ของหมู่ญาตินั้นได้ เรานึกถึงธรรมของสัตบุรุษ คิดถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์  อันตั้งอยู่ในเที่ยงแท้ในโลก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้ แล้วได้กระทำสัจกิริยาว่า ตั้งแต่เราระลึกตนได้ ตั้งแต่เรารู้ความมาจนถึงบัดนี้ เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งให้ได้รับความลำบากเลย  ด้วยสัจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกห่าใหญ่แน่ะเมฆ ท่านจงเปล่งสายฟ้าคำรามให้ฝนตกจงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป ท่านจงยังกาให้เดือดร้อนด้วยความโศก จงปลดเปลื้องฝูงปลาจากความโศก พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เมฆส่งเสียงสนั่นครั่นครื้น  ยังฝนให้ตกครู่เดียว ก็เต็มเปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่มครั้นเราทำความเพียรอย่างสูงสุด อันเป็นความสัตย์อย่างประเสริฐเห็นปานนี้แล้วอาศัยกำลังอานุภาพความสัตย์ จึงยังฝนให้ตกห่าใหญ่ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มีนี้เป็นสัจบารมีของเราฉะนี้แล.

โองการแช่งน้ำ ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า

โองการแช่งน้ำ ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า
(โองการสำหรับใช้อ่านเมื่อมีพิธีถือน้ำกระทำสัตย์สาบานต่อพระมหากษัตริย์)

ร่าย (ร่ายพระวิษณุ พระนารายณ์)
๏ โอมสิทธิสรวงศรีแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเป็นแท่น แกว่นกลืนฟ้ากลืนดิน บินเอาครุฑมาขี่ สี่มือถือสังข์จักรคธาธรณี ภีรุอวตาร อสูรแลงลาญทัก ททัคนิจรนาย ฯ (แทงพระแสงศรปลัยวาต)
ร่าย (ร่ายพระอิศวร พระศิวะ)
๏ โอมปรเมศวรา ผายผาหลวงอะคร้าว ท้าวเสด็จเหนือวัวเผือก เอาเงือกเกี้ยวข้าง อ้างทัดจันทร์เป็นปิ่น ทรงอินทรชฎา สามตาพระแพร่ง แกว่งเพชรกล้า ฆ่าพิฆนจัญไร ฯ (แทงพระแสงศรอัคนิวาต)
ร่าย (ร่ายพระพรหม)
๏ โอมชัยชัยไขโสฬสพรหมญาณ บานเศียรเกล้า เจ้าคลี่บัวทอง ผยองเหนือขุนห่าน ท่านรังก่อดินก่อฟ้า หน้าจตุรทิศ ไทยมิตรดา มหากฤตราไตร อมไตยโลเกศ จงตรีศักดิท่าน พิญาณ ปรมาธิเบศ ไทธเรศสุรสิทธิพ่อ เสวยพรหมาณฑ์ใช่น้อย ประถมบุญภารดิเรก บูรภพบรู้กี่ร้อย ก่อมา ฯ (แทงพระแสงศรพรหมาศ)
๏ นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์                    จักร่ำจักราพาฬเมื่อไหม้
กล่าวถึงตระวันเจ็ดอันพลุ่ง                   น้ำแล้งไข้ขอดหาย ฯ
๏ เจ็ดปลามันพุ่งหล้าเป็นไฟ                 วาบจัตุราบายแผ่นขว้ำ
ชักไตรตรึงษ์เป็นเผ้า                             แลบ่ล้ำสีลอง ฯ
๏ สามรรถญาณครเพราะเกล้าครองพรหม    ฝูงเทพนองบนปานเบียดแป้ง
สรลมเต็มพระสุธาวาสแห่งหั้น               ฟ้าแจ้งจอดนิโรโธ ฯ
๏ กล่าวถึงน้ำฟ้าฟาดฟองหาว               ดับเดโชฉ่ำหล้า
ปลาดินดาวเดือนแอ่น                           ลมกล้าป่วนไปมา ฯ
๏ แลเป็นแผ่นเมืองอินทร์                      เมืองธาดาแรกตั้ง
ขุนแผนแรกเอาดินดูที่                           ทุกยั้งฟ้าก่อคืน ฯ
๏ แลเป็นสี่ปวงดิน                                 เป็นเขายืนทรง้ำหล้า
เป็นเรือนอินทร์ถาเถือก                         เป็นสร้อยฟ้าคลี่จึ่งบาน ฯ
๏ จึ่งเจ้าตั้งผาเผือกผาเยอ                    ผาหอมหวานจึ่งขึ้น
หอมอายดินเลอก่อน                             สรดึ้นหมู่แมนมา ฯ
๏ ตนเขาเรืองร่อนหล้าเลอหาว             หาวันคืนไป่ได้
จ้าวชิมดินแสงหล่น                               เพียงดับไต้มืดมูล ฯ
๏ ว่นว่นตาขอเรือง                                เป็นพระสูรย์ส่องหล้า
เป็นเดือนดาวเมืองฉ่ำ                           เห็นฟ้าเห็นแผ่นดิน ฯ
๏ แลมีค่ำมีวัน                                       กินสาลีเปลือกปล้อน
บมีผู้ต้อนแต่งบรรณา                            เลือกผู้ยิ่งยศเปนราชาอะคร้าว
เรียกนามสมมติราชเจ้า                         จึ่งตั้งท้าวเจ้าแผ่นดิน ฯ
๏ สมมติแกล้วตั้งอาทิตย์เดิมกัลป์         สายท่านทรงธรณินทร์เรื่อยหล้า
วันเสาร์วันอังคารวันไอยอาทิ์                กลอยแรกตั้งฟ้ากล่าวแช่งผี ฯ
๏ เชืยกบาศด้วยชันรอง                         ชื่อพระกำปู่เจ้า
ท่านรังผยองมาแขก                              แรกตั้งขวัญเข้าธูปเทียน ฯ
๏ เหล็กกล้าหญ้าแพรกบั้นใบตูม            เชียรเชียรใบบาตรน้ำ
โอมโอมภูมิเทเวศ                                 สืบค้ำฟ้าเที่ยงเฮยย่ำเฮย ฯ
๏ ผู้ใดเภทจงคด                                   พาจกจากซึ่งหน้า
ถือขันสรดใบพลูตานเสียด                   หว้ายชั้นฟ้าคู่แมน ฯ
๏ มารเฟียดไททศพล ช่วยดู                 ไตรแดนจักอยู่ค้อย
ธรรมมารคปรตเยกช่วยดู                      ห้าร้อยเฑียรแมนเดียว ฯ
๏ อเนกถ่องพระสงฆ์ช่วยดู                    เขียวจรรยายิ่งได้
ขุนหงส์ทองเกล้าสี่ช่วยดู                      ชรอ่ำฟ้าใต้แผ่นหงาย ฯ
๏ ฟ้าฟัดพรีใจยังช่วยดู                          ใจตายตนบใกล้
สี่ปวงผีหาวแห่งช่วยดู                           พื้นใต้ชื่อกามภูมิ ฯ
๏ ฟ้าชรแร่งหกคลองช่วยดู                   ครูมคลองแผ่นช้างเผือก
ผีกลางหาวหารแอ่นช่วยดู                     เสี่ยงเงือกงูวางขึ้นลง ฯ
๏ ฟ้ากระแฉ่นเรือนผยองช่วยดู              เอาธงเป็นหมอกหว้าย
เจ้าผาดำสามเส้าช่วยดู                          แสนผีพึงยอมท้าว
๏ เจ้าผาดำผาเผือกช่วยดู                      หันเหย้าวปู่สมิงพราย ฯ
เจ้าผาหลวงผากลายช่วยดู ฯ
๏ ดีร้ายบอกคนจำ                                 ผีพรายผีชรหมื่นดำช่วยดู
กำรูคลื่นเป็นเปลว                                 บซื่อน้ำตัดคอ ฯ
๏ ตัดคอเร็วให้ขาด                               บซื่อมล้างออเอาใส่เล้า
บซื่อน้ำหยาดท้องเป็นรุ้ง                      บซื่อแร้งกาเต้าแตกตา ฯ
๏ เจาะเพาะพุงใบแบ่ง                           บซื่อหมาหมีเสือเข่นเขี้ยว
เขี้ยวชาชแวงยายี                                 ยมราชเกี้ยวตาตาวช่วยดู ฯ
๏ ชื่อทุณพีตัวโตรด                              ลมฝนฉาวทั่วฟ้าช่วยดู
ฟ้าจรโลดลิวขวาน                                ขุนกล้าแกล้วขี่ยูงช่วยดู ฯ
๏ เคล้าฟ้าเคลือกเปลวลาม                   สิบหน้าเจ้าอสูรช่วยดู
พระรามพระลักษณชวักอร                    แผนทูลเขาเงือกปล้ำช่วยดู ฯ
ร่าย
๏ ปล้ำเงี้ยวรอนราญรงค์ ผีดงผีหมื่นถ้ำ ล้ำหมื่นผา มาหนน้ำหนบก ตกนอกขอกฟ้าแมน แดนฟ้าตั้งฟ้าต่อ ล่อหลวงเต้า ทั้งเหง้าภูติพนัสบดี ศรีพรหมรักษ์ยักษ์กุมาร หลายบ้านหลายเท่า ล้วนผีห่าผีเหว เร็วยิ่งลมบ้า หน้าเท่าแผง แรงไกยเอาขวัญ ครั้นมาถึงถับเสียงเยียชระแรงชระแรง แฝงข่าวยินเยียรชระรางชระราง รางชางจุบปาก เยียจะเจียวจะเจียว เขี้ยวสรคาน อานมลิ้น เยียละลายละลาย ตราบมีในฟ้าในดิน บินมาเยียพพลุ่ง จุ่งมาสูบเอา เขาผู้บซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถเกียจกาย วายกระทู้ฟาดฟัด ควานแควนมัดศอก หอกดิ้นเด้าเท้าถก หลกเท้าให้ไปมิทันตาย หงายระงมระงม ยมบาลลากไป ไฟนรกปลาบปลิ้นดิ้นพลาง เขาวางเหนืออพิจี ผู้บดีบซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถแก่เจ้า ผู้ผ่านเกล้าอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหา จักรพรรดิศรราชาธิราช ท่านมีอำนาจมีบุญ คุณอเนกา อันอาศัยร่ม แลอาจข่มชัก หักกิ่งฆ่า อาจถอนด้วยฤทธานุภาพ บาปเบียนตน พันธุ์พวกพ้อง ญาติกามาไส้ร ไขว้ใจจอด ทอดใจรัก ชักเกลอสหาย ตนทั้งหลายมาเพื่อจะทำขบถ ทดโทรห แก่เจ้าตนไส้ร จงเทพยุดาฝูงนี้ให้ตายในสามวัน อย่าให้ทันในสามเดือน อย่าให้เคลื่อนในสามปี อย่าให้มีสุขสวัสดีเมื่อใด อย่ากินเข้าเพื่อไฟจนตาย ฯ
๏ จงไปเป็นเปลวปล่อง                        อย่าอาไศรยแก่น้ำจนตาย
น้ำคลองกลอกเป็นพิษ                         นอนเรือนคำรนคาจนตาย ฯ
๏ คาบิดเปนตาวงุ้ม                             ลืมตาหงายสู่ฟ้าจนตาย
ฟ้ากระทุ่มทับลง                                 ก้มหน้าลงแผ่นดินจนตาย
แล่งแผ่นดินปลงเอาชีพไป                    สีลองกินไฟต่างง้วน ฯ
ร่าย
๏ จรเข้ริบเสือฟัด หมีแรดถวัดแสนงขนาย หอกปืนปลายปักครอบใครต้องจอบจงตาย งูเงี้ยวพิษทั้งหลายลุ่มฟ้า ตายต่ำหน้ายังดิน นรินทรหยาบหลายหล้า ใครกวินซื่อแท้ผ่านฟ้า ป่าวอวยพร ฯ
๏ อำนาจแปล้เมือแมนอำมรสิทธิ                         มีศรีบุญพ่อก่อเศกเหง้า
ยศท้าวตริไตรจักร                                           ใครซื่อเจ้าเติมนาง ฯ
๏ มิ่งเมืองบุญศักดิ์แพร่                                     ใครซื่อรางควายทอง
เพิ่มช้างม้าแผ่วัวควาย                                      ใครซื่อฟ้าส่องย้าวเร่งยิน ฯ
๏ เพรงรัตนพรายพรรณยื่น                                ใครซื่อสินเภตรา
เพิ่มเข้าหมื่นมหาไชย                                        ใครซื่อใครรักเจ้าจงยศ ฯ
๏ กลืนชนมาให้ยืนยิ่ง                                       เทพายศล่มฟ้า
อย่ารู้ว่าอันตราย                                             ใจกล้าได้ดังเพชร ฯ
ร่าย
๏ ขจายขจรอเนกบุญ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิศรราชเรื่อยหล้า สุขผ่านฟ้าเบิกสมบูรณ์พ่อสมบูรณ์ ฯ


โองการแช่งน้ำ ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า
(โองการสำหรับใช้อ่านเมื่อมีพิธีถือน้ำกระทำสัตย์สาบานต่อพระมหากษัตริย์)

จาก วรรณกรรมอยุธยา เล่ม ๑ กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่ พุทธศักราช ๒๕๔๐ 
                 จุดมุ่งหมายของการแต่งลิลิตโองการแช่งน้ำในครั้งแรก คงมิได้มุ่งหวังจะให้เป็นวรรณคดีที่ใช้อ่านกันทั่ว ๆ ไป แต่ต้องการจะให้เป็นลงโทษทางใจ ที่พราหมณ์ใช้อ่านในพระราชพิธีศรีสัจปานกาล (พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา หรือน้ำพระพิพัทธสัจจา) ซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญในสมัยโบราณ มีหลักฐานกล่าวไว้ชัดเจนในกฎมนเทียรบาลตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาว่า
“อนึ่ง ลูกขุนผู้ใดขาดถือน้ำพระพิพัท โทษถึงตาย ถ้าบอกป่วย คุ้ม[โทษ] ถ้าลูกขุนผู้ถือน้ำพิพัท ห้ามถือแหวนนากแหวนทองแลกินเข้ากินปลากินน้ำยาแลเข้ายาคูก่อนน้ำพระพิพัท ถ้ากินน้ำพระพิพัทจอกหนึ่ง แลยื่นให้แก่กันกิน กินแล้วมิได้ใส่ผม เหลือนั้นล้างเสีย โทษเท่านี้ในระวางกระบถ”
                 ครั้นมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็ยังคงมีพระราชพิธีนี้สืบต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ตอนที่กล่าวถึงพระราชพิธีเดือนห้า ว่าด้วยพระราชพิธีศรีสัจปานกาล ว่า การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในกรุงเทพฯ นี้มีอยู่ห้าอย่าง คือ
๑.   ถือน้ำเมื่อแรกพระเจ้าแผ่นดินขึ้นเสวยราชสมบัติ
๒.   ถือน้ำปรกติสำหรับข้าราชการ ปีละสองครั้ง คือ ในวันขึ้นสามค่ำ เดือนห้า กับวันขึ้นสิบสามค่ำ เดือนสิบ
๓.   ถือน้ำสำหรับผู้ซึ่งมาแต่เมืองปัจจามิตรเข้ามาสู่พระบรมโพธิสมภาร
๔.   ถือน้ำทุกเดือนสำหรับทหารซึ่งเป็นผู้ถืออาวุธอยู่เสมอ
๕.   ถือน้ำแรกเข้ารับตำแหน่งของผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาราชการ
                   การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาทั้งห้าอย่างนี้ จะต้องมีการอ่านคำสาบานตลอดทั่วหน้า ไม่ยกเว้น และคำสาบานแช่งน้ำนี้ก็ใช้ต่อ ๆ กันมาโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใด คงจะเนื่องมาจากเป็นโองการอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถือปฏิบัติในการพระราชพิธี อีกทั้งเนื้อความในโองการแช่งน้ำนี้มีการกล่าวถึงพระนามสมเด็จพระรามาธิบดี ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นพระนามของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา จึงไม่น่าจะมีผู้คิดดัดแปลงแก้ไข ดังพระราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อแรกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พ.ศ. ๒๓๙๔ ว่า “…(สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์) ได้กราบทูลพระกรุณาว่า คำแช่งน้ำพระพิพัฒน์ที่พราหมณ์อ่านนั้น ออกพระนามสมเด็จพระรามาธิบดีอยู่ แล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สั่งว่า อย่าให้เปลี่ยนเลย คงไว้ตามเดิม ด้วยคำแช่งนี้เป็นคำของเก่า สำหรับกรุงเทพฯ ให้ยืนอยู่ตามชื่อศรีอยุธยาที่อาลักษณ์อ่านนั้นเป็นของใหม่ ควรจะเปลี่ยนพระนามตามแผ่นดินปัจจุบัน…”
                   ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้รวมพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ (เถลิงสงกรานต์) และพระราชพิธีศรีสัจปานกาลถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเข้าด้วยกัน เรียกว่า พระราชพิธีตรุษสงกรานต์ ซึ่งเริ่มจากวันที่ ๒๔ มีนาคม ถึงวันที่ ๓ เมษายน โดยถือเอาวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ และพระองค์มีพระราชวินิจฉัยให้แก้ไขดัดแปลงโองการแช่งน้ำหลายประการ
                   การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยายกเลิกไปเมื่อหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชย์ ก็มิได้มีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา คณะรัฐมนตรีเพียงแต่กล่าวคำปฏิญาณตนที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
                   จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ รัฐบาลมีนโยบายฟื้นฟูพระราชพิธีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผนวกพระราชพิธีนี้ในพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีแก่ทหารตำรวจผู้ปราบปรามจลาจล ซึ่งจะกระทำทุกสองปีหรือสามปี ส่วนโองการแช่งน้ำที่ใช้ในปัจจุบัน สำนักพระราชวังได้ตัดทอนและดัดแปลงแก้ไขจากของเดิมให้เนื้อความเหมาะสมกับสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น
                   การตรวจสอบชำระวรรณคดีลิลิตโองการแช่งน้ำในครั้งนี้ ต้นฉบับที่นำมาตรวจสอบ เป็นสมุดไทย อักษรไทย จำนวนแปดฉบับ ซึ่งทั้งหมดนี้เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ พิจารณาตามลักษณะตัวอักษรและทะเบียนประวัติสมุดไทยเหล่านี้แล้ว ปรากฏว่า ทั้งหมดเป็นฉบับที่คัดลอกในสมัยรัตนโกสินทร์ เนื้อความถ้อยคำไม่มีที่แตกต่างกันเท่าใดนัก นอกจากอักขรวิธีปลีกย่อยตามความนิยมของอาลักษณ์แต่ละคน ถ้อยคำหรือเนื้อความตอนใดที่แตกต่างกัน ก็ได้พิจารณาตามหลักภาษาไทย และค้นหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีประกอบ แล้วจึงเลือกใช้คำที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นคำที่ถูกต้องมาแต่เดิม ถ้อยคำหรือเนื้อความที่ต่างไปจากต้นฉบับที่ใช้ในการตรวจสอบครั้งนี้ จะคงมีเชิงอรรถไว้ และพยายามรักษาอักขรวิธีให้ใกล้เคียงของเดิมในสมุดไทยมากที่สุด คำใดที่ลักลั่นกันหรือแน่ใจว่าเป็นความผิดพลาดเนื่องมาจากการคัดลอก ก็ได้แก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง เช่น คำว่า เจ็ต-เจ็ด กัน-กัลป์ นอกจากนี้ คำที่ใช้อักษร ฃ และ ฅ ได้เปลี่ยนเป็น ข และ ค ทั้งหมด
           แม้ว่าผู้ตรวจสอบจะได้ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างระมัดระวังแล้ว ก็คาดว่า จะยังมีข้อผิดพลาดขาดตกบกพร่องอยู่บ้าง เนื่องจากต้นฉบับสมุดไทยทั้งหมดที่มีอยู่เป็นฉบับคัดลอกในสมัยหลังทั้งสิ้น เนื้อความและการจัดเรียงบรรทัดวรรคตอนแทบไม่ต่างกันเลย เข้าใจว่า สมุดไทยเหล่านี้คงจะใช้คัดลอกวนเวียนกันมา ลักษณะดังกล่าวทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อความที่คิดว่าน่าจะผิดหรือตกหล่น รวมทั้งไม่ช่วยขจัดปัญหาให้ศึกษาฉันทลักษณ์ของโคลงห้าได้


สุภูตคาถา พิรุณศาสตร์คาถา (คาถาขอฝน ฉบับเต็ม)

สุภูตคาถา พิรุณศาสตร์ (คาถาขอฝน ฉบับเต็ม) 

๐ สมพุทธมุตตมมุฬารมหนตญาณ ,         สตตุตตม ทสพลกรุราธิวาส ,
สกการภาชนมงคณาน ,                           สทธาณเตนสตต สิรสา
นมามิ วีร วิสารทมปารคุณมพุราสี            ม ธีรนธโรปมธิตี ถิรธมมการ ,
ปารงคต ภวภยากรสาครสส ,                   สารญขเนสุ สุคตสิรสา นมามิ
โลเกกจกขุมตุลามลปญจจกขุ ,                 โลเกกสารมชรามรธมมสาร ,
โลเกกพนธุมรวินทุสหายพนธุ ,                โลเกกจารุติลก สิรสา นมามิ
วีโตปมานมปมาณมนาถนาถ ,                   สุทธ สุสุทธนยน นยนาภิราม ,
สสารจกกมถน วรธมมจกก ,                     จกกงกิโตรุจรณ สิรสา นมามิ
เนกขมมมนตพลวาริตราคยกข ,                เมตตมพุสา สมิตโกรธมหาหุตาส ,
ปญญาปทีปหตโมหมหนธการ ,                โลกตถจารุปฏร สิรสา นมามิ
มหาการุณิโก นาโถ หินาย สพพปาณิน ,    ปูเรตวาเทโว วสสตุ กาลโต.
มหาการุณิโก นาโถ สุขาย สพพปาณิน ,    ปูเรตวา ปารมี สพพา ปตโต สมโพธิมุตตม ,
เอเตน สจจวชเชน เทโว วสสตุ ฐานโส.    สุภูโต จ มหาเถโร มหากาโย มโหทโร ,
นีลวณโณ มหาเตโช ปวสสนตุ วลาหกาฉนนา เม กุฏิกา สุขา นิวาตา วสส เทว ยถาสุข.
จิตต เมสุสมาติต วิมุตตต                          อาตาปี วิหรามิ วสส เทวาติ.
อนุสสริตวา สต ธมม ปรมตถ วิจินตย ,     อกาสี สจจกริย ยโลเก ธุวสสสต .
ยโต สรามิ อตตาน ยโต ปตโตสมิ วิญญุต ,นาภิชานามิ สญจิจจ เอกปาณมปิ หีสิตา.
เอเตน สจจวชเชน ปชุนโน อภิวสสิย.        ถล นินนญจ ปูเรนโต ขเณนอภิวสสิย ,
เอวรูป สจจเสชพลสสิโต ,                        สจเจน เม สโม นตถิ เอสาเม สจจปารมีติ
สทธมมราชมปราชิตธมมเสน ,                 สทธมมเตชหตมารสุโฆรเสน ,
สทธมมเทสนมโนหรเภริโฆส ,                สทธมม สารมกุฏ สิรสา นมามิ
ยุตต คุเณสิ สกเลหิ สุนิมมเลหิ ,                โทเสหิ มุตตม ขิเลหิ สวาสเนหิ ,
พยามปปภาขจิตภาสุรลกขณาภา               มาโลปโสภิตตนุ สิรสา นมามิ
ปญญาทิวาวินิคคตเทสนาภา ,                   นิทธุตตสพพปรวาทฆนนธการ ,
การุญญวารินนิวาริตโลกตาป ,                  ทุกขคคิชาลวิสร สิรสา นมามิ
เญยยยญชน สกลเมว ปริคคหีต ,               ชาตาหิ ญาณกรุณาหิมหาชวาหิ ,
โลกสส ทุกขมวธุยย สุขปปทายี               โลกคคนาถมตุล สิรสา นมามิ
พยามปปภาวลยจารุสุรินทจาป ,                อุณณารุร สิวิสรุชชลวิชชุชาล ,
ธมมมพุวุฏฐิชนิต มิตสาธุสสส ,                สพพญญุเมฆมนฆ สิรสา นมามิ.
ปาโปปตาปนปรนนปรนตปนต ,              อจจนตสนตชนนชนน ชนคค ,
สมภคคสพพปปก สรณญชนาน ,             สพพาภิภุ ทสพล สิรสา นมามิ.
สุคตมมิตพุทธี โลกนาถ นมิตวา ,              กุสลมุปจิต ยนเตนเตชสสเทน ,
วิลยมุปนยนตโรคทุพภิกขทุกขา ,             วิปุลสลิลธารา วสสิโน โหนตุ เมฆา.

คำแปลคาถาขอฝน

๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการเนืองๆ ด้วยเศียรเกล้า อันน้อมไปด้วยความเชื่อ ซึ่งพระทศพลสัมพุทธเจ้า ผู้อุดมเลิศ ทรงมีพระญาณหาที่สุดมิได้ ทรงเป็นผู้สูงสุดในหมู่สัตว์ ทรงทนธารด้วยพระกรุณา เป็นที่รองรับสักการะ ไม่เป็นภาชนะแห่งกิเลสเครื่องยั่วยวน
๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระสุคตเจ้าผู้แกล้วกล้า ผู้ทรงมีพระคุณไม่มีเขตคั่น ดังน่านน้ำ ทรงเป็นนักปราชญ์ผู้ปรีชา เปรียบด้วยแผ่นดิน ทรงมีพระธรรมกายมั่นคง ทรงถึงฝั่งแห่งสาครอันเป็นแดนเกิดแห่งภัยคือภพ ทรงเป็นผู้ประเสริฐในหมู่ชน.
๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงมีพระจักษุ 5 ดวง หาที่เปรียบมิได้ ซึ่งเป็นดวงตาอันเอกในโลก ทรงมีธรรมอันไม่แก่ไม่ตายเป็นแก่นสาร ซึ่งเป็นแก่น อันเอกในโลก ทรงเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์อันเอกในโลก ทรงเป็นผู้สูงเด่น ทรงเป็นเอกในโลก ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงปราศจากเหตุที่ควรดูหมิ่น , ทรงเป็น ที่พึ่งของผู้อนาถาไม่มีประมาณ ผู้หมดจด , ทรงมีพระเนตรอันหมดจดดีเป็นที่น่าอภิรมแห่งนัยน์ตา , ทรงมีพระธรรมจักรเป็นเครื่องย่ำยีสงสารจักรทรงมีพระอุรุสำหรับเที่ยวไปกำหนดด้วยจักร.
๐ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงมียักษ์ คือ ความกำหนัดอันพระองค์ทรงห้ามเสียแล้วด้วยกำลังแห่งมนต์ คือ เนกขัมมะผู้มีไฟกองใหญ่ คือ ความโกรธ อันดับแล้วด้วยน้ำ คือ พระเมตตา ทรงมีความมืดมนใหญ่หลวง คือ โมหะอันขจัดแล้ว ด้วยประทีป คือ พระปัญญา ทรงเป็นดุจกองทอง อันเป็นประโยชน์แก่โลก.
๐ ได้ทรงบรรลุสัมโพธิญาณ อันอุดมแล้ว , ด้วยความกล่าวสัตย์นี้ ขอฝนจงตกตามฤดูกาล.พระบรมโลกนาถทรงมีพระกรุณาใหญ่ ทรงยังพระบารมีทั้งสิ้นให้เต็มแล้ว, เพื่อความเกื้อกูล แก่สัตว์ทั้งปวง ได้ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว, ด้วยความกล่าวสัตย์นี้ ขอฝนจงตกตามฐานะ.
๐ อนึ่ง พระมหาเถระชื่อสุภูต มีกายล่ำสัน มีท้องพลุ้ย , มีผิวดังนิล มีเดชมาก ด้วยเดชแห่ง พระมหาเถระนั้น พลาหกเทพบุตรทั้งหลายจงให้ฝนตกลงเถิด. กุฏิทั้งหลายของเรามุงบังแล้ว อยู่สบาย กันลมได้ ,
๐ ดูก่อนเทพบุตร ท่านจงให้ฝนตกตามสบายเถิด.จิตของเราตั้งมั่นดีพ้นแล้ว.เรามีความพากเพียร อยู่ ขอท่านจงให้ฝนตกเถิดเทพบุตรดังนี้.เราตามระลึกถึงธรรมของสัตบุรุษ แล้วคิดค้นอยู่ซึ่งอรรถอันยิ่ง , ได้ทำสัจจกริยาใด เป็นธรรมมั่นคงยั่งยืนในโลก.เมื่อใดเราระลึงถึงตนได้ เมื่อใดเราถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา ,นั้นเรารู้ตัวอยู่ไม่ได้แกล้งเบียดเบียนสัตว์แม้แต่ตัวเดียว. ด้วยความกล่าวสัตย์นี้ ขอมหาเมฆจงให้ฝน ตกเถิด ,
๐ ดูก่อนปชุนนเทพบุตร ท่านจงคำรามให้ฝนตกยังขุมทรัพย์ของกาให้ฉิบหาย.ท่านจงรุกรานกาเสีย ด้วยความโศก , เมื่อความสัตย์อันประเสริฐเราได้ทำแล้ว ฝนได้ตกลงพร้อมสัจจกริยานั้น. ตกพักเดียว ทำที่ดอนและที่ลุ่มให้เต็ม , เราอาศัยเดชและกำลังแห่งสัจจะ แล้วทำสัจจกริยาเห็นปานนี้ และความเพียรอันอุดม.ได้ยังมหาเมฆให้หลั่งฝนลงแล้ว ,สิ่งที่เสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเราดังนี้แล้ว.
๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้าซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงเป็นสัทธรรมราชา
ทรงมีธรรมเสนา อันไม่พ่ายแพ้ ทรงผจญมารและเสนามารผู้เหี้ยมหาญ
ด้วยเดชแห่งพระสัทธรรม มีพระสัทธรรมเทศนาอันกึกก้อง ดุจเภรีที่จูงใจ มีพระสัทธรรมอันอุดมเป็นมกุฏ.
๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ประกอบด้วยพระคุณทั้งสิ้น
ปราศจาก มลทินพ้นโทษทั้งมวลกับทั้งวาสนา มีพระกายงดงามด้วยระเบียบรัศมี มีลักษณะอันรุ่งเรือง ซึ่งประดับไปด้วยรัศมีข้างละวา.
๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงกำจัดปรวาทอันทำความมืดคลุ้ม ทั้งปวงด้วยแสง คือเทศนาที่พร่าออกจากดวงอาทิตย์ คือ ปัญญา มีกลุ่มแห่งเปลวไฟ คือ ทุกข์ ซึ่งแผดเผาโลกอันพระองค์ป้องกันไว้ด้วยน้ำ คือ พระการูญ.
๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงกำหนดชนที่ควรตรัสรู้ทั้งสิ้น ,ด้วยพระญาณและพระกรุณาที่เกิดขึ้นอย่างว่องไว ผู้ทรงบำบัดทุกข์แล้วประทานสุขแก่สัตว์โลก หาผู้เปรียบปานมิได้ในโลก.
๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงวลัย คือ พระรัศมีข้างละวา  อันงามดุจแล่งศรของจอมสุรโยธิน มีช่อแห่งพระรัศมีที่พระอุณาโลม อันรุ่งเรืองดุจประกายฟ้าแลบ ทรงยังน้ำฝน คือธรรมให้เกิดมีข้าวกล้า คือความดีอันทรงนับแล้ว มีเมฆ คือ พระสัพพัญญูอันหาค่ามิได้.
๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระทศพลเจ้าผู้มีอันยังบาปให้เร่าร้อนเป็นเบื้องหน้า ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน มีความเกิดอันระงับโดยส่วนเดียว ผู้เป็นชนกแห่งสังฆรัตนะเป็นยอดของชน ทรงขจัดโทษเศร้าหมองทั้งปวงเสีย เป็นสรณะของชนทั้งหลาย เป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง. กุศลอันใด ที่ข้าพเจ้านมัสการพระสุคตโลกนาถเจ้า ผู้ทรงมีพระปัญญานับไม่ได้สร้าง สมไว้แล้วด้วยเดชอันกล้าแข็งแห่งกุศลนั้น ของโรคทุพภิกขภัย และทุกข์ทั้งหลายจงถึงความพินาศไป ขอเมฆอันมีสลิลธาราอันไพบูลย์จงยังให้ฝนตกลงเถิด. ฯ


สุภูตคาถา (คาถาขอฝน ฉบับย่อ)

สุภูตคาถา (คาถาขอฝน ฉบับย่อ)

คาถาขอฝน (สำนวนที่ ๑)
(สวดตามกำลังวัน)
ตั้งนะโม 3 จบ
          สุภูโต จะ มะหาเถโร                 สุภูโตจะมะหาเถโร
          นีละวัณโณ มะหาเตโช             นีละวัณโณมะหาเตโช
          อะภิตถะนะยัง ปะชุนนะ             อะภิตถะนะยังปะชุนนะ
          กากัง โสกายะ รันเธหิ               กากังโสกายะรันเธหิ
          มะหากาโย มะโหทะโร              มะหากาโยมะโหทะโร
          ปะวัสสันตุ วะลาหะกา               ปะวัสสันตุวะลาหะกา
          นิธิง กากัสสะ นาสะยะ              นิธิงกากัสสะนาสะยะ
          มัจเฉ โสกา ปะโมจะยะ ฯ           มัจเฉโสกาปะโมจะยะฯ

คาถาขอฝน (สำนวนที่ ๒)
ตั้งนะโม 3 จบ

          สุภูโต จะ มะหาเถโร                 สุภูโตจะมะหาเถโร
          นีละวัณโณ มะหาเตโช             นีละวัณโณมะหาเตโช
          มะหากาโย มะโหทะโร              มะหากาโยมะโหทะโร
          ปะวัสสันตุ วะลาหะกา               ปะวัสสันตุวะลาหะกา
          ฉันนา เม กุฏิกา สุขา นิวาตา ฉันนาเมกุฏิกาสุขานิวาตา
          วัสสะ เทวะ ยะถาสุขัง วัสสะเทวะยะถาสุขัง
          จิตตัง เม สุสะมาหิตัง วิมุตตัง จิตตังเมสุสะมาหิตังวิมุตตัง
          อาตาปี วิหะรามิ วัสสะ เทวาติ ฯ อาตาปีวิหะรามิวัสสะเทวาติฯ

คาถาบารมี ๙ ชั้น บารมี ๓๐ ทัศ (ครูบาศรีวิชัย)

คาถาบารมี ๙ ชั้น บารมี ๓๐ ทัศ (ครูบาศรีวิชัย)

                       จากการบอกเล่ามีเนื้อความว่า …ครั้งหนึ่ง สมัยครูบาศรีวิชัยเจ้าออกเดินธุดงส์ไปตามตางแถบภาคเหนือ ในตอนท่านเดินตางผ่านโต้งนาแห่งหนึ่ง ท่านก็ได้ปะเถียงนาหรือห้างนาหลัง เถียงนาหลังนั้นถูกไฟไหม้แต่ไฟไหม้บ่หมด ยังเหลืออยูู่ตรงใจคา ท่านก็เข้าไปผ่หันใส่ปั๊บสาใบลานเหน็บอยู่ตั๊ดชายคา เขียนด้วยตั๋วเมือง ซึ่งเป็นคาถาบารมี ๓๐ ทัศ มาจนถึงปัจจุบันนี้…
                       สาธุ สาธุ สาธุ พระปัญญาปารมีสามสิบตั๊ด สาธุพระปัญญาปาระมีวังแวดล้อม วิริยะปาระมีล้อมระวังดี ศีลปาระมีบังหอกดาบ เมตตาปารมีผาบแป๊ทังปืน ทานนะปาระมีหื้อเป๋นผืนตั้งต่อ อุเบกขาปาระมีหื้อก่อเป๋นเวียง สัจจะปาระมีแวดระวังดีเป๋นใต้ ขันติปารมีก๋ายเป๋นหอกดาบบังหน้าไม้และปืนไฟ อธิฐานะปารมีผันผาบไปทุกแห่ง แข็งๆ แรงๆ ผายปราบฝูงหมู่มาร ผีสางพรายเผด ทุกทวีปภพถีบผั้งผายหนี นางธรณีอัศจรรย์ โสสะหมื่นผันอยู่ข้าง น้ำนทีนองกว้างต่อกว้างแตกตีฟองนานองนานอก เป๋นเข้าตอกดอกไม้ถวายบูชาพระแก้วแก่นไม้สะทัน พระพุทธังจุ่งมาผายโผดอนุญาโตดโผดผู้ข้าแต๊ดีหลี แม่ธรณีออกมารีดผมอยู่ที่ข้างธาตุจ้างร้ายข่ายคะจังงาสับดินพ่นน้ำนทีนองผัดผาย คอพรายหักทบท้าวพญามารอ่าวๆปูนกั๋วกราบยอมือขึ้นทูนหัวใส่เกล้า ผู้ข้านี้ได้จื่อว่าลูกศิษย์พระพุทธเจ้าต๋นมีบุญสมภารอันมากนัก พระพุทธเจ้าจึงจัดตั้งปารมีไว้เก้าจั้น ตั้งไว้ตั้งหน้าก่ได้เก้าจั้น ตั้งไว้ตังหลังก่าได้เก้าจั้น ตั้งแต่หัวแผวตีน ก่ได้เก้าจั้น ตั้งแต่ตีนแผวหัวก่าได้เก้าจั้นแสนวา ลูกปืนจักมาเสมอเหมือนฝนแสนห่า ก่จักบ่มาไก้ ข้าเจ้าก่เลยได้ว่า พุทธะคุนัง ธรรมมะคุนัง สังฆะคุนัง พุทธะอินทา ธรรมะอินทา สังฆะอินทา อัสอับอั้นแม่ธรณีผู้อยู่เหนือน้ำ ผู้อยู่ก้ำแผ่นดิน กอนข้าได้ระลึกกึ๊ดถึงคุณพระบิดา คุณพระมารดา คุณครูบาอาจารย์ คุณพระแก้วตังสามผะกาน คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณแดด คุณฝน คุณลม คุณกุศลราชเจ้าก่ดี คุณพรุะต๋นภาวนาก่ดี คุณนางอุตราก่ดี คุณธรณีเจ้าก่ดี ขอหื้อจุ่งมาจ่วยฮักษาตังก้ำหน้าและก้ำหลังตนตั๋วแห่งข้าพระเจ้าในคืนวันนี้ยามนี้จุ่งแต๊ดีหลีแด่เต๊อะ
                        พุทโธ พุทธังรักษา ธัมโม ธัมมังรักษา สังโฆ สังฆังรักษา
                        พุทโธ พุทธังอะระหัง ธัมโม ธัมมังอะระหัง สังโฆ สังฆังอะระหัง
                        พุทโธ พุทธังกัณหะ ธัมโม ธัมมังกัณหะ สังโฆ สังฆังกัณหะ
                                                 อายุ วรรณโณ สุขัง พะลัง สาธุ

แปลเป็นภาษาไทยกลาง
                       สาธุ สาธุ พระปัญญาบารมีสามสิบทัศ สาธุพระปัญญาบารมีบังแวดล้อม วิริยะบารมีล้อมระวังดี ศีละบารมีบังหอกดาบ เมตตาบารมีปราบแพ้ทั้งปืน ทานะบารมีให้เป็นผืนตั้งต่อ อุเบกขาบารมีให้ก่อเป็นเวียงศรี สัจจะบารมีแวดระวังดีเป็นไม้ไต้ ขันติบารมีกลายเกิดเป็นหอกดาบบังหน้าไม้และปืนไฟ อธิษฐานะบารมีผันปราบไปทุกแห่ง แข็งแข็ง แรงแรง ปราบฝูงหมู่มาร ผีสาง พรายเปรตทุกทวีปพบถีบพังพ่ายหนี นางธรณีอัศจรรย์รูดมวยผมผันอยู่คว้าง ๆ น้ำนทีนองกว้างต่อกว้างแตกตีฟองนะนอง นะนอกเป็นข้าวตอกดอกไม้ มาถวายบูชาพระแก่นไท้ทรงธรรม์ พระพุทธังจุ่งมาผายโปรดจุ่งอนุญาตโทษโปรดผู้ข้าแท้ดีหลี นางธรณีออกมารีดผมอยู่ธาตุช้างร้ายค่ายคะจังงาสับดินพ้นน้ำนทีลงพัดพ่ายคอพลายหักทบท่าว พญามารอ้าวอ้าวปูนกลัวกราบยกมือไหว้ทูนใส่หัวเกล้า ข้าผู้นี้ชื่อว่าศิษย์พระพุทธเจ้าตนมีบุญสมภารอันมาก พระพุทธเจ้าจึงตั้งพระปัญญาบารมีไว้เก้าชั้น ตั้งไว้ข้างหลังได้เก้าชั้น ตั้งแต่หัวถึงตีนก็ได้เก้าชั้น ตั้งแต่ตีนถึงหัวก็ได้เก้าชั้นแสนวาลูกปืนจักมาเสมอเหมือนฝนแสนห่าก็บ่มีจักมาใกล้ได้ ข้าพเจ้าจึงไหว้ว่า พระพุทธะคุณณัง พระธรรมะคุณณัง พระสังฆะคุณณัง พุทธะอินทรา ธรรมะอินทรา สังฆะอินทรา อัสสะอับ แม่ธรณีอยู่เหนือน้ำผู้อยู่ค้ำแผ่นดิน ครั้นข้าพเจ้าได้ระลึกถึงยังคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมะเจ้า คุณพระสังฆะเจ้า คุณพระบิดา คุณพระมารดา คุณครูบาอาจารย์ คุณพระแก้วเจ้าทั้งสามประการคือ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณแดด คุณฝน คุณน้ำ คุณลม คุณกุสสะราชเจ้าก็ดี คุณภาวนาก็ดี คุณนางอุทราก็ดี คุณพระปัจเจกกะเจ้าก็ดี คุณแม่ธรณีก็ดี ขอจงมารักษายังตนตัวแห่งข้าในคือวันยามนี้เทอญ
                          พุทโธ พุทธังรักษา ธัมโม ธัมมังรักษา สังโฆ สังฆังรักษา
                          พุทโธ พุทธังอะระหัง ธัมโม ธัมมังอะระหัง สังโฆ สังฆังอะระหัง
                          พุทโธ พุทธังกันหะ ธัมโม ธัมมังกันหะ สังโฆ สังฆังกันหะ
                                                     อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง ฯ 

                                         คำไหว้บารมี 30 ทัศ(แบบครูบาศรีวิชัย)
             ทานะ ปาระมี สัมปันโน , ทานะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
             สีละ ปาระมี สัมปันโน , สีละ อุปะปารมี สัมปันโน , สีละ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
             เนกขัมมะ ปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะ อุปะปารมี สัมปันโน , เนกขัมมะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
             ปัญญา ปาระมี สัมปันโน , ปัญญา อุปะปารมี สัมปันโน , ปัญญา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
             วิริยะ ปาระมี สัมปันโน , วิริยะ อุปะปารมี สัมปันโน , วิริยะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
             ขันตี ปาระมี สัมปันโน , ขันตี อุปะปารมี สัมปันโน , ขันตี ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
             สัจจะ ปาระมี สัมปันโน , สัจจะ อุปะปารมี สัมปันโน , สัจจะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
             อะธิฏฐานะ ปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ อุปะปารมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิโส ภะคะวา
             เมตตา ปาระมี สัมปันโน , เมตตา อุปะปารมี สัมปันโน , เมตตา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
             อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อุเปกขา อุปะปารมี สัมปันโน , อุเปกขา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
             ทะสะ ปาระมี สัมปันโน , ทะสะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทะสะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
                                    พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
                                    ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
                                    สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นะมามิหัง
คำแปล
                พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือทาน ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งทานบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือทานอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
                พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือศีล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งศีลบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือศีลอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
                พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือเนกขัมมะ ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งเนกขัมมะบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือเนกขัมมะอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
                พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือปัญญา ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งปัญญาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือปัญญาอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
                พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือวิริยะ ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งวิริยะบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือวิริยะอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
                พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือขันติ ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งขันติบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือขันติอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
                พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือสัจจะ ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งสัจจะบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือสัจจะอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
                พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคืออธิษฐาน ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งอธิษฐานบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคืออธิษฐานอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
                พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือเมตตา ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือเมตตาอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
                พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคืออุเบกขา ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งอุเบกขาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคืออุเบกขาอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
                พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือทสบารมี ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งอุปบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งปรมัตถบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
ข้าพเจ้า ย่อมถึง ซึ่พระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก
ข้าพเจ้า ย่อมถึง ซึ่งพระธรรม ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก
ข้าพเจ้า ย่อมถึง ซึ่พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก
ข้าพเจ้าย่อมนอบน้อม

อธิบาย บารมี 30 ทัศ
                       การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาตินั้นๆ บารมีที่บำเพ็ญนั้นคือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี รวมเรียกว่าบารมี ๓๐ (๓ x ๑๐) โดยแบ่งเป็นบารมีชั้นธรรมดา ๑๐ (บารมี) บารมี ชั้นกลาง ๑๐ (อุปบารมี) และ บารมีชั้นสูง ๑๐ (ปรมัตถบารมี) รวมเป็นบารมี ๓๐ ประการ ในอรรถกถาจริยาปิฎกพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ ได้จัดชาดกเรื่องต่างๆ ลงในบารมีทั้ง ๓๐ ประการ มีนัยโดยสังเขปที่น่าศึกษา ดังนี้
๑. ทานบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทานบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสีวิราช (๒๗/๔๙๙) ทรงบำเพ็ญทานอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร (๒๘/๕๔๗) และทรงบำเพ็ญทานปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกระต่ายป่าสสบัณฑิต (๒๗/๓๑๖)
๒. ศีลบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญศีลบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัตทันต์เลี้ยงมารดา (๒๗/๗๒) ทรงบำเพ็ญศีลอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญานาคภูริทัต (๒๘/๕๔๓)
๓. เนกขัมมบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นอโยฆรราชกุมาร (๒๗/๕๑๐) ทรงบำเพ็ญเนกขัมมอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นหัตถิปาลกุมาร (๒๗/๕๐๙) และทรงบำเพ็ญเนกขัมมปรมัตถบารมี ในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจูฬสุตโสม (๒๗/๕๒๗)
๔. ปัญญาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นสัมภวกุมาร (๒๗/๕๑๕) ทรงบำเพ็ญปัญญาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นอำมาตย์วิธุรบัญฑิต (๒๘/๕๔๖) และทรงบำเพ็ญปัญญาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นเสนกบัณฑิต (๒๗/๔๐๒)
๕. วิริยบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญวิริยบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญากปิ (๒๗/๕๑๖) ทรงบำเพ็ญวิริยอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสีลวมหาราช (๒๗/๕๑) และทรงบำเพ็ญวิริยปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก (๒๘/๕๓๙)
๖. ขันติบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญขันติบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นจูฬธัมมปาลราชกุมาร (๒๗/๓๕๘) ทรงบำเพ็ญขันติอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นธัมมิกเทพบุตร (๒๗/๔๕๗) และทรงบำเพ็ญขันติปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นขันติวาทีดาบส (๒๗/๓๑๓)
๗. สัจจบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญสัจจบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นวัฏฏกะ (ลูกนกคุ่ม (๒๗/๓๕) ทรงบำเพ็ญสัจจอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญาปลาช่อน (๒๗/๗๕) และทรงบำเพ็ญสัจจปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหาสุตโสม (๒๘/๕๓๗)
๘. อธิษฐานบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญากุกกุระ (๒๗/๒๒) ทรงบำเพ็ญอธิษฐานอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นมาตังคบัณฑิต (๒๗/๔๙๗) และทรงบำเพ็ญอธิษฐานปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเตมิยราชกุมาร (๒๘/๕๓๘)
๙. เมตตาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นสุวรรณสามดาบส (๒๘/๕๔๐) ทรงบำเพ็ญเมตตาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกัณหาทีปายนดาบส (๒๗/๔๔๔) และทรงบำเพ็ญเมตตาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าเอกราช
๑๐. อุเบกขาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกัจฉปบัณฑิต (๒๗/๒๗๓) ทรงบำเพ็ญอุเบกขาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญามหิส (๒๗/๒๗๘) และทรงบำเพ็ญอุเบกขาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นโลมหังสบัณฑิต (๒๗/๙๔) หมายเหตุ เลขหน้าเป็นลำดับเล่มพระไตรปิฎก เลขหลังเป็นลำดับชาดก เช่น (๒๗/๒๗๓) หมายถึง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ ชาดกเรื่องที่ ๒๗๓)
  • การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาติหนึ่ง ๆ มิใช่ว่าจะทรงบำเพ็ญบารมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ทรงบำเพ็ญทานบารมี หรือทรงบำเพ็ญศีลบารมีอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในชาติเดียวกันนั้น ได้บำเพ็ญบารมีหลายอย่างควบคู่กันไป แต่อาจเด่นเพียงบารมีเดียว ที่เหลือนอกนั้นเป็นบารมีระดับรอง ๆ ลงไป เช่น ในชาติที่เป็นพระเวสสันดรทรงบำเพ็ญบารมีครบทั้ง ๑๐ บารมี


อิติปิโสรัตนมาลา ๑๐๘ (คาถาดอกไม้สวรรค์)

นะโม พุทธายะ นะโม ธัมมายะ นะโม สังฆายะ
นะโม พุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
ขอนอบน้อมต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
————————————————————
คาถาทิพยบุปผาสวรรค์ (คาถาดอกไม้สวรรค์)
            สิทธิการิยะ มนต์บทหนึ่งเป็นเมตตามหานิยมที่หาประมาณอานิสงค์มิได้นั่น มีอยู่หลายคติด้วยกัน คติมนต์เมตตามหานิยมแห่งพระพุทธคุณก็มีด้วยมนต์ดอกไม้สวรรค์ เป็นยอดแห่งเมตตามหานิยม ขานนามที่เป็นพุทธคุณว่า อิติปิโสรัตนมาลา ๑๐๘ อันเหล่าพระอาจารย์ก็ดี คณาจารย์ก็ดี เกจิอาจารย์ก็ดี เถระอาจารย์ก็ดี ทั้งหลายกล่าวว่า หากจะหยั่งให้เจริญจนได้ผลอานิสงค์แห่งเมตตามหานิยมต้องกำกับเสมอว่าพระคาถานี้มีชื่อเรียกขนานนามว่า “ดอกไม้สวรรค์” พึงอุปเท่ห์ใช้เสกเครื่องปรุงเครื่องหอมเครื่องแต่งเครื่องใส่ทั้งหลาย เสื่อผ้าทั้งหลายแล้ว ดอกไม้สวรรค์นี้ย่อมยังเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งร้ายทั้งปวงอันมีอาถรรพ์แรงนักหนาของพระภูมิ เจ้าที่ เทวดา อันมีถูกกับบุคคล ทำให้ถึงแก่โรคาห้อมล้อม เจ็บเล็กเจ็บน้อย สามวันสบาย สี่วันเป็นโรค หาความอันสุขสงบสันติมิได้ โบราณจารย์ท่านว่า ความสันติ อาศัยคุณแห่งพระคาถานี้ พึงจัดหาของให้ครบสิ่งจักมีบายศรีปากชามหนึ่งคู่ เครื่องสังเวยหัวหมู เหล้า เงินขันครูบาอาจารย์อีก ๒๔ สลึง หากมีอีกก็จักดีนักทั้งขนมข้าวต้ม ข้าวตอกเศษเงินเป็นต้นเป็นปฐมไป
            พีธีกรรมก็หามีอันใดมากมายไม่ ตั้งเครื่องบูชา เจริญมนต์เสกเครื่องเซน ๙ จบ เสกเจิม ๙ จบ อัญเชิญหมู่เทพเทวดาผีสางนางไม้เจ้าป่าเจ้าเขาเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย มารับเครื่องสังเวย หลักจากเชิญท่านทั้งหลายกลับก็ถึงเวลา ที่เราจะกิน เพื่อเป็นศิริมงคล แล้วหมู่เทพเทวดาผีสางนางไม้เจ้าป่าเจ้าเขาเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย จะรักใคร่ ช่วยเหลือเรา ไม่เป็นอันตรายอีกต่อไป สามารถเจริญมนต์นี้เป็นการหว่านทรายได้ด้วยเช่นกัน
            อนึ่งอันใดอิติปิโสรัตนมาลา ๑๐๘ นี้มีความสำคัญมากต่อการลงนะหน้าทอง นะสาริกา นะการเวก นะมหานิยม มหานะสาริกา มหานะการเวก ฯลฯ ทั้งหมดทั้งสิ้น จะต้องพึ่งคาถานี้
            หากผู้ใดพึงจักใช้มนต์นี้ทางคุณพุทธก็ดี คุณไสยก็ดี ให้แปลงใจว่าเป็นพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสงฆคุณทั้งหมด จึงจักได้ผลดี การเจริญคาถานี้เจริญได้ในทุกคน แต่ในทางไสยแล้วผู้ใดจริตพร่องต่อคาถานี้ก็เจริญให้ถึงพร้อมมิได้ หมายความว่าอานิสงค์ไม่ครบองค์บริบรูณ์ ผู้ที่เกิดเดือนขึ้นย่อมเจริญมนต์นี้ได้ผละอานิสงค์กว่าเดือนแรม แต่ผู้ใดที่เกิดเดือนแรมประสงค์ให้อานิสงค์ครบบริบูรณ์ พึงให้ผู้เจริญมนต์นี้ได้ครบองค์มาเจริญให้ไปพร้อมๆกับตน แล้วจะเกิดผละมากมาย อันเนื่องด้วยมนต์บทนี้เป็นทางเมตตามหานิยม
            ทางเสน่ห์ เมตตามหานิยมใช้ธาตุนํ้า (อาโปธาตุ) ภาวนาว่า นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ แล้วหนุนด้วยแก้วมณีโชติว่า นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ ให้ตั้งธาตุว่าอย่างนี้เป็นปฐมไปก่อน
            แล้วพึงตั้งจิตให้หมั่น เจริญคาถาทิพยบุปผาสวรรค์ ต่อไปดังนี้

พระอิติปิโสรัตนมาลา ๑๐๘
หันทะ มะยัง อะนุสสะระณะ ปาฐะ คาถาโย ภะณา มะเส ฯ

พระพุทธคุณ ๕๖

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุุทโธ 
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
 
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา
 
เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.
๑. อิ. อิฏโฐ สัพพัญญุตัญญานัง      อิจฉันโต อาสะวักขะยัง 
อิฏฐัง ธัมมัง อะนุปปัตโต               อิทธิมันตัง นะมามิหัง
๒. ติ. ติณโณ โย วัฏฏะทุกขัมหา    ติณณัง โลกานะมุตตะโม 
ติสโสภูมี อะติกกันโต                    ติณณะโอฆัง นะมามิหัง
๓. ปิ. ปิโย เทวะมะนุสสานัง          ปิโยพรหมานะมุตตะโม 
ปิโย นาคะสุปัณณานัง                   ปิณินทริยัง นะมามิหัง
๔. โส. โสกา วิรัตตะจิตโต            โย โสภะนาโม สะเทวะเก 
โสกัปปัตเต ปะโมเทนโต              โสภะวัณณัง นะมามิหัง
๕. ภะ. ภะชิตา เยนะ สัทธัมมา        ภัคคะปาเปนะ ตาทินา 
ภะยะสัตเต ปะหาเสนโต                ภะยะสันตัง นะมามิหัง
๖. คะ. คะมิโต เยนะ สัทธัมโม        คะมาปิโต สะเทวะกัง 
คัจฉะมาโน สิวัง รัมมัง                   คะตะธัมมัง นะมามิหัง
๗. วา. วานา นิกขะมิ โย ตัณหา      วาจัง ภาสะติ อุตตะมัง 
วานะ นิพพาปะ นัตถายะ                วายะมันตัง นะมามิหัง
๘. อะ. อะนัสสา สะกะสัตตานัง     อัสสาสัง เทติ โย ชิโน 
อะนันตะคุณะสัมปันโน                 อันตะคามิง นะมามิหัง
๙. ระ. ระโต นิพพานะสัมปัตเต      ระโต โย สัตตะโมจะเน 
รัมมาเปตีธะ สัตเต โย                    ระณะจัตตัง นะมามิหัง
๑๐. หัง. หัญญะติ ปาปะเก ธัมเม     หังสาเปติ ปะรัง ชะนัง 
หังสะมานัง มะหาวีรัง                     หันตะปาปัง นะมามิหัง
๑๑. สัม. สังขะตาสังขะเต ธัมเม      สัมมา เทเสสิ ปาณินัง 
สังสารัง สังวิฆาเฏติ                        สัมพุทธันตัง นะมามิหัง
๑๒. มา. มาตาวะ ปาลิโต สัตเต       มานะถัทเธ ปะมัททิโต 
มานิโต เทวะสังเฆหิ                       มานะฆาฏัง นะมามิหัง
๑๓. สัม. สัญจะยัง ปาระมี               สัมมา สัญจิตะวา สุขะมัตตะโน 
สังขารานัง ขะยัง ทิสวา                  สันตะคามิง นะมามิหัง
๑๔. พุท. พุชฌิตวา จะตุสัจจานิ       พุชฌาเปติ มะหาชะนัง 
พุชฌาเปนตัง สิวัง มัคคัง                พุทธะเสฏฐัง นะมามิหัง
๑๕. โธ. โธติ ราเค จะ โทเส จะ      โธติ โมเห จะ ปาณินัง 
โธตะเกลสัง มะหาปุญญัง               โธตาสะวัง นะมามิหัง
๑๖. วิช. วิเวเจติ อะสัทธัมมา           วิจิตะวา ธัมมะเทสะนัง 
วิเวเก ฐิตะจิตโต โย                        วิทิตันตัง นะมามิหัง
๑๗. ชา. ชาติธัมโม ชะราธัมโม       ชาติอันโต ปะกาสิโต 
ชาติเสฏเฐนะ พุทเธนะ                    ชาติมุตตัง นะมามิหัง
๑๘. จะ. จะเยติ ปุญญะสัมภาเร       จะเยติ สุขะสัมปะทัง 
จะชันตัง ปาปะกัมมานิ                    จะชาเปนตัง นะมามิหัง
๑๙. ระ. ระมิตัง เยนะ นิพพานัง       รักขิตา โลกะสัมปะทา 
ระชะโทสาทิเกลเสหิ                       ระหิตันตัง นะมามิหัง
๒๐. ณะ. นะมิโตเยวะ พรหเมหิ       นะระเทเวหิ สัพพะทา 
นะทันโต สีหะนาทัง โย                  นะทันตัง ตัง นะมามิหัง
๒๑. สัม. สังขาเร ติวิเธ โลเก           สัญชานาติ อะนิจจะโต 
สัมมา นิพพานะสัมปัตติ                 สัมปันโน ตัง นะมามิหัง
๒๒.ปัน. ปะกะโต โพธิสัมภาเร       ปะสัฏโฐ โย สะเทวะเก 
ปัญญายะ อะสะโม โหติ                  ปะสันนัง ตัง นะมามิหัง
๒๓. โน. โน เทติ นิระยัง                 คันตุง โน จะ ปาปัง อะการะยิ 
โน สะโม อัตถิ ปัญญายะ                 โนนะธัมมัง นะมามิหัง
๒๔. สุ. สุนทะโร วะระรูเปนะ         สุสะโร ธัมมะภาสะเน 
สุทุททะสัง ทิสาเปติ                        สุคะตันตัง นะมามิหัง
๒๕. คะ. คัจฉันโต โลกิยา ธัมมา     คัจฉันโต อะมะตัง ปะทัง 
คะโต โส สัตตะโมเจตุง                  คะตัญญาณัง นะมามิหัง
๒๖. โต. โตเสนโต วะระธัมเมนะ    โตสัฏฐาเน สิเว วะเร 
โตสัง อะกาสิ ชันตูนัง                     โตละจิตตัง นะมามิหัง
๒๗. โล. โลเภ ชะหะติ สัมพุทโธ    โลกะเสฏโฐ คุณากะโร
โลเภ สัตเต ชะหาเปติ                      โลภะสันตัง นะมามิหัง
๒๘. กะ. กันโต โย สัพพะสัตตานัง   กัตวา ทุกขักขะยัง ชิโน 
กะเถนโต มะธุรัง ธัมมัง                   กะถาสัณหัง นะมามิหัง
๒๙. วิ. วินะยัง โย ปะกาเสติ            วิทธังเสตวา ตะโย ภะเว 
วิเสสัญญาณะสัมปันโน                   วิปปะสันนัง นะมามิหัง
๓๐. ทู. ทูเส สัตเต ปะหาเสนโต      ทูรัฏฐาเน ปะกาสะติ 
ทูรัง นิพพานะมาคัมมะ                    ทูสะหันตัง นะมามิหัง
๓๑. อะ. อันตัง ชาติชะราทีนัง         อะกาสิ ทิปะทุตตะโม 
อะเนกุสสาหะจิตเตนะ                    อัสสาเสนตัง นะมามิหัง
๓๒. นุต. นุเทติ ราคะจิตตานิ           นุทาเปติ ปะรัง ชะนัง 
นุนะ อัตถัง มะนุสสานัง                   นุสาสันตัง นะมามิหัง
๓๓. ตะ. ตะโนติ กุสะลัง กัมมัง       ตะโนติ ธัมมะเทสะนัง 
ตัณหายะ วิจะรันตานัง                     ตัณหาฆาฏัง นะมามิหัง
๓๔. โร. โรเสนโต เนวะ โกเปติ      โรเสเหวะ นะ กุชฌะติ 
โรคานัง ราคะอาทีนัง                       โรคะหันตัง นะมามิหัง
๓๕. ปุ. ปุณันตัง อัตตะโน ปาปัง      ปุเรนตัง ทะสะปาระมี 
ปุญญะวันตัสสะ ราชัสสะ                ปุตตะภูตัง นะมามิหัง
๓๖. ริ. ริปุราคาทิภูตัง วะ                 ริทธิยา ปะฏิหัญญะติ 
ริตตัง กัมมัง นะ กาเรตา                   ริยะวังสัง นะมามิหัง
๓๗. สะ. สัมปันโน วะระสีเลนะ     สะมาธิปะวะโร ชิโน 
สะยัมภูญาณะสัมปันโน                  สัณหะวาจัง นะมามิหัง
๓๘. ทัม. ทันโต โย สะกะจิตตานิ   ทะมิตะวา สะเทวะกัง 
ทะทันโต อะมะตัง เขมัง                 ทันตินทริยัง นะมามิหัง
๓๙. มะ. มะหุสสาเหนะ สัมพุทโธ   มะหันตัง ญาณะมาคะมิ 
มะหิตัง นะระเทเวหิ                        มะโนสุทธัง นะมามิหัง
๔๐. สา. สารัง เทตีธะ สัตตานัง        สาเรติ อะมะตัง ปะทัง 
สาระถี วิยะ สาเรติ                           สาระธัมมัง นะมามิหัง
๔๑. ระ. รัมมะตาริยะสัทธัมเม          รัมมาเปติ สะสาวะกัง 
รัมเม ฐาเน วะสาเปนตัง                   ระณะหันตัง นะมามิหัง
๔๒. ถิ. ถิโต โย วะระนิพพาเน         ถิเร ฐาเน สะสาวะโก
 ถิรัง ฐานัง ปะกาเสติ                       ถิตัง ธัมเม นะมามิหัง
๔๓. สัต. สัทธัมมัง เทสะยิตวานะ   สันตะนิพพานะปาปะกัง 
สะสาวะกัง สะมาหิตัง                     สันตะจิตตัง นะมามิหัง
๔๔. ถา. ถานัง นิพพานะสังขาตัง     ถาเมนาธิคะโต มุนิ 
ถาเน สัคคะสิเว สัตเต                      ถาเปนตัง ตัง นะมามิหัง
๔๕. เท. เทนโต โย สัคคะนิพพานัง  เทวะมะนุสสะปาณินัง 
เทนตัง ธัมมะวะรัง ทานัง                 เทวะเสฏฐัง นะมามิหัง
๔๖. วะ. วันตะราคัง วันตะโทสัง     วันตะโมหัง อะนาสะวัง 
วันทิตัง เทวะพรหเมหิ                    มะหิตันตัง นะมามิหัง
๔๗. มะ. มะหะตา วิริเยนาปิ           มะหันตัง ปาระมิง อะกา 
มะนุสสะเทวะพรหเมหิ                  มะหิตันตัง นะมามิหัง
๔๘. นุส. นุนะธัมมัง ปะกาเสนโต   นุทะนัตถายะ ปาปะกัง 
นุนะ ทุกขาธิปันนานัง                     นุทาปิตัง นะมามิหัง
๔๙. สา. สาวะกานังนุสาเสติ           สาระธัมเม จะ ปาณินัง 
สาระธัมมัง มะนุสสานัง                  สาสิตันตัง นะมามิหัง
๕๐. นัง. นันทันโต วะระสัทธัมเม    นันทาเปติ มะหามุนิ 
นันทะภูเตหิ เทเวหิ                          นันทะนียัง นะมามิหัง
๕๑. พุท. พุชฌิตาริยะสัจจานิ           พุชฌาเปติ สะเทวะกัง 
พุทธะญาเณหิ สัมปันนัง                  พุทธัง สัมมา นะมามิหัง

๕๒. โธ. โธวิตัพพัง มะหาวีโร         โธวันโต มะละมัตตะโน 
โธวิโต ปาณินัง ปาปัง                      โธตะเกลสัง นะมามิหัง
๕๓. ภะ. ภะยะมาปันนะสัตตานัง      ภะยัง หาเปติ นายะโก 
ภะเว สัพเพ อะติกกันโต                    ภะคะวันตัง นะมามิหัง
๕๔. คะ. คะหิโต เยนะ สัทธัมโม      คะตัญญาเณนะ ปาณินัง 
คะหะณิยัง วะรัง ธัมมัง                     คัณหาเปนตัง นะมามิหัง
๕๕. วา. วาปิตัง ปะวะรัง ธัมมัง        วานะโมกขายะ ภิกขุนัง 
วาสิตัง ปะวะเร ธัมเม                       วานะหันตัง นะมามิหัง
๕๖. ติ. ติณโณ โย สัพพะปาเปหิ       ติณโณ สัคคา ปะติฏฐิโต 
ติเร นิพพานะสังขาเต                       ติกขะญาณัง นะมามิหัง
ฉัปปัญญาสะ พุทธะคาถา                 พุทธะคุณา สุคัมภิรา
เอเตสะมานุภาเวนะ                          โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา.

พระธรรมคุณ ๓๘

สวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก
เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วัญญูหีติ.
 ๑. สวาก. สวาคะตันตัง สิวัง รัมมัง สวานะยัง ธัมมะเทสิตัง 
สวาหุเนยยัง ปุญญะเขตตัง                         สวาสะภันตัง นะมามิหัง
๒. ขา. ขาทันโต โย สัพพะปาปัง  ขายิโต โย จะ มาธุโร 
ขายันตัง ติวิธัง โลกัง                       ขายิตันตัง นะมามิหัง
๓. โต. โตเสนโต สัพพะสัตตานัง  โตเสติ ธัมมะเทสะนัง 
โตสะจิตตัง สะมิชฌันตัง                โตสิตันตัง นะมามิหัง
๔. ภะ. ภัคคะราโค ภัคคะโทโส     ภัคคะโมโห อนุตตะโร 
ภัคคะกิเลสะสัตตานัง                     ภะคะวันตัง นะมามิหัง
๕. คะ. คัจฉันโต รัมมะเก สิเว        คะมาปิโต สะเทวะเก 
คัจฉันโต พรหมะจะริเย                  คัจฉันตันตัง นะมามิหัง
๖. วะ. วันตะราคัง วันตะโทสัง      วันตะโมหัง วันตะปาปะกัง 
วันตัง พาละมิจฉาทีนัง                    วันตะคันถัง นะมามิหัง
๗. ตา. ตาเรสิ สัพพะสัตตานัง        ตาเรสิ โอริมังติรัง 
ตาเรนตัง โอฆะสังสารัง                 ตาเรนตันตัง นะมามิหัง
๘. ธัม. ธะระมาเนปิ สัมพุทเธ         ธัมมัง เทสัง นิรันตะรัง 
ธะเรติ อะมังตัง ฐานัง                      ธะเรนตันตัง นะมามิหัง
๙. โม. โมหัญเญ ทะมันโต สัตเต  โมหะชิเต อะการะยิ 
โมหะชาเต ธัมมะจารี                      โมหะชิตัง นะมามิหัง
๑๐. สัน. สัพพะสัตตะตะโมนุโท  สัพพะโสกะวินาสะโก 
สัพพะสัตตะหิตักกะโร                   สัพพะสันตัง นะมามิหัง
๑๑. ทิฏ. ทิฏเฐ ธัมเม อะนุปปัตโต  ทิฏฐิกังขาทะโย ลุโต 
ทิฏฐี ทวาสัฏฐิ ฉินทันโต                 ทิฏฐะธัมมัง นะมามิหัง
๑๒. ฐิ. ฐิติสีละสะมาจาเร               ฐิติเตระสะธุตังคะเก 
ฐิติธัมเม ปะติฏฐาติ                          ฐิติปะทัง นะมามิหัง
๑๓. โก. โกกานัง ราคัง ปีเฬติ         โกโธปิ ปะฏิหัญญะติ 
โกกานัง ปูชิโต โลเก                       โกกานันตัง นะมามิหัง
๑๔. อะ. อัคโค เสฏโฐ วะระธัมโม อัคคะปัญโญ ปะพุชฌะติ 
อัคคัง ธัมมัง สุนิปุณัง                       อัคคันตัง วะ นะมามิหัง
๑๕. กา. กาเรนโต โย สิวัง รัชชัง    กาเรติ ธัมมะจาริเย 
กาตัพพะสุสิกขากาเม                     กาเรนตันตัง นะมามิหัง
๑๖. ลิ. ลิโต โย สัพพะทุกขานิ        ลิขิโต ปะฏิกัตตะเย 
ลิมปิเตปิ สุวัณเณนะ                        ลิตันตังปิ นะมามิหัง
๑๗. โก. โก สะทิโสวะ ธัมเมนะ    โก ธัมมัง อะภิปูชะยิ 
โก วินทะติ ธัมมะระสัง                   โกสะลันตัง นะมามิหัง
๑๘. เอ. เอสะติ พุทธะวะจะนัง      เอสะติ ธัมมะมุตตะมัง
 เอสะติ สัคคะโมกขัญจะ                เอสะตันนัง นะมามิหัง
๑๙. หิ. หิเน ฐาเน นะ ชายันเต         หิเน โถเมติ สุคคะติง 
หิเน โมหะสะมัง ชาลัง                    หินันตังปิ นะมามิหัง
๒๐. ปัส. ปะกะโต โพธิสัมภาเร     ปะสัฏโฐ โย สะเทวะเก 
ปัญญายะ นะ สะโม โหติ                ปะสันโน ตัง นะมามิหัง
๒๑. สิ. สีเลนะ สุคะติง ยันติ           สีเลนะ โภคะสัมปะทา 
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ                       สีละธัมมัง นะมามิหัง
๒๒. โก. โก โส อัคคะปุญโญ พุทโธ โกธะชะหัง อะธิคัจฉะติ 
โก ธัมมัญจะ วิชานาติ                      โกธะวันตัง นะมามิหัง
๒๓. โอ. โอภะโต สัพพะกิเลสัง    โอภัญชิโต สัพพาสะวัง 
โอภะโต ทิฏฐิชาลัญจะ                   โอภะตัง ตัง นะมามิหัง
๒๔. ปะ. ปัญญา ปะสัฏฐา โลกัสมิง ปัญญา นิพเพธะคามินี 
ปัญญายะ นะ สะโม โหติ                ปะสันโน ตัง นะมามิหัง
๒๕. นะ. นะรานะระหิตัง ธัมมัง    นะระเทเวหิ ปูชิตัง 
นะรานัง กามะปังเกหิ                      นะมิตันตัง นะมามิหัง
๒๖. ยิ. ยิชชะเต สัพพะสัตตานัง    ยิชชะเต เทวะพรหมุนา 
ยิชชิสสะเต จะ ปาณีหิ                     ยิฏฐันตัมปิ นะมามิหัง
๒๗. โก. โกปัง ชะหะติ ปาปะกัง โกธะโกธัญจะ นาสะติ 
โกธัง ชะเหติ ธัมเมนะ                     โกธะนุทัง นะมามิหัง
๒๘. ปัจ. ปะปัญจาภิระตา ปะชา   ปะชะหิตา ปาปะกา จะโย 
ปัปโปติ โสติวิปุโล                           ปัชโชตันตัง นะมามิหัง
๒๙. จัต. จะริตวา พรหมะจะริยัง   จัตตาสะโว วิสุชฌะติ 
จะชาเปนตัง วะ ทาเนนะ                จะชันตันตัง นะมามิหัง
๓๐. ตัง. ตะโนติ กุสะลัง กัมมัง      ตะโนติ สัพพะวีริยัง 
ตะโนติ สีละสะมาธิง                       ตะนันตังวะ นะมามิหัง
๓๑. เว. เวรานิปิ นะ พันธันติ          เวรัง เตสูปะสัมมะติ
 เวรัง เวเรนะ เวรานิ                       เวระสันตัง นะมามิหัง
๓๒. ทิ. ทีฆายุโก พะหุปุญโญ        ทีฆะรัตตัง มะหัพพะโล 
ทีฆะสุเขนะ ปุญเญนะ                     ทีฆะรัตตัง นะมามิหัง
๓๓. ตัพ. ตะโต ทุกขา ปะมุญจันโต ตะโต โมเจติ ปาณิโน 
ตะโต ราคาทิเกลเสหิ                       ตะโต โมกขัง นะมามิหัง
๓๔. โพ. โพธิง วิชชา อุปาคะมิ      โพเธติ มัคคะผะลานิ จะ 
โพธิยา สัพพะธัมมานัง                    โพธิยันตัง นะมามิหัง
๓๕. วิญ. วิระติ สัพพะทุกขัสมา    วิริเยเนวะ ทุลละภา 
วิริยาตาปะสัมปันนา                        วิระตันตัง นะมามิหัง
๓๖. ญู. ญูตัญญาเณหิ สัมปันนัง     ญูตะโยคะสะมัปปิตัง 
ญูตัญญาณะทัสสะนัญจะ                ญูตะโยคัง นะมามิหัง
๓๗. หี. หีสันติ สัพพะโทสานิ       หีสันติ สัพพะภะยานิ จะ 
หีสะโมหา ปะฏิสสะตา                  หีสันตันตัง นะมามิหัง
๓๘. ติ. ติณโณ โย วัฏฏะทุกขัมหา ติณณัง โลกานะมุตตะโม 
ติสโส ภูมี อะติกกันโต                    ติณณะโอฆัง นะมามิหัง
อัฏฐัตติงสะ ธัมมะคาถา                  ธัมมะคุณา สุคัมภิรา 
เอเตสะมานุภาเวนะ                          โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา.

พระสังฆคุณ ๑๔

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆฯ
๑. สุ. สุทธะสีเลนะ สัมปันโน         สุฏฐ โย ปะฏิปันนะโก 
สุนทะโร สาสะนะกะโร                 สุนทะรันตัง นะมามิหัง
๒. ปะ. ปะฏิสัมภิทัปปัตโต โย        ปะสัฏโฐ วะ อะนุตตะโร 
ปัญญายะ อุตตะโร โลเก                 ปะสัฏฐันตัง นะมามิหัง
๓. ฏิ. ติตถะกะระชิโต สังโฆ         ติตโถ ธีโรวะ สาสะเน 
ติตถิโย พุทธวะจะเน                       ติตถันตังปิ นะมามิหัง
๔. ปัน. ปะสัฏโฐ ธัมมะคัมภีโร      ปัญญะวา จะ อะวังกะโต 
ปัสสันโต อัตถะธัมมัญจะ               ปะสัฏฐังปิ นะมามิหัง
๕. โน. โน เจติ กุสะลัง กัมมัง         โน จะ ปาปัง อะการะยิ 
โนนะตัง พุชฌะติ ธัมมัง                 โนทิสันตัง นะมามิหัง
๖. ภะ. ภัคคะราโค ภัคคะโทโส      ภัคคะโมโห จะ ปาณินัง 
ภัญชะโก สัพพะเกลสานัง              ภะคะวันตัง นะมามิหัง
๗. คะ. คัจฉันโต โลกิยัง ธัมมัง      คัจฉันโต โลกุตตะรัมปิจะ 
คะโตเยวะ กิเลเสหิ                          คะมิตันตัง นามาะมิหัง
๘. วะ. วัณเณติ กุสะลัง ธัมมัง         วัณเณติ สีละสัมปะทัง 
วัณเณติ สีละรักขิตัง                        วัณณิตันตัง นะมามิหัง
๙. โต. โตเสนโต เทวะมะนุสเส     โตเสนโต ธัมมะเทสะยิ 
โตเสติ ทุฏฐะจิตเตปิ                        โตเสนตันตัง นะมามิหัง
๑๐. สา. สาสะนัง สัมปะฏิจฉันโน สาสันโต สิวะคามินิง 
สาสะนะมะนุสาสันโต                    สาสันตันตัง นะมามิหัง
๑๑. วะ. วันตะราคัง วันตะโทสัง   วันตะโมหัง สุทิฏฐิกัง 
วันตัญจะ สัพพะปาปานิ                 วันตะเกลสัง นะมามิหัง
๑๒. กะ. กะโรนโต สีละสะมาธิง กะโรนโต สาระมัตตะโน 
กะโรนโต กัมมะฐานานิ                  กะโรนตันตัง นะมามิหัง
๑๓. สัง. สังสาเร สังสะรันตานัง    สังสาระโต วิมุจจิ โส 
สังสาระทุกขา โมเจสิ                      สังสุทธันตัง นะมามิหัง
๑๔. โฆ. โฆระทุกขักขะยัง             กัตวา โฆสาเปติ สุรัง นะรัง 
โฆสะยิ ปิฏะกัตตะยัง                      โฆสะกันตัง นะมามิหัง
จะตุททะสะ สังฆะคาถา                 สังฆะคุณา สุคัมภิรา
เอเตสะมานุภาเวนะ                        โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา
ฉัปปัญญาสะ พุทธะคุณา                ธัมมะคุณา อัฏฐะติงสะติ
สังฆคุณา จะ จุททะสะ                    อัฏฐตตะระสะเต อิเม
ทิเน ทิเน สะระเตปิ โสตถี               โหนติ นิรันตะรันติ.

จบพระคาถาอิติปิโสรัตนมาลา ๑๐๘

ปิ. ปิโย เทวะมะนุสสานัง ปิโย พรัหมานะมุตตะโม
ปิโย นาคะสุปัณณานัง ปิณินทะริยัง นะมามิหัง