สัญชีวนีมนต์ (ว่าด้วยการทำให้ไม่ตาย)

สัญชีวนีมนตรา มฤตสัญชีวนีมนต์ สัญชีวนี

            จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้สั่งสมมาในการศึกษาศาสตร์แขนงนี้ และได้ค้นคว้ามาในระยะเวลาหนึ่ง ผู้เขียนได้รวบรวมความรู้ส่วนหนึ่งเข้ามาไว้ในบทความนี้ เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั้งหลาย แม้ว่าจะไม่ละเอียดมากนั้นแต่ก็คงพอเป็นแนวทางแก่ผู้กำลังจะศึกษาเรื่องนี้อยู่ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเช่นนี้
                                                             ..........................
ภาคต้น สัญชีวนีในวรรณกรรม
มนต์บทหนึ่งที่เป็นตำนานกล่าวขาลกันมาแต่ยุคโบราณ ปรากฏอยู่พระเวท และชาดกเรื่องต่างๆ ทั้งในวรรณกรรมต่างๆ รามยาณะ นิทานเวตาล แม้แต่ในพระอภัยมณี

ในปุราณะ และรามยาณะ
ความเป็นมาของมนต์บทนี้ เป็นมนต์อมฤต เป็นมนต์ที่คล้ายว่าเป็นอมตะ เท้าความถึงเทพนพเคราะห์ นามว่า อุศนัศ เป็นบุตรของพระฤาษีภฤคุผู้ทรงเป็นหนึ่งในเจ็ดมหาสัปตะฤาษีผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง7 มนัสบุตรของพระพรหมา กับนางชยาติ ซึ่งอุศนัศจึงอยู่ในวรรณะพราหมณ์ ในวัยหนุ่มอุศนัสได้ร่ำเรียนพระเวทกับพระฤาษีอังคีรส ในการเล่าเรียนครั้งนั้นได้เรียนพร้อมกับพระพฤหัสบดี จึงมีความชำนาญในพระเวทไม่แพ้พระพฤหัสบดี แต่พระฤาษีอังคีรสมีความลำเอียง รักพระพฤหัสบดีมากกว่า อุศนัศจึงไปศึกษากับพระฤาษีเคาตมะแทน และได้รับขาลนามว่าเป็น “ศุกระจารยะ ” หรือ “ ศุกราจารย์” เป็นครูของเหล่าอสูร ต่อมาศุกราจารย์ได้บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งคลัดต่อพระศิวะมหาเทพ เมื่อการบำเพ็บตบะครั้งนั้นเป็นไปด้วยดี แต่พระอินทร์เคยส่งนางชยันตีไปรบกวนตบะของศุกราจารย์ เพื่อให้การบำเพ็ญตบะดังกล่าวไม่สัมฤทธิ์ผล แต่กลายเป็นว่านางไปปรนนิบัติแก่ศุกราจารย์เป็นอย่างดี จนการบำเพ็ญตบะครั้งนั้นสำเร็จ ศุกราจารย์จึงขอพรจากพระศิวะมหาเทพถึงมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ทำให้ไม่ได้สามารถชุบชีวิตผู้ที่ตายไปแล้วขึ้นมาได้ พระศิวะมหาเทพจึงประทานมนต์ “สัญชีวนี” ให้แก่ศุกราจารย์ 

            ในวามนาวตาร ครั้งหนึ่งท้าวอสูรพลีสู้รบกับเหล่าเทวดาในศึกชิงน้ำอมฤต แต่อสูรพลีพ่ายแพ้แก่เทวดา จึงถูกเหล่าเทวดาฆ่าตาย แต่เมื่อเหล่าอสูรนำศพของท้าวอสูรพลีกลับเข้าเมือง ศุกราจารย์เห็นดังนั้นจึงใช้มนต์สัญชีวนีชุบชีวิตท้าวอสูรพลีขึ้นมาใหม่ ยิ่งใหญ่กว่าเดิมและมีฤทธานุภาพมากกว่าเดิม ออกสู้รบจนยึดของได้ทั้งบาดาล มนุษย์และสวรรค์ ทั้งพระอินทร์และเหล่าเทวดาจึงไปเข้าเฝ้าพระนารยณ์เพื่อขอความช่วยเหลือ
            พระนารายณ์จึงอวตารมาเป็นพราหมณ์ร่างเล็ก นามว่า วามน  หรือวามนาพราหมณ์  ไปพบท้าวพลี   และท้าวพลีก็เกิดความเลื่อมใสในวามนาพราหมณ์ตั้งแต่แรกเห็น  จนถึงกับออกปากว่า “ ไม่ว่าท่านจะประสงค์สิ่งใด  เราก็จะให้ตามนั้น ”  พระนารายณ์ในร่างวามนาพราหมณ์จึงตอบว่า “ เราต้องการที่ดินเพียงแค่สามย่างก้าวเท่านั้น ” ซึ่งท้าวพลีก็เห็นว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยเหลือเกินจึงตกลงมอบให้  ทว่าพระศุกร์ผู้เป็นปุโรหิตและอาจารย์ของท้าวพลีเห็นผิดสังเกตจึงทักท้วงห้าม  เนื่องจากรู้สึกว่าสิ่งที่พราหมณ์ร่างเล็กนี้ขอเป็นสิ่งที่ผิดปกติเกินกว่าที่ใครๆจะขอกัน  จึงน่าจะมีเลศนัยบางอย่างอันเป็นภัยใหญ่หลวงแฝงมา  แต่ท้าวพลีก็ไม่เชื่อฟังคำเตือนของศุกราจารย์   จึงนำสุหร่ายบรรจุน้ำสิโนทกมาเตรียมที่จะทำการหลั่งน้ำสิโนทกมอบที่ดินสามย่างก้าวให้แก่วามนาพราหมณ์
            ศุกราจารย์ จึงได้แฝงเข้าในสุหร่ายนั้น  และใช้ร่างตนเองปิดกั้นไม่ให้น้ำสิโนทกไหลออกมา  ฝ่ายท้าวพลีเมื่อไม่อาจหลั่งน้ำได้ก็ประหลาดใจ  แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจอะไรมากไปกว่าคิดว่าสุหร่ายคงจะตัน  พระนารายณ์เห็นได้ทีจึงอาสาตรวจดูสุหร่ายให้  และใช้ใบหญ้าคาแทงเข้าไปในสุหร่าย  เพื่อแทงตาศุกราจารย์ ให้ได้รับความเจ็บปวดจนต้องละจากสุหร่ายไป  ท้าวพลีจึงสามารถหลั่งน้ำสิโนทกได้  และในทันทีที่พิธีมอบเสร็จสิ้นลง  พระนารายณ์ก็กลับคืนร่างเดิมเป็นมหาเทพร่างมหึมา  และทำการย่างก้าวเหยียบสามขุม  โดยก้าวแรกเหยียบพิภพสวรรค์ทั้งหมด  ก้าวที่สองเหยียบแผ่นดินมนุษย์ทั้งหมด  และในขณะที่ก้าวที่สามกำลังจะเหยียบไปยังบาดาล  ท้าวพลีก็รีบก้มลงกราบขอขมา  และขอให้เหยียบก้าวที่สามลงบนศีรษะตนแทน  เพราะหากพระนารายณ์ยึดพิภพบาดาลไปอีก  ตนก็จะไม่มีที่อยู่   พระนารายณ์เห็นว่าท้าวพลีรู้จักสำนึกผิด  ซึ่งแตกต่างไปจากอสูรใจพาลตัวอื่นๆที่พระองค์เคยเจอมา  ประกอบกับสาเหตุที่ท้าวพลีมีศักดิ์เป็นหลานของพญาประหลาต  ซึ่งเป็น ๑ ในสาวกของพระองค์เอง  พระนารายณ์จึงทรงลดหย่อนโทษให้  โดยการให้ท้าวพลีไปอยู่ในบาดาลคอยรับเครื่องสังเวย พลีกรรมของมนุษย์เป็นภักษาหารจนกว่าจะหมดกรรม ส่วนพระศุกร์หรือศุกระจารยะนั้น ก็ยังคงเป็นอาจารย์ที่เคารพนับถือของเหล่าอสูร และคอยช่วยเหลืออสูรซึ่งเป็นลูกศิษย์ของตนมาตราบจนทุกวันนี้

นางมณโฑ จากรามะยะณะ

           นางมณโฑเทวีเป็นนางฟ้าผู้รับใช้ใกล้ชิดของพระอุมาเทวี อดีตชาติเป็นนางกบ ที่ได้อาศัยอยู่กับพระฤๅษี ๔ องค์ที่บำเพ็ญตบะมาหลายหมื่นปี คือ อตันตา
, อธิรา, วิสูตร และ มหาโรมสิงห์ ณ เชิงเขาหิมพานต์ ทุกเช้าจะมีนางโคห้าร้อยตัวมาหยดน้ำนมลงในอ่างให้ฤๅษีดื่มกิน ฤๅษีก็จะแบ่งน้ำนมให้แก่นางกบกินด้วยทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งมีนางนาคขึ้นมาจากเมืองบาดาลด้วยความกำหนัดใคร่หาชายมาสมสู่ด้วย หาเท่าไรก็ไม่เจอผู้ชายซักคนจนไปพบงูดินเพศผู้ตัวหนึ่งจึงกลายร่างเป็นพญานาคและร่วมสมสู่กับงูดิน ฤๅษีทั้ง๔เดินมาพบก็แปลกใจเหตุใดพญานาคลดตัวต่ำมาร่วมรักกับงูดินได้ พระฤๅษีจึงเอาไม้เท้าเคาะที่กลางหลัง นางนาคตกใจและอับอายหนีหายเข้าเมืองบาดาล นางนาคคิดได้จึงคิดฆ่าพระฤๅษีเพราะกลัวว่าจะนำเรื่องของตนไปเผยแพร่ จึงได้คายพิษใส่ในอ่างน้ำนมนางกบมาเห็นจึงกินนมในอ่างจนหมดจนตนเองตาย พระฤๅษีมาเห็นจึงเพ่งตบะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงทำการชุบชีวิตและเสกนางเป็นสาวงามและตั้งชื่อว่า นางมนโฑ ซึ่งหมายถึง นางกบ และนำนางไปถวายแก่พระอิศวร พระอิศวรรับนาง และให้นางไปเป็นนางพระกำนัล ของพระอุมาเทวี พระมเหสีของตน ภายหลังได้ประทานให้แก่ทศกัณฐ์ที่สามารถชะลอเขาไกรลาศให้ตั้งตรงได้
            แต่ขณะที่ทศกัณฐ์พานางเหาะกลับกรุงลงกา เกิดผ่านเมืองขีดขินซึ่ง พาลี เป็นเจ้าเมืองอยู่ พาลีจึงได้เหาะขึ้นมาต่อสู้ยื้อแย่งนางจากทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์สู้ไม่ได้ นางมณโฑจึงต้องตกเป็นของพาลี แม้ภายหลัง ฤาษีอังคต อาจารย์ของพาลีจะมาขอให้มอบนางคืนให้กับทศกัณฐ์ แต่นางมณโฑก็ตั้งครรภ์กับพาลีแล้ว ฤาษีอังคตจึงต้องทำพิธีผ่าท้องเอาทารกไปฝากไว้ในท้องแพะ แล้วค่อยนำนางมณโฑไปคืนให้กับทศกัณฐ์ ส่วนทารกในท้องแพะนั้น เมื่อคลอดออกมาก็ได้ชื่อว่า องคต ซึ่งมาจากฤาษีอังคตผู้ทำการผ่าตัดนั่นเอง
            เมื่อนางมณโฑกลับมาอยู่กับทศกัณฐ์ ก็ตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง ให้กำเนิดบุตรชายชื่อ อินทรชิต จนเมื่อ ท้าวทศรถ ทำพิธีกวนข้าวทิพย์ นางมณโฑได้กลิ่นหอมก็อยากกินข้าวทิพย์นั้น ทศกัณฐ์จึงใช้ กากนาสูร ไปคาบข้าวทิพย์มาได้ครึ่งก้อน นางมณโฑกินข้าวครึ่งก้อนนั้นไปก็ตั้งครรภ์ และเกิดเป็น นางสีดา ขึ้นมา
            นางมณโฑมีความสามารถในการหุงน้ำทิพย์ ซึ่งช่วยชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้ ในตอนท้ายสงครามนางมณโฑได้ทำพิธีหุงน้ำทิพย์ เพื่อชุบชีวิตพลยักษ์ แต่ หนุมาน ได้แปลงเป็นทศกัณฐ์เข้าไปสมสู่จนเสียพิธี

พระลบและพระมงกุฎ 

           
พระลบ เกิดจากฤๅษีวัชมฤควัน เมื่อครั้งที่พระรามสั่งพระลักษณ์ให้นำนางสีดาไปประหารเนื่องจากแอบวาดภาพของทศกัณฐ์ให้นางรับใช้ดู พระลักษณ์สงสารเลยปล่อยตัวไป นางกับพระมงกุฎจึงไปอาศัยอยู่กับฤๅษีวัชมฤค วันหนึ่งนางสีดาไปทรงน้ำที่ลำธารปล่อยพระมงกุฎอยู่กับพระฤๅษี ขณะนั่นฤๅษีทำสมาธิอยู่ นางกำลังทรงน้ำเห็นชะนีอุ้มลูกน้อยจึงคิดถึงลูกกลับไปนำพระมงกุฎมาทรงน้ำ ฤๅษีออกจากสมาธิไม่เห็นพระมงกุฎ จึงวาดภาพพระมงกุฎขึ้นมาแล้วเสกออกมาเป็นพระลบ พอนางสีดามาเห็น พระฤๅษีกำลังจะลบพระลบ แต่นางขอร้องไว้เพื่อให้พระลบเป็นเพื่อนเล่นกับพระมงกุฎ


ในสัญชีวชาดก

           ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ปรารภการยกย่องอสัตบุรุษของพระเจ้าอชาตศัตรู ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...
   ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มีลูกศิษย์ประมาณ ๕๐๐ คน ในนั้นมีมานพคนหนึ่งชื่อ สัญชีวะ ได้เรียนมนต์ทำคนตายให้ฟื้นคืนมาได้แต่ไม่ได้เรียนมนต์สำหรับป้องกัน
วันหนึ่ง เขาเข้าไปหาฟืนกับเพื่อน เห็นเสือตายตัวหนึ่งนอนตายอยู่ ก็พูดกับเพื่อนๆ ว่า
     " เราจะทำเสือตายตัวนี้ ให้ฟื้นคืนมา พวกท่านจะเชื่อเราหรือไม่ " พวกเพื่อนๆไม่เชื่อและท้าว่า " ถ้าท่านมีความสามารถ ก็จงปลุกให้มันตื่นขึ้นมาเถิด " แล้วก็ต่างรีบปีนขึ้นต้นไม้ไป
   ส่วนนายสัญชีวะ ร่ายมนต์แล้วขว้างเสือตายด้วยก้อนหิน ทันใดนั้นเอง เสือได้ลุกขึ้น กระโดดกัดที่ก้านคอของเขา ทำให้เขาเสียชีวิตล้มลงตรงนั้นเอง ทั้งคนและสัตว์นอนตายในที่เดียวกัน พวกมานพขนฟืนไปแล้ว บอกเรื่องนั้นแก่อาจารย์ อาจารย์จึงกล่าวคาถาว่า  " ผู้ใดยกย่องและคบหาคนชั่ว คนชั่วย่อมกระทำผู้นั้นแหละ ให้เป็นเหยื่อ เหมือนเสือโคร่งที่สัญชีวมานพทำให้ฟื้นขึ้น แล้วทำเขานั้นแล ให้เป็นเหยื่อ "

ในหลวิชัย-คาวี



           หลวิชัยและคาวี เป็นลูกเสือและลุกวัวที่สาบานเป็นพี่น้องกัน ลูกเสือกับลูกวัวจึงออกเดินทางท่องเที่ยวไปในป่า วันหนึ่งไปถึงอาศรมฤๅษี ฤๅษีแปลกใจมากที่สัตว์ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกัน จึงมีจิตเมตตาชุบชีวิตลูกเสือลูกวัวให้เป็นคน และตั้งชื่อลูกเสือว่าหลวิชัย ลูกวัวชื่อคาวี หลวิชัยกับคาวีก็เรียนศิลปวิทยากับฤๅษีจนเติบโต เมื่อมีอายุพอสมควรแล้ว หลวิชัยกับคาวีก็ขอลาพระฤๅษีไปเผชิญโชค ฤๅษีให้พระขรรค์วิเศษที่บรรจุหัวใจของหลวิชัยกับคาวี

ในตำนานเทพแห่งไอยคุปต์

        เทพโอซิริส เป็นโอรสของเทพเจ้าสุริยเทพ มีคู่ครองคือไอซิส โดยโอซิลิสและเซทเป็นพี่น้องกัน ต่อมาโอซิริสได้ปกครองดินแดนลุ่มแม่น้ำไนท์ ส่วนเซทได้ปกครองทะเลทรายอันโดดเดี่ยว ด้วยสาเหตุนี้ทำให้เซทมีความริษยาต่อโอซิริส ในที่สุดเซทได้รวบรวมบุคคลที่มีจิตใจริษยาพยาบาทให้เข้าพวกกันเป็นจำนวนมาก และต่างพากันคิดหาอุบายขึ้นมาเพื่อฆ่าโอซิริส จนสุดท้ายก็สำเร็จ พวกเขาได้จัดการเอาพระศพของโอซิริสยัดใส่โลง แล้วเอาไปถ่วงลงในแม่น้ำไนล์ แต่ทว่าโลงพระศพกลับลอยออกไปทางปากแม่น้ำและออกสู่ทะเลจนไปเกยขึ้นที่ฝั่งฟีเนียเซียแทน ฝ่ายราชินีไอซิสผู้โศกเศร้าก็พยายามหาวิธีเพื่อติดตามหาพระศพของพระสวามี จนในที่สุดก็สามารถพบและได้ช่วยชุบชีวิตของพระองค์จนฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้ เพราะความผิดพลาดที่พระองค์ไม่ปรารถนาที่จะใช้กำลังรุนแรง จึงทำให้พระองค์ผิดพลาดครั้งใหญ่อีกครั้ง เนื่องจากพระองค์ตัดสินใจไม่ลงโทษเซท แตกลับยังทรงปล่อยเอาไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามต่อไป ในไม่ช้า เซทก็พยายามวางแผนฆ่าพระองค์อีกครั้ง แต่คราวนี้ได้สับพระศพของพระองค์ออกเป็นส่วนๆ ถึงสิบสี่ชิ้น และคาดว่าคราวนี้คงจะไม่สามารถชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างแน่นอน จากนั้นเซทก็นำเอาชิ้นส่วนเหล่านี้ไปโปรยจนทั่วอียิปต์
            เมื่อไอซิสรู้เข้า ก็เกิดความเศร้าเสียใจยิ่งนัก นางจึงพยายามที่จะติดตามหาชิ้นส่วนของพระสวามีตามสถานที่ต่างๆเพื่อนำกลับมาประกอบเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้ง อีกทั้งยังคิดค้นเทคนิคการดองศพเพื่อที่จะชุบชีวิตของโอซิริสขึ้นมาให้ได้เป็นครั้งที่สอง
            แต่เนื่องจากคราวนี้ โอซิริสกลับได้รับการเลือกให้เป็นผู้ปกครองดินแดนแห่งความตายนิรันดร์ ทำให้แม้ว่าไอซิสจะสามารถตามหาชิ้นส่วนของพระองค์จนครบ พระองค์ก็ไม่อาจคืนชีพมาปกครองอียิปต์ในรูปของมนุษย์ได้อีกต่อไปอียิปต์ในความดูแลของพระองค์จึงเหลือแต่เพียงเรื่องของการอำนวยผลแห่งความอุดมของดินและสายน้ำ ที่เป็นแหล่งก่อกำเนิดชีวิตของแม่น้ำไนล์เท่านั้น
                                                                             .............
ภาคปลาย
สัญชีวนีมนตรา มฤตสัญชีวนีมนต์ สัญชีวนี
            มนต์บทนี้มีต้นกำเนิดจากการบำเพ็ญตบะของพระศุกร์ต่อพระศิวะ แล้วพระศิวะประทานมนต์บทนี้ให้ มนต์บทนี้มีเนื้อหาใจความหลักๆว่าด้วย “กลับฟื้นคืนชีวิต” ในวรรณกรรมและปุราณะ กล่าวว่า “ทำให้ไม่ตาย”
            คำว่า “สัญ” มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ฟื้น ซึ่งตรงข้ามกับ “อสัญ” แปลว่า ตาย และ “วิสัญ” แปลว่า หมดสติ สลบ
            ส่วนคำว่า ชีวะ แปลว่า ชีวิต เมื่อรวมคำจะได้ “สัญชีวนี” แปลว่า “ทำให้กลับฟื้นคืนชีวิต” และก็มีคำว่า “สัญชีวินเวชศาสตร์” แปลว่า ความรู้เวชกรรมในการทำให้ชีวิตฟื้นคืน ไม่ว่าจะเป็นเวชศาสตร์อะไรที่แพทย์ทั้งหลายได้เรียนรู้ ต้องรู้และทำได้เพื่อให้ชีวิตฟื้นคืนหรือกู้ชีพจากความตายนั้นก็เป็นสัญชีวนีโดยทั้งสิ้น
            ในที่นี่กล่าวถึงการปั้มหัวใจ หรือ CPR เมื่อคนหมดสติ และหัวใจหยุดเต้น จะเป็นช่วงเวลาเสมือนว่าตาย ต้องได้รับการกู้ชีวิตกลับมาคือทำให้หัวใจหยุดเต้นกลับมาเต้นและการเป่าลมเข้าปากจะแบบดูดดื่มหรือไม่ดูดดื่ม หรือจะสอด tube สอดท่อข่วยหายใจอะไรต่อมิอะไร เพื่อให้ออกซิเจนเข้าไปในปอด แล้วทำการกดปั้มไปที่ตำแหน่งของหัวใจตรงหน้าอก แนว nipple line ผลักขึ้นลงด้วยน้ำหนักตัวและข้อศอกอย่างพอดีเหมือนหัวใจกำลังเต้นปั้มส่งเลือดไปยังสมอง เพื่อให้เลือดส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง และทำให้หัวใจเต้นได้อีกครั้ง จะใช้เครื่องช็อตไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ automated external defibrillator หรือ AED  ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้หากพิจารณาว่าสมควรแก่การทำ CPR ย่อมสมควรตามเหตุจะช่วยให้ฟื้นคืนชีพเพิ่มขึ้นได้ และการใช้ยากระตุ้นพวก Adrenaline หรือ Epinephrine เพื่อกระตุ้นการเต้นของหัวใจก็มีส่วนช่วยให้เปอร์เข็นต์การคืนชีพเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดอยู่ในแนวทางการนวดหัวใจผายปอดกู้ชีพ AHA Guidelines for CPR & ECC
            ในเรื่องราวข้างต้นเป็นการทำให้ฟื้นคืนชีพในช่วงนาทีแรกๆของการหยุดเต้นของหัวใจ ซึ่งผู้เขียนเรื่องสัญชีวนีในบทความนี้ ในขณะที่เขียนบทความผู้เขียนได้ทำการปั๊มหัวใจคนจริง ๆมาแล้ว 5 คน โดยคนแรกเป็นผู้ชายวัย 20 กลางๆ สันนิษฐานว่าพบใน 2-5 นาทีแรกของการหยุดเต้นของหัวใจ และได้ปั๊มหัวใจและเป่าลมเข้าปากแบบดูดดื่มใต้ต้นกาสะลองสุดโรแมนติกมาก(เป็นจูบแรกด้วย)จนฟื้นคืนชีพ ต่อมาก็ได้ปั๊มหัวใจชายวัยกลางคนที่เป็นลมหมดสติกะทันหันและหัวใจหยุดเต้น คราวนี้โชคดีหน่อยมีคอยช่วยผายปอดให้แทน ซึ่งคนนี้ก็หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง ส่วนคนที่สามเป็นผู้หยิงวัย 60 กว่าๆ หัวใจหยุดเต้นมาแล้วกว่า 15 นาที แต่มีการปั๊มหัวใจมาตลอดทาง ทั้งได้รับ Adrenaline และกระตุ้น AED ร่วมกับการปั๊มหัวใจโดยผู้เขียนแล้วหัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง ผู้เขียนได้ทำ CPR สำเร็จมา 3 คน แต่อีกสองคนเป็นผู้หญิงวัย 70 กว่าๆ ที่ถูกรถชน กับ 80 กว่าๆ ที่หกล้มหมดสติ สองคนนี้ได้รับการปั๊มหัวใจและ Adrenaline แต่ก็ไม่อาจกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง นี้เป็นประสบการณ์ของผู้เขียนเอง และมีอีกหลายคนที่ผู้เขียนได้พบแต่ไม่อาจเข้าไปช่วยปั๊มหัวใจให้ได้เนื่องด้วยสถานะของตัวผู้เขียนเอง ที่ถูกกันทางหรือห้ามเข้าไปช่วยก็แล้วแต่
            ส่วนอีกประการหนึ่งที่เรียกว่า ไครโอนิกส์ (Cryonics) การแช่แข็งเพื่อรอวันกลับฟื้นคืนชีพ เป็นการเก็บรักษาสภาพศพในระยะเสมือนตายไว้ในอุณหภูมิที่ต่ำมาก ๆจนเนื้อเยื่อและอวัยวะหยุดการเปลี่ยนแปลงยุติการแปรสภาพ หยุดเสื่อมสภาพเรียกง่ายๆว่าหยุดการตาย ด้วยไนโตรเจนเหลวแล้วรอวันที่โลกมีวิทยาการที่ก้าวหน้ามากพอที่จะคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งและสามารถรักษาเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง ซึ่งเปรียบเทียบได้กับภาวะกบจำศีล ของกบภูเขาในเขตเยือกแข็งที่ถูกแช่แข็งจนหัวใจหยุดเต้นในฤดูหนาวแล้วหัวใจกลับมาเต้นได้ให้อีกครั้งในช่วงฤดูร้อนเมื่อน้ำแข็งละลาย
            นอกจากนี้ยังมีการ cloning ซึ่งเป็นการคัดลอกมนุษย์ขึ้นมาใหม่ให้เหมือนกับต้นฉบับคนเดิม ทำสำเนาอวัยวะให้ขึ้นมาให้เหมือนกับอวัยวะเดิมทุกประการ หรือดัดแปลงอวัยวะใหม่ให้ดีกว่าจากอวัยวะเดิม  
            ทั้งโปรแจ็คลับของที่ต่างๆที่มีมาตั้งแต่อดีตโดยการพยายามทำให้คนตายแล้วกลับมามีชีวิต การช็อตไฟฟ้าใส่ศพ การนำไฟฟ้าจากสายฟ้ามาช็อตศพ การนำยาประเภทต่างๆมาใช้กับศพเพื่อให้ฟื้นคืนชีพ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนแล้วมีการศึกษาพัฒนามาเรื่อย ๆถึงปัจจุบัน ทั้งที่รู้หรือไม่รู้ ทั้งที่ห้ามหรือไม่ห้าม แต่ที่ใดมีความกลัวความตายย่อมมีการศึกษาศาสตร์แขนงนี้อยู่ต่อไป
            ต่อไปจะเข้าสู่เนื้อหาส่วน “สัญชีวนี” มีคนมากมายพยายามศึกษาศาสตร์แขนงนี้ไว้มาก โดยหนึ่งในนั้นก็ตัวผู้เขียนเอง ความรู้เหล่านี้ได้มาจากวรรณกรรมและจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนมากมายจนตกผลึกเป็นความรู้และความจริงของชีวิตที่ผู้เขียนได้ตระหนักและเข้าใจเอง ภายในบทความนี้จะไม่มีคาถาหรือมนตราใดที่ไม่สามารถเขียนลงไปได้ แต่ก็พอเป็นแนวทางให้ผู้สนใจสามารถนำไปต่อยอดเพื่อให้เข้าถึงศาสตร์เหล่านั้นได้

สัญชีวนียศาสตร์ สัญชีวนีวิทยา
            ศาสตร์แขนงนี้ถูกท้ายทอดมาโดยพระศิวะมหาเทพในศาสนาพราหมณ์ฮินดู มอบไว้แก่ ศุกราจาย์  เพื่อใช้ในชุบชีพผู้ที่ตายไปแล้วให้กลับมาฟื้นคืนชีพได้อีกครั้ง
แบ่งเป็น 5 ศาสตร์อย่างกว้างดังนี้
                                น้ำทิพย์อมฤตล้วน     กลับคืน
สมุนไพรวิเศษฟื้น      ชีพได้
สัญชีวนีมนต์ตื่น     คืนจาก ความตาย
ถอดจิตสถิตร่างได้  ย้ายกายตามประสงค์

1. น้ำทิพย์ หรือ น้ำอมฤต
2. ยาวิเศษ หรือ สมุนไพร
3. สัญชีวนีมนต์ มฤตสัญชีวนีมนตรา (คาถาอมฤต)
4. สถิตร่าง หรือ ย้ายร่าง
5. ถอดวิญญาณ (ถอดหัวใจ)

อุปกรณ์หรือวัสดุสร้างร่าง
1. ธาตุทั้ง 5 ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ
2
. ธาตุธรรมชาติ ประกอบด้วย ไม้ เหล็ก
3. ธาตุอมฤต หรือที่รู้จักกันในนาม “ศิลานักปราชญ์” หินชุบชีวิต เลือดนางเงือก
เมื่อแบ่งศาสตร์ได้ แขนงใหญ่ ย่อมมีวัตถุดิบ ในที่นี้ของเรียกว่า ร่างต้น มาจาก “ร่างต้นกำเนิด” โดยพิจารณาร่างกายที่ไร้ชีวิตเป็นระยะต่างทั้งในอสุภ 10 ระยะ หรือมากกว่านั้น

อสุภ 10 ระยะ
1
อุทธุมาตกะ ซากศพทีพองขึ้นอืด
2.วินีลกะ ซากศพที่เขียวคล้ำ มีสีแดง เขียว ขาว ปะปนกันไปตามสภาพ
3.วิปุพพกะ ซากศพที่มีน้ำเหลือง น้ำหนองไหลเยิ้ม
4.วิจฉิททกะ ซากศพที่ขาดกลางตัว
5.วิกขายิตกะ ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกิน เว้าแหว่ง
6.วิกขิตตกะ ซากศพที่มีมือ เท้า ศีรษะขาดหายไป
7.หตวิกขิตตกะ ซากศพที่ถูกบั่นเป็นท่อนๆ นำมาวางใกล้ๆกัน (ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว )
8.โลหิตกะ ซากศพที่ถูกประหารมีเลือดไหลนอง
9.ปุฬุวกะ ซากศพที่เน่าเฟะคลาคล่ำด้วยตัวหนอน
10.อัฏฐิกะ ซากศพที่เหลือแต่โครงกระดูก

นอกจากนั้นแบ่งได้โดยละเอียดดังนี้

ระดับมีชีวิต
1.สิ่งมีชีวิตเป็นๆ มนุษย์เป็นๆที่ยังมีลมหายใจและหัวใจเต้นที่ยังรู้สึกตัว (ตื่นตัว)
2.สิ่งมีชีวิตเป็นๆ มนุษย์เป็นๆที่ยังมีลมหายใจและหัวใจเต้นที่กึ่งรู้สึกตัว (กึ่งหลับกึ่งตื่น ละเมอ ถูกบังคับให้หลับแต่ไม่หลับ หลับไม่สนิท)
3.สิ่งมีชีวิตเป็นๆ มนุษย์เป็นๆที่ยังมีลมหายใจและหัวใจเต้นที่ไม่รู้สึกตัว (สภาพนิทรา หลับใหล หลับสนิท หมดสติ สลบ)

ระดับไม่มีชีวิต
4.ร่างกายที่หัวใจพึ่งหยุดเต้น ในกรณีอวัยวะครบและไม่ถูกทำลายไม่มีการสูญเสียใดๆต่อส่วนใดส่วนหนึ่ง
5.ร่างกายที่หัวใจพึ่งหยุดเต้น ในกรณีอวัยวะไม่สำคัญสูญหายหรือสูญเสีย
6.ร่างกายที่หัวใจพึ่งหยุดเต้น ในกรณีอวัยวะสำคัญต่อการมีชีวิตสูญเสีย
7.ร่างกายที่หัวใจหยุดเต้นเกิน 10 นาที
8
.ร่างกายที่หัวใจหยุดเต้นเกิน 45 นาที
9
.ร่างกายที่หัวใจหยุดเต้นเกิน 1 วัน
10
.ศพนาน 3 วัน
11
.ศพนาน 7 วัน
12
.ศพนาน 10 วัน
13
.ซากศพ 1 เดือน
14
.ซากศพที่ถูกแมลงหนอนหรือนกกาแร้งกิน
15.ซากศพที่มีแต่ร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือดติดอยู่ ยังมีเอ็นร้อยรัด
16.ซากศพที่ไม่มีเนื้อ แต่ยังเปื้อนเลือด ยังมีเอ็นร้อยรัด
17.ซากศพที่ไม่มีเนื้อและเลือดติดอยู่ แต่ยังมีเอ็นร้อยรัด
18.กระดูกที่ไม่มีเส้นเอ็นร้อยรัด
19.กระดูกขาวดังสีสังข์
20.กระดูกที่ค้างปีหรือหลายปี
21.กระดูกผุแหลกเป็นผุยผง

ความยากง่ายของวิชาและจำหลักจำความต่อการสำเร็จจะขึ้นอยู่กับสภาพของร่างต้น ถ้าวัตถุดิบที่ดีสมบูรณ์ย่อมง่ายแก่การทำให้ฟื้นคืนชีพ กล่าวคือ “ตายเร็วฟื้นเร็ว ตายนานฟื้นยาก” โดยจะเลือกร่างต้นกับแขนงศาสตร์ทั้ง
5

-สัญชีวนีมนต์ มฤตสัญชีวนีมนตรา คาถาอมฤต
              สามารถใช้ได้กับร่างต้นทุกระยะ อาศัยความสมบูรณ์ของธาตุทั้ง
5 หากขาดธาตุใดให้ใส่ธาตุนั้นลงไปเพื่อประกอบให้เป็นร่างโดยสมบูรณ์ อาศัยผู้มีพลังมหาศาลในการประกอบและทำให้พื้นคืนชีพ บ้างก็แค่เป่าลมเข้าปาก บ้างก็แค่ตบไหล่เบาๆ บ้างก็แค่เรียกชื่อเบาๆดังๆ บ้างก็แค่สัมผัสที่ร่าง ทั้งหมดนี้หากร่ายมนต์วิเศษแล้วก็กลับฟื้นคืนชีพ บางคนแค่เสกก้อนหินแล้วโยนก้อนหินใส่ หรือเสกน้ำแล้วตักน้ำราดก็ฟื้นจากความตายแล้ว
            สัญชีวนีมนต์เป็นมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ แม้นผู้เป็นอมตะไม่มีวันตายที่ไม่ได้ทรงมนต์บทนี้ยังเกรงกลัวในมนต์บทนี้ มนต์แห่งชีวิตและจิตวิญญาณ ยิ่งกว่าฌานอันวิเศษที่สามารถหล่อเลี้ยงร่างกายให้ดำรงอยู่ได้เป็นร้อยปีพันปี ผู้ที่ล่วงรู้ในมนต์นี้จะดำรงอยู่ด้วยมนต์นี้และสามารถชุบชีวิตผู้อื่นได้ตามกำลังของตนโดยทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับความชำนาญและความเชี่ยวชาญของผู้ใช้สัญชีวนีมนตรา คาถาชุบชีวิต

-น้ำทิพย์ หรือ น้ำอมฤต

            ใช้ได้กับร่างกายทุกระยะที่ไม่มีชีวิต แต่ถ้ายังมีชีวิตจะทำให้รู้สึกสดชื่น ร่างกายแข็งแรงหายจากโรคภัยไข้เจ็บ น้ำทิพย์และน้ำอมฤตได้จากการกวนเกษียณสมุมร น้ำจากแจกันวิเศษของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ได้จากการบ่นท่องเวทย์มนต์คาถาวิเศษที่นอกเหนือจากสัญชีวนีมนต์เป่าลงในน้ำ ได้จากบำเพ็ญเพียรทางจิตและอธิษฐานบรรจุลงในน้ำ ได้จากบ่อน้ำทิพย์บนสวรรค์และบนโลก ได้จากจอกแห่งชีวิต ได้จากถ้วยแห่งชีวิต
วิธีใช้ ประพรมลงบนร่างต้นที่ตายไปแล้ว ทำให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
*มีวิญญาณสถิต และไม่มีวิญญาณสถิตคือผลข้างเคียงของน้ำทิพย์หรือน้ำอมฤต
            ร่างต้นที่มีวิญญาณของเจ้าของร่างกลับมา จะมีชีวิตแบบดั้งเดิมเช่นก่อนตาย หรืออาจจะมีวิญญาณอื่น ๆ ที่เร่ร่อนเข้ามาสิงแทน แต่ถ้าไม่มีวิญญาณเข้ามาสถิตร่าง สิ่งที่ฟื้นขึ้นมานั้นก็จะเป็นแค่ร่างไร้วิญญาณที่เดินได้แบบผีดิบหรือซอมบี้นั้นเอง

-ยาวิเศษและสมุนไพร

ตำหรับสังกรณี-ตรีชวา  ประกอบด้วย ต้นยาสี่วิสุทธิ์
            ต้นยา ต้นที่ ๑ วิศัลยกรณี
สรรพคุณด้านการถอนอาวุธและขับพิษที่ตกค้างแทรกซึมอยู่ในร่างกาย
            ต้นยา ต้นที่ ๒ มฤตสัญชีวนี – สรรพคุณด้านการทำชีวิตให้กลับฟื้น
            ต้นยา ต้นที่ ๓ สันธยาณี
สรรพคุณด้านการเยียวยาบาดแผลให้หายสนิท
(สามต้นแรกนี้ เรียกว่า ตรีชวา เพราะ ตรี-สาม ตรีชวา คือ คำเรียกกลุ่มสมุนไพร ๓ ชนิด)
            ต้นยา ต้นที่ ๔ สวรรณกรณี(สังกรณี)
- แปลว่า สมุนไพรที่ทำให้ผิวราบเรียบเสมอกัน – สรรพคุณด้านการรักษาบำรุงผิวพรรณให้แช่มชื่นคืน
            สมุนไพรทั้งสี่นี้ มีลักษณะเป็นรากไม้ อายุยืน ลักษณะคล้ายมนุษย์ รากเหมือนต้นโสมคน สามารถเคลื่อนที่ได้ สามารถร้องส่งเสียงได้เหมือนต้นแมนแดรก มีเสียงเฉพาะตัว สามารถร้องเพลงได้ ประสานเสียงได้ หรือกรีดร้องได้ แต่คุณสมบัติของเสียงที่เกิดขึ้นจะตรงข้ามกับเสียงกรีดร้องของแมนแดรกที่ทำให้คนเสียสติ คือเสียงของมันจะทำให้คนมีสติกลับมามีสติ วิธีหาคือ เรียกชื่อแล้วจะขาลรับแล้วจึงเคลื่อนที่นี้บ้างก็ดำดินผลุดโผล่ บ้างก็วิ่งไตร่ไปมา แต่ผู้มีคุณวิเศษหรือผู้ที่ถูกสมุนไพรเหลานั้นเรียกหาสามารถได้ยินเสียงของสมุนไพรหรือสามารถค้นหาสมุนไพรนั้นโดยง่ายดาย ง่ายจนชนิดที่ว่ามันเดินมาหาเองถึงที่เลย นำมาปรุงเป็นยาใช้กลับร่างคนเป็นหรือคนตายใหม่ๆ

-สถิตร่าง ย้ายร่าง

            เป็นศาสตร์ต้องห้ามของผู้ได้สัญชีวนีแขนงศาสตร์นี้ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นศาสตร์ต้องห้ามโดยปริยาย หากจะกระทำโดยไม่ผิดจรรยาบรรณ ก็กระทำในศพที่ตายแล้วโดยสมบูรณ์ (เลือกที่อายุสมควรหนุ่มสาวแรกรุ่น ตายโดยธรรมชาติ อวัยวะครบถ้วน) ถ้าใช้สัญชีวนีแขนงอื่นชุบชีวิตให้เขากลับคืนมาก็จะดีมาก แต่ถ้าประสงค์จะใช้เพื่อย้ายร่างตัวเองเข้าไปอยู่ในร่างนั้น ย้ายคนอื่นเข้าไปอยู่ในร่างนั้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ แต่สามารถกระทำได้

            ผู้สำเร็จการย้ายร่าง หากมีพลังมหาศาลสามารถย้ายร่างตนเองเข้าไปอยู่ในร่างคนอื่นได้ โดยไม่ยาก แทรกซึมเข้าไป สิงสถิตเข้าไป จะไล่เจ้าของร่างออก หรือจะแค่ให้เจ้าของร่างหลับไป แต่หากแค่ให้เจ้าของล่างหลับไป เจ้าของร่างย่อมสามารถตื่นกลับขึ้นมาได้ด้วยพลังของตนเองในสักวันหนึ่ง
คำเตือน : ศาสตร์นี้สามารถขโมยร่างต้นได้ในระดับที่มีชีวิต 3 ระดับ คือ รู้สึกตัว กึ่งรู้สึกตัว และไม่รู้สึกตัว โดยระดับรู้สึกตัวจะใช้พลังมหาศาลในการดึงวิญญาณของเจ้าของร่างออกแล้วเข้าไปสิงสู่อยู่แทน หรือทำได้ด้วยการใช้วิญญาณตนเองหรือคนอื่นผลักเข้าไปไล่วิญญาณของเจ้าของร่างออก ศาสตร์แขนงนี้ใช้ไม่ได้ผลกับจิตของผู้ถูกกระทำที่มีพลังแข็งแกร่งพอที่จะต้านพลังของผู้กระทำได้

-ถอดวิญญาณ 
       ศาสตร์นี้ถูกคิดค้นขึ้นมาจากการเรียนแบบการแบ่งภาคของเทพเจ้าชั้นสูงๆ ที่สามารถแบ่งจิตวิญญาณของพระองค์เองออกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยกำเนิดเป็นร่างอวตาร เมื่อผู้คนทรงภูมิปัญญาบางท่านคิดการที่คล้ายกันคือจะแบ่งภาคออกเป็นส่วน ๆ เพื่อป้องกันมิให้ตนตายได้หรือไม่? จึงกำเนิดเป็นศาสตร์นี้ขึ้นมา แต่ผู้ที่กระทำสำเร็จหลาย ๆ ท่านก็ตระหนักได้ว่า การแบ่งภาคนั้นมิใช่แบบเดียวกับที่เทพเจ้ากระทำ เป็นการเลียนแบบและได้เดินทางผิด ค้นพบสิ่งที่ไม่ควรจะกระทำ พบหนทางที่ผิดโดยบังเอิญ จึงได้กล่าวว่าแขนงนี้เป็นศาสตร์ต้องห้าม และเลวร้ายกับตัวเองมากที่สุด ถอดวิญญาณในที่นี่ไม่ใช่การถอดจิตเพื่อไปเที่ยวเล่นหรือสิงสู่อยู่ที่ไหน แต่เป็นการแบ่งภาคของวิญญาณตัวเองออกเป็นส่วนๆแล้วเอาไปเก็บไว้ในที่ต่างๆ เผื่อว่าส่วนหนึ่งตายไปอีกส่วนก็จะทำหน้าที่ของมันให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่ หรือเก็บวิญญาณส่วนสำคัญไว้ แม้จะฆ่าหรือทำลายวิญญาณส่วนที่ใช้อยู่ก็ไม่อาจทำให้ตายได้
            การใช้ศาสตร์นี้ยิ่งแยกจำนวนวิญญาณมากเท่าไหร่ ความเป็นมนุษย์ ความเป็นคนจะน้อยลงเท่านั้น การศึกษาและเรียนรู้ก็กระทำด้วยการพลีกรรม คือฆ่า ฆ่า และฆ่า เพื่อเรียนรู้วิธีตัดฉีกวิญญาณเหยื่อออกเป็นชิ้นๆ ก่อนจะตัดฉีกวิญญาณตัวเอง เพื่อแบ่งภาคซ่อนไว้ในที่ต่างๆ กรรมวิธีการฆ่า มิใช่ฆ่าด้วยการกระทำทางร่างกาย แต่กระทำด้วยเวทย์มนต์คาถา ค่อยๆกระชากวิญญาณออกมาแต่น้อยแล้วตัดทิ้งทีละน้อยจนวิญญาณหมดร่างเหยื่อ การกระทำเช่นนี้จะไม่รุนแรงหาทำกับแมลง เพราะอายุสั้นและมีวิญญาณหรือพลังชีวิตน้อยนิดจึงไม่ทารุณมากนัก ผู้มีจริยธรรมเกร่งกล้ามักใช้วิญญาณตัวเองเป็นหนูทดลอง ตัดส่วนวิญญาณตัวเองออก และก็สร้างเสริมเติมแต่งให้กลับมาเต็มเหมือนเดิมทำแบบนี้จนชำนาญแล้วจึงแบ่งภาคตัวเองได้สำเร็จ แต่หากเลือกใช้สัตว์มาทำการทดลอง ก็จะเริ่มจากหนู งู ไก่ นก และเต่ากาลาปะกอสที่มีอายุยืนได้เป็นพันปี มีคนเคยทดลองกับปลาวาฬและช้างด้วย
            แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ชั่วร้าย ใช้มนุษย์เป็นสัตว์ทดลองใช้คนเป็นๆ ค่อยๆฆ่าพวกเขาเหล่านั้นทิ้งไปทีละคน จนชำนาญ 
            เมื่อร่างต้นกำเนิดแรกตายไป เศษส่วนวิญญาณในอันดับแรกจะเริ่มทำงานเพื่อรักษาชีวิตของร่างต้นกำเนิดไว้ โดยจะทำงานเข้าครอบงำมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตเพื่อขวนขวยมาซึ่งร่างกาย ที่ประกอบด้วยธาตุและอวัยวะต่างๆ เพื่อเป็นที่อยู่ของเศษส่วนของวิญญาณนั้นในรู้แบบต่างๆ จนคืนชีพโดยสมบูรณ์ แต่หากร่างนั้นตายไปอีก เศษส่วนของวิญญาณดวงต่อ ๆ ไปก็จะทำงานไปเรื่อย ๆ จนกว่า เศษส่วนของดวงวิญญาณชิ้นสุดท้ายจะตายไปจึงตายโดยสมบูรณ์
            หรือการถอดวิญญาณประเภทหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันว่า “ถอดหัวใจ ถอดกล่องดวงใจ” เป็นการฉีกนำส่วนวิญญาณที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพลังชีวิตหรือสติปัญญาไว้ในสิ่งหนึ่งแยกออกมาจากร่างกาย โดยที่ร่างกายนั้นยังมีส่วนของวิญญาณให้เพียงพอที่จะมีชีวิตอยู่ได้ ดำรงอยู่ได้ดุจปกติประจำวัน แม้ว่าร่างกายนั้นจะถูกทำลาย ส่วนของวิญญาณในร่างกายนั้นจะแหลกสลาย แต่ก็ไม่อาจทำให้ตายได้ เพราะส่วนของวิญญาณที่สำคัญที่สุดถูกแยกไปเก็บรักษาไว้ในที่ ๆ ปลอดภัย  ต้องทำลายวิญญาณส่วนสำคัญนั้นทิ้งไปก่อนแล้วจึงจะฆ่าได้โดยสำเร็จ
            การถอดวิญญาณเป็นที่นิยมให้หมู่ที่ชอบของแปลกแหวกแนวพิสดาร รสนิยมประหลาดทำให้พวกเขาฉีกวิญญาณตัวเองเป็นชิ้นซ่อนไว้ในที่ต่างๆ ฝากไว้กับคนนั้นบ้างคนนี้บ้างตามอัธยาศรัย
วิธีอื่นๆ

-  ศิลานักปราชญ์ หรืออัญมณี จินดามณี 

      สสาร เป็นได้ทั้งของแข็งและของเหลว สสารทางเวทย์มนต์ที่ได้จากการเล่นแร่แปรธาตุรวมด้วย มักมีสีขาวดั่งเงิน สีใสดั่งเพชร ส้มดั่งหญ้าฝรั่น สีเหลืองใสดั่งทอง สีดวงเข้มดั่งอเมติส และสีแดงดั่งโลหิต  แต่ละสีของศิลานักปราชญ์จะมีคุณสมบัติที่คล้ายกันคือชุบชีวิต แต่ก็มีคุณสมบัติต่างกันดังนี้
1. สีขาวดั่งเงิน - ใช้เปลี่ยนโลหะใดๆ ให้กลายเป็นเงินบริสุทธิ์
2. สีเหลืองใสดั่งทอง - ใช้เปลี่ยนโลหะใดๆ ให้กลายเป็นทองคำบริสุทธิ์
3. สีส้มดั่งหญ้าฝรั่น - ใช้เปลี่ยนโหละใดๆ ให้กลายเป็นโลหะที่ต้องการ
4. สีใสดั่งเพชร – ใช้สารหนึ่งให้กลายเป็นอีกสารหนึ่ง ให้พลังงานมหาศาล
5.สีดวงเข้มดั่งอเมติส  - ใช้เป็นสารตั้งต้นในการทำยาอายุวัฒนะไม่มีวันตาย
6.สีแดงดั่งโลหิต  - ใช้เพื่อให้มีชีวิตเป็นอมตะไม่มีวันตาย

- เลือดนางเงือก

            เลือดของนางเงือกบางสายพันธุ์ ในเอเชียตะวันออก เมื่อดื่มแล้วจะทำให้เป็นอมตะไม่มีวันตาย แต่จะถูกพันธะสัญญาเลือด เป็นพันธนาการที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อนางเงือกที่ให้เลือดตนนั้นตาย ผู้ที่ดื่มเลือดนางเงือกก็จะสิ้นอายุขัยไปด้วยเช่นกัน
                                             ...................................................................
อวสานบท

            สัญชีวนี ยังมีแขนงอื่นๆที่เกิดขึ้นมาในภายหลังแยกย่อยได้อีกจาก 5 แขนงเดิม ใช้หลายศาสตร์รวมกันผสมผสานศาสตร์นั้นกับศาสตร์นี้ จนกลายเป็นแขนงใหม่ๆ มีการพัฒนาเพิ่มเติมตามการเวลาที่ผ่านไป และจงจำไว้ว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา” ไม่มีใครจะก้าวพ้นความตายหรือดับสลายไปได้ แม้จักวาลนี้ เอกภพนี้เกิดมาแล้วย่อมมีวันที่จะแตกดับไปไม่ว่าในวันใดก็วันหนึ่ง

                                                                                                                            ๙ มหาเวทย์

มนต์รัก

มนต์รัก

   รวมมนตราคาถามหาเสน่ห์    กลเล่ห์เหลี่ยมมนต์ดลคาถา
ผู้ที่รอหารักแท้ตลอดมา             รอเวลาหาคนรักมาพบเจอ
ทั้งบุพเพก็ไม่มาอาระวาด            สันนิวาตทุกเวลาเฝ้าละเมอ
ทุกวันคืนทุกเวลาที่ฝันเพ้อ          คิดถึงเธอคนนั้นที่รักกัน
รอวันที่กามเทพมาแผลงศร         มาอวยพรความรักดังที่ฝัน
แม้เหี่ยวเฉาเศร้าสร้อยร้อยรำพัน   ย่อมมีวันได้ฉชุ่มฉ่ำนำรักจริง
บ้างรักเขาข้างเดียวเปลี่ยวในจิต     บ้างนึกคิดพิศสวาทคนมีคู่
บ้างแอบรักแอบชอบไม่ให้รู้           บ้างรักอยู่ด้วยกันไม่ห่างกาย
บ้างรักไม้ป่าเดียวกันมั่งคงรัก        บ้างพิทักษ์ด้วยรักเฝ้ารักษา
บ้างฉุดแย่งรักเขาเอารักมา             บ้างริษยาขโมษรักน่าอัศจรรย์

ความรักเป็นสิ่งที่เราท่านทั้งหลายปรารถนาจะพบเจอ รักแท้ รักจริง เนื้อคู่ที่แท้จริงที่เราอยากจะเจอ แต่โอ้ โลกนี้ช่างโหดร้าย ทำลายความหวัง รอรักอยู่ทุกวัน รอให้ฝันนั้นเป็นจริง เป็นโสดอยู่คนเดียวมานานแล้ว ชะตาแคล้วคลาดรักไม่สมหวัง แม้เฝ้ารอเปิดใจอยู่ทุกวัน ไม่เคยหวั่นที่จะทนอยู่บนคาน
ขอเขียนลิขิตเวทย์มนดลคาถา     ถ้อยมนตรามาร่ายรักสิเน่หา
ทุกร้อยถ้อยค่อยรักจำนรรจา      ทุกวาจาเอ่ยไว้ใช้กลวิธี


คาถาพิสูนจ์รัก สำนวนที่ 1
อนฺโตปิ เจ โหติ ปสนฺนจิตฺโต ปารํ
สมุทฺทสฺส ปสนฺนจิตฺโต อนฺโตปิ โส โหติ
ปทุฏฺฐจิตฺโต ปารํ สมุทฺทสฺส ปทุฏฺฐจิตฺโต.
คำแปล :  "ถ้าใจรักแล้ว   ถึงอยู่ห่างคนละฝั่งฟากสมุทร    ก็เหมือนอยู่สุดแสนใกล้     
ถ้าใจชังแล้ว  ถึงอยู่สุดแสนใกล้  ก็เหมือนอยู่ไกลคนละฟากมหาสมุทร"
กลวิธี : พร่ำสวดทุกวัน จบเท่ากับกำลังวัน

คาถาพิสูนจ์รัก สำนวนที่ 2
ยสฺมึ มโน นิวิสติ อวิทูเร สหาปิ โส สนฺติเกปิ หิ โส ทูเร ยสฺมา วิวสเต มโน.
คำแปล : "จิตจอดอยู่กับใคร   ถึงไกลกัน   ก็เหมือนอยู่ชิดใกล้  
 ใจหมางเมินใคร    ถึงใกล้กัน   ก็เหมือนอยู่แสนไกล"

กลวิธี : พร่ำสวดทุกวัน จบเท่ากับกำลังวัน


คาถาลงคาน
ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน ปจฺจุปฺปนฺนหิเตนวา
เอวนฺตํ ชายเต เปมํ อุปฺปลํ ว ยโถทเกติ ฯ
คำแปล : "ความรักนั้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ๑ ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน ๑ เหมือนดอกอุบลและชลชาติ เมื่อเกิดในน้ำ ย่อมเกิดเพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือน้ำและเปือกตม ฉะนั้น"
กลวิธี : พร่ำสวดทุกวัน จบเท่ากับกำลังวัน แนะนำสวดในยามค่ำคืนก่อนนอน สวดได้ทุกเวลา บ้างก็ภาวนาในใจต่อหน้าคนที่เราแอบรัก บ้างก็สวดใส่ดอกไม้ที่ใส่แจกันจัด บ้างอาพัดเสกน้ำล้างหน้าเป็นประจำ

มหามนต์รัก
โอม นะ ปะ โร รันนะขุเภติ
พุทธัง สะระติ จิตตัง
 สมาคะมา
ธัมมัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา
สังฆัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา
กลวิธี : พร่ำคาถาภาวนาในดอกไม้ แล้วเอาดอกไม้นั่นมอบให้คนที่เราแอบรัก


ความรักกลับคืน คนรักกลับมา 
นามานังสะมาโล ยุตตัดโถ ยุตตัดถะ นากาโร โหติ 
สัมภโว อนุปะทิฏฐานัง วุตตะโยคะโต นะธา นะธา 
หิตังเทวัง นะระเท เอหิ ปูชิตัง นะรานัง กามะปังเกติ นะมามิสุคะชิตังฯ
กลวิธี : ลิขิตชื่อสองเราลงกระดาษ          อย่าให้พลาดสะกดถูกทุกอักษร
            ร่ายคาถาตามกลบทพจคำกลอน   แล้วอ้อนวอนต่อความรักด้วยใจจริง
            อันความรักจะกลับมาถ้าเขาใช่     เขาจากไปเพราะไม่คิดเสน่หา
            แม้ถูกคนถูกรักจะกลับมา             ด้วยมนตราคาถาสวดประจำ
            อันความรักมิใช่จะครอบครอง     ให้เจ้าลองพินิจคิดความหมาย
            ว่ารักจริงหรือรักแท้แนบชิดกาย    หรือแค่หมายเอามาไว้เห็นแก่ตัว


คาถาเรียกจิต
          มะอะอุ สิวังพรหมา จิตตัง มานิมามาจิตตัง อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ เอหิมะมะ
กลวิธี
: ภาวนาต่อหน้า ฤ ลับหลัง   แล้วคิดหวังให้เขารักพิสมัย
          ภาวนาบ่นบ่อยค่อยในใจ    เขาจะใคร่คิดถึงรำพึงเรา


ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนก็เอาด้วยคาถา
แต่บางครั้งรักแท้ก็อยู่เหนือกาลเวลา รักจะมาเมื่อเวลาที่สมควร

๙ มหาเวทย์



น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ในพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ




                        น้อมรำลึกในสายธารน้ำพระราชหฤทัยและพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
                                   ใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
                        มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร 


                                ด้วยอานิสงค์แห่งผลบุญที่เกล้ากระหม่อมบำเพ็ญมาแต่ชาติปางใด
                        ขอพระบรมราชานุญาตน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล
                                   ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย

                                  ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
                                        ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าฯ 

                                                                    
 ๙ มหาเวทย์
                                                                ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

...................................................................

ถวายอาลัย แด่ ในหลวง ท่านทรงเป็นพ่อหลวงแห่งแผ่นดิน


                   กลอนถวายอาลัย
       แสงหนึ่ง บนฟากฟ้า ส่องสว่าง
เป็นหนทาง ชาวประชา ไทยทั้งผอง
สองรอยเท้า ของพ่อ เป็นครรลอง
มือทั้งสอง พ่อท่านจูง สอนลูกเดิน
       พ่อเป็นดั่ง ร่มโพธิ์ แผ่ใบใหญ่
ดั่งร่มไทร ใบหนา ที่กว้างขวาง
เป็นร่มเงา อันร่มเย็น ตลอดทาง
พ่อทรงสร้าง ทางไว้ ให้ลูกเดิน
       พ่อประดุจ ภูผา ที่สูงใหญ่
ไม่หวั่นไหว ยามพายุ เข้าถาโถม
ยามแห้งแล้ง เป็นสายฝน คอยชะโลม
คอยประโลม ยามลูกเจ็บ พ่อปลอบใจ
       แสงประทีป ขจัด ความมืดมิด
ประกาศิต ของพ่อ เป็นคำสอน
ขจัดทุกข์ บำรุงสุข ราษฏร
พ่ออวยพร ให้ลูกนั้น สุขสบาย
        ในวันนี้ แสงนั้น กลับดับลง
ความมั่นคง ในใจ ลูกสั่นไหว
พ่อไม่อยู่ คราวนี้ จากเราไกล
พ่อจากไป จากชาวไทย ทั้งแผ่นดิน
        ดังมวลเมฆ หมอกมัว ลอยมาปิด
มืดสนิท ทั่วทิศ ทุกแห่งหน
ร่มไม้ใหญ่ ใบหนา โรยร่วงหล่น
ความร้อนรน ปนเศร้า เคล้าน้ำตา
          ภูผาใหญ่ ถล่ม ลงมาแล้ว
สายลมแผ่ว พายุพัด ก็เหน็บหนาว
ที่พักพิง อันอบอุ่น ทุกครั้งคราว
บัดนี้ร้าว พังทลาย สลายไป
                                โคลงมรณานุสติ
        เวลาย่อมผ่านพ้น          ไม่คืน
วันนี้คือวันมะรืน                  พรุ่งนี้
เวลามิอาจหวนคืน                ให้ย้อน กลับมา
วันคืนที่ล่วงลับแล้ว              คาดแคล้วจากลาฯ
        เช้านี้ได้พบหน้า           สายพราก
สายบ่คลายแยกจาก              บ่ายม้วย
บ่ายสุขสบายมาก                 ค่ำดับ มรณา
เย็นอยู่ยืนหยัดได้                  ราตรีสิ้นชีวายฯ

๙ มหาเวทย์
      ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙

.....................................................................................
ถวายบังคมพระบรมศพ

      กราบบังคมพระบรมราชา
ประทับเหนือพระแท่นแว่นฟ้า
สถิต ณ บรมโกศประดับมาลา
ใต้มหาเศวตฉัตรพระนพปฎล
     ธ สถิตในดวงใจไทยทั่วหล้า
ธ เสด็จสู่ชั้นฟ้าสรวงสวรรค์
ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์
ธ ทรงเป็นมิ่งขวัญนิรันดร
     น้อมเกล้าส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
น้อมดวงใจส่งพระองค์สู่สวรรค์
น้อมดวงจิตส่งกุศลทุกคืนวัน
น้อมให้ท่านทรงสำราญพระหฤทัย
      ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติใป
ขอรับใช้ใต้พระบาททุกชาติภพ
ขออยู่ใต้พระบารมีทุกภูมิที่บรรจบ
ขอน้อมนบไว้เหนือเกล้าตลอดกาลฯ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอถวายสัตยาธิษฐานเป็นปณิธาน
ขอดวงพระวิญญาณของท่านทรงสดับเป็นสักขีพยาน

                        “ วันหนึ่งวันใดที่เกล้ากระหม่อมได้รับใช้ประชาชน เป็นข้าในแผ่นดินนี้
                        เกล้ากระหม่อมขอถวายคำปรารภด้วยเจตนารมณ์นี้
                        ตราบใดที่ความทุกข์ทรมานจากโรคภัยยังไม่สิ้นไป
                        เกล้ากระหม่อมจะขออยู่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั้งมวล
                        จวนจนผู้คนทั้งหลายจะพ้นจากความทุกข์ทรมาน
                        เกล้ากระหม่อมจะรักษาร่างกายที่เจ็บป่วยและเยียวยาจิตใจที่เจ็บปวด
                        ขจัดความทุกข์ทรมาน
จากโรคภัยเหล่านั้นให้หมดสิ้นไป ”

                                                                                           ๙ มหาเวทย์
                                                           ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
                                                                           
      ๖ - ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙



                                                                                   



กระทู้ ๗ แบก (คาถาอิติปิโส ๘ ทิศ) ยันต์เกาะเพ็ชร

วิชากระทู้ ๗ แบก (คาถาอิติปิโส ๘ ทิศ)
เรียบเรียงโดย ๙ มหาเวทย์

ภาคต้น
                                  นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
                         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
                                    อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
                                    วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
                                    อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ
                                    สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
            สิทธิการิยะ คุรุบุราณครูบรูพาจารย์เจ้าท่านประสิทธิ์กลบทพระคาถาอิติปิโส ๘ ทิศ อันกล่าวขาลกันในนาม กระทู้ ๗ แบก เป็นฉันทลักษณ์ ๗ คำ เรียงสลับสับเปลี่ยนด้วยกลวิธีเขียนลง ๘ บรรทัด ไล่ลงจากบนลงล่าง ได้แถวละ ๗ คำ จึงเรียกว่า ๗ แบก ดังจักประสิทธิ์ไว้เช่นนี้
            ให้ตั้งพานขันบูชาครูเป็นพระรัตนตรัย ประกอบด้วยธูป ๓ ดอก เทียน ๒ เล่ม แลมีดอกบัว ๘ ดอก ขึ้นบูชาคุณพระรัตนตรัยอันมีพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วจงนำเอาก้อนหินขนาดหนึ่งกำมือ เปรียบประดุจเท่าหัวใจของตน เอาก้อนหินขนาดนั้นมา ๘ ก้อน ชำระบริสุทธิ์ด้วยน้ำพระพุทธมนต์ วางบนขันไว้ในปรัมพิธี พึ่งแยกเป็นแปดพานแล้วใส่ดอกไม้ขวาดอกไม้แดงข้าวตอกดอกไม้จัดไว้คอยท่าไว้แลนา

            บทพระพุทธคุณ




“อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ  สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ”
            เมื่อนำบทพระพุทธคุณมาเข้ากลบทวิธี เขียนจากบนลงล่าง ๘ คำ แล้วไล่เรียงไปจนหมด ๕๖ คำจะได้ ๘ แถว แถวละ ๗ คำ ดังนี้









     จำแนกแจกแจงทิศาวิธีการเป็น ๘ ทิศมีพระพุทธคุณอยู่เหนือเกตุเกล้าศีรษะของตนเป็นศูนย์กลาง                 

๑.อิระชาคะตะระสา เรียกว่า กระทู้ ๗ แบก คุ้มทิศบูรพา เสกเป่าพิศสัตว์กัดต่อย
๒.ติหังจะโตโรถินัง เรียกว่า ฝนแสนห่า คุ้มทิศอาคเนย์ บทนี้ทำน้ำมนต์ รดคนเจ็บไข้ได้ป่วย
๓.ปิสัมระโลปุสัตพุธ เรียกว่า นารายณ์เกลื่อนสมุทร คุ้มทิศทักษิณ ภาวนากันภูตผีปีศาจ
๔.โสมานะกะริถาโธ เรียกว่า นารายณ์คลายจักร คุ้มทิศหรดี ทำน้ำมนต์ ไล่ผี หรือคนท้องกินคลอดลูกง่าย
๕.ภะสัมสัมวิสะเทภะ เรียกว่า นารายณ์ขว้างจักรไตรตรึงภพ คุ้มทิศประจิมเสกพรมร่างคนไข้ ไล่ภูพผีปีศาจ
๖.คะพุทปันทูธัมวะคะ เรียกว่า นารายณ์พลิกแผ่นดิน คุ้มทิศพายัพ เสกน้ำมนต์ป้องกันผี หรือถูกคุณกระทำชะงักนัก
๗.วาโธโนอะมะมะวา เรียกว่า ตวาดป่าหิมพานต์ คุ้มทิศอุดร เสกด้าย หวาย มีด ข้าวสาร ขับไล่ผี ผีป่าเวลาเดินทาง
๘.อะวิชสุนุตสานุสติ เรียกว่า นารายณ์แปลงรูป คุ้มทิศอีสาน เสกเป่าตัวเอง เวลาออกจากบ้านแคล้วคลาด



ภาคปลาย
ครั้งจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นตั้ง นะโม ๓ จบ กล่าวว่า
"นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ”

ขึ้นบทพระพุทธคุณ กล่าวว่า
“อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ
สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ”
เมื่อเสร็จแล้วให้นำก้อนหินออกมาเรียงรอบตัวไว้ ๘ ทิศ ทิศละ ๑ ก้อน
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันออก เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
 “อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา” ๗ จบ เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง”
๗ จบ เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศใต้ เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท” ๗ จบ
 เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันตกใต้ เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ” ๗ จบ เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันตก เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ” ๗ จบ เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
 “คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ” ๗ จบ เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศเหนือ เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“วา โธ โน อะ มะ มะ วา” ๗ จบ
เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียง เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ” ๗ จบ เป่าลงไปแลนา

จากนั้นให้หันหน้าเข้าหาปรำพิธี แล้วบริกรรมคาถาว่า
                       อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา             ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง
                       ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท            โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ
                       ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ           คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ
                       วา โธ โน อะ มะ มะ วา            อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ
อีก ๗ จบ สวดจนจำแม่นยำขึ้นใจ ภาวนาจนมิผิด แล้วเป่ามนต์นี้ลงก้อนหิน นำเอาก้อนหินนั้นมาวางเป็นขอบขันธ์เขตบ้านเมืองเรือนอาศัย คุ้มเรือนสุ่มไฟป้องกันภูตผีป่าสัมภเวสีผีเร่ร่อน
              หากแม้นว่าต้องเดินทางไปค้างแรมที่ใดหรืออยู่ในสถานที่อันวิเวกวังเวง มีภูตผีปิศาจและคุณไสย์อาคมอาถรรพ์ก็ให้หยิบหินขึ้นมา ๘ ก้อน บริกรรมคาถานี้แล้ววางไว้รอบตัวหรือสถานที่นั้นๆจะป้องกันคุ้มภัยจากสัมภเวสีผีร้ายและคุณไสย์ได้ ประดุจดังเกราะเพชรกล้าเขตอาคมปกป้องรักษามิให้คุณไสย์มนดำแลผีร้ายร่วงกล้ำกลายเข้าพื้นที่นั้นได้ พุทธคุณที่เกิดจากการบริกรรมคาถานี้จักช่วยเป็นดังเกราะคุ้มครองตนไปในทิศทั้ง ๘ บริกรรมยามใดจะปลอดภัยจากคุณไสย์มนต์ดำ
            อนึ่งพระคาถานี้ยังเป็นคาถาประจำวันเกิด ด้วยว่ามีทั้งหมด ๘ บท จึงจำแนกแจกไว้ประจำวันทั้ง ๘ คือ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธกลางวัน ราหูพุธกลางคืน พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ โดยจักสวดมนต์นี้ตามกำลังวันของวันนั้น
 
มนต์ประจำวันอาทิตย์
                                                            อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ

พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางถวายเนตร พระอาทิตย์มีกำลัง ๖ ราชสีห์สิงโต สวดคาถาบูชา  ๖ จบ  

มนต์ประจำวันจันทร์
            อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางห้ามญาติ หรือห้ามสมุทร พระจันทร์มีกำลัง ๑๕ นางฟ้า แล้วสวดคาถาบูชา ๑๕ จบ

มนต์ประจำวันอังคาร
                                                           ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระอังคารมีกำลัง ๘ มหิสา แล้วสวดคาถาบูชา ๘  จบ

มนต์ประจำวันพุธ กลางวัน
                                                            ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร พระพุธมีกำลัง ๑๗ คชสาร แล้วสวดคาถาบูชา ๑๗ จบ

มนต์ประจำวันพุธ กลางคืน (ราหู)
คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ พระราหูมีกำลัง ๑๒ หัวผีโขมด แล้วสวดคาถาบูชา  ๑๒ จบ

มนต์ประจำวันพฤหัสบดี
ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางสมาธิ พระพฤหัสฯมีกำลัง ๑๙ ฤๅษี แล้วสวดคาถาบูชา 19 จบ

มนต์ประจำวันศุกร์
วา โธ โน อะ มะ มะ วา

พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางรำพึง พระศุกร์มีกำลัง ๒๑ โค แล้วสวดคาถาบูชา ๒๑ จบ

มนต์ประจำวันเสาร์
โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางนาคปรก พระเสาร์มีกำลัง ๑๐ พยัคฆา  แล้วสวดคาถาบูชา ๑๐จบ

กลบทเกราะเพ็ชร ยันต์กลเพ็ชร

อิ จะ ตะ นัง ถา คะ นุ อะ วิ คะ มา ติ ชา โร สา สัต  ภะ มะ นุ โธ  ภะ สัม โต ระ พุท วา สา โน อะ พุท โส หัง คะ ถิ โธ วะ ติ มา สุ วา สัม ปิ ระ ระวิ  ปุ ณะ ทู ริ  สัม ทัม กะ ปัน สะ โล  

อิจะตะนังถาคะนุ                    อะวิคะมาติชาโร
สาสัตภะมะนุโธภะ                 สัมโตระพุทวาสา
โนอะพุทโสหังคะถิ                 โธวะติมาสุวาสัม
ปิระระวิปุณะทูริ
                       สัมทัมกะปันสะโล  


สิทธิการิยะ ยันต์หนึ่งที่ครูบาอาจารย์เจ้าท่านอรรถธิบายมาแต่โบราณ คราหนึ่งปรากฏขึ้นในพระร่วงเจ้า ยันต์นั้นประกอบขึ้นด้วยกระทู้ ๗ แบก มีอิติปิโส ๘ ทิศ ร่ายเรียงเขียนไว้แล้วชักสูตรลงเป็นตาข่ายคุ้มรอบขอบบนล่าง ได้รูปยันต์ศักดิ์สิทธิ์นักแล
            พึ่งนำธูปเทียนเครื่อง ๑ ตั้งขันบูชาครู ผ้าขาวคืบ ผ้าแดงคืบ ทำเป็นยันต์ เขียนอักขระแล้วชักสูตร คราใดขึ้น ๕ ค่ำ วันเสาร์ ให้เสกเป่าถมด้วยพระคาถาอิติปิโสแปดทิศ ๑๐๘ คาบ คราใดแรม ๕ ค่ำ วันเสาร์ ให้เสกเป่าถมด้วยพระคาถาอิติปิโสแปดทิศ ๑๐๘ คาบ นำขึ้นบูชาแล้วป้องกันคุ้มครองดังปราการเราะเพชรรัตน์อันวิเศษ
            ขึ้นขันธ์ ๘ ด้วยเครื่องบูชาครูบาอาจารย์ ธูปเทียนดอกไม้ ๘ ทั้งหมากพูล ผ้าขาวผ้าแดง ตั้งศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ ยามขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๕ ลงเลขเสกยันต์ สักยันต์เกาะเพชรนี้คุ้มกายา พึ่งสักแบบชักสูตร สักอักขระแล้วลากต่อไปลงอักขระตัวต่อไปจนครบ ๕๖ อักขระ แล้วตรึงด้วยทองคำเปลว เมื่อเป่าเสกปลุกขึ้นมายันต์เกราะเพชรจะคุ้มตัวขึ้นเป็นร้อนทั้งร่ายกาย ร้อนหน้า ร้อนหู ให้ภาวนาพระคาถาตรึงไว้ในใจไปมานาน ๓ วัน ๗ วัน ตราบเท่าที่ร้อนกายจะสงบลง
            อุปเทห์ว่าผู้ใดครอบครองยันต์นี้จักเป็นมงคล ปิดแปะยันต์ไว้ในบ้านจะคุ้มครองป้องกันไสยศาสตร์แก้อาถรรพ์ทั้งปวง ผู้ใดมียันต์กับตัว จะไม่ตายโหงอย่างเด็ดขาด จะไม่ตายด้วยพิษสรรพสัตว์ ปลอดภัยจากไสยศาสตร์ทุกประการ ไสยศาสตร์ทุกอันจักสะท้อนย้อนกลับ ดังได้พรรณามาด้วยประการเช่นนี้

อุปเทห์
            กระทู้เจ็ดแบก อาจารย์จําแนกไว้บูชา เสกข้าวกินทุกวัน อาจป้องกันเครื่องศาสตรา อนึ่งภาวนา แล้วหันหน้าสู่ช้างสาร อาจหักงวงคชา ด้วยพลาอันห้าวหาญ มีกําลังเหลือประมาณ ยิ่งช้างสารอันตกมัน ฤษีทั้ง7องค์ ท่านดํารงอยู่ทิศนั้น เมื่ออภิวันท์ หันพักตร์นั้นทางทิศบูรพา
            อาคเนย์ฝนแสนห่า ใช้ภาวนาคราเดินทาง ถึงเดินสิ้นทั้งวัน เรื่องนํ้านั้นอย่าระคาง เสกหมากรับประทานพลาง สิบห้าคําอ้างกินเรื่อยไป แม้นใคร่ให้มีฝน อย่าร้อนรนจงใจเย็น ให้เสกไส้เทียนชัย เสกให้ได้แสนเก้าพัน แล้วให้นึกเทเวศ ผู้เรืองเดชในสวรรค์ อิทรพรหมสิ้นด้วยกัน ตลอดจนถึงชั้นอะกะนิฏฐ์ ฝนก็จะตกหนัก เพราะอารักษ์อันศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีโรคอันวิปริต จงพินิจพิจารณา เอาทํานํ้ามนต์ แล้วพรํ่าบ่นด้วยคาถา เสกพ่นสัก
7ครา มิทันช้าก็จักหาย อาคเนย์นามทิศศา จงหันหน้าไปโดยหมาย เคารพครูบรรยาย แล้วจึงร่ายคาถาเอย
            นารายณ์กลืนสมุทร์ ฤทธิรุททิศทักษิณ เรื่องฝีเกลื่อนหายสิ้น ไม่ต้องกินเสกพริกไทย เจ็ดเม็ดเสกเจ็ดหน แล้วจงพ่นลงทันใด สามครั้งก็จะหาย สมดังใจจํานง อนึ่งใช้เสกปูน สําหรับสูญฝีหัวลง มิช้าฝีก็คง ยุบย่อลงในบัดใด ภาวนาลงกระดาษ อย่าประมาทจงตั้งใจ ฟั่นเทียนเอาทําไส้ เทียนนั้นไซร้หนึ่งบาทหนา ลงคาถาล้อมให้รอบ ตามระบอบอย่ากังขา เท่ากําลังเทวดา ตามชันษาผู้เป็นไข้ แล้วจุดบูชาพระ อย่าได้ละภาวนาไป มิช้าไข้นั้นไซร้ จะหายดังปลิดทิ้ง
            หรดีพึงสําเหนียก มีชื่อเรียกเป็นสองอย่าง คือนารายณ์คลายจักรอ้าง กับอีกทั้งพลิกแผ่นดิน มีฤทธิ์และศักดา ทั้งเดชาและโกสินทร์ ภาวนาเป็นอาจิณ ยําเกรงสิ้นเหล่าศัตรู รําลึกแต่ในใจ ข้าศึกไซร้ปืนสู้ หย่อนกําลังพรั่งพรู ไม่คิดสู้เราต่อไป ถึงแม้คนใจกล้า พอเห็นหน้าก็อ่อนไป ครูเฒ่าท่านสอนไว้ แม้สิ่งใดมีประสงค์ สิ่งนั้นพลันต้องได้ สมดังใจจํานง เพราะคาถาเป็นมั่นคง อย่างวยงงจงบูชา คุณครูผู้บรรยาย ท่านเร่ย้ายหรดีทิศา เมื่อจะภาวนา จงหันหน้าทางนั้นเอย
            ทิศประจิมนามประหลาด ชื่อตวาดหิมพานต์ มีเดชอันห้าวหาญ ดุจช้างสารไม่กลัวตาย พบช้างและปะเสือ ที่ดุเหลือทั้งโคควาย อีกทั้งโจรดุร้าย ก็อย่าได้นึกกลัวมัน จงนิ่งภาวนา พระคาถาไปฉับพลัน เป็นมหาจังงังอัน วิเศษยิ่งอย่ากริ่งใจ สัตว์ร้ายและคนพาล ไม่อาจหาญเข้ามาใกล้ ให้แคล้วให้คลาดไป จงท่องไว้ทั้งเช้าคํ่า อนึ่งเมื่อภาวนา จงหันหน้าอย่าถลํา ทิศประจิมจงจดจํา ดังแนะนําดังนั้นเอย
            พายัพนามทิศ มหิทฤทธิ์นั้นมากนัก ชื่อว่านารายณ์กลืนจักร์ มีฤทธิ์ศักดิ์นั้นย้อนยอก ครูเฒ่าท่านกล่าวมา ถ้าแม้นลูกไม่ออก เอานํ้าใส่ขันจอก แล้วเปล่งออกซึ่งวาจา เสกนํ้าทํานํ้ามนต์ ร้อยแปดหนด้วยคาถา ให้กินอย่ารอช้า พรหมกายาตลอดศรีษ์ บุตรน้อยจะค่อยเคลื่อน ขยัยเขยื้อนเคลื่อนอินทรีย์ เสดาะเสกวารี หากไม่มีนํ้ากระสาย จงเป่าด้วยคาถา ไม่ทันช้าหลุดกระจาย ครูประสิทธิ์บรรยาย ท่านเร่ย้ายอยู่พายัพ เพื่อเป็นการคํานับ ตามตําหรับอาจารย์เอย
            นารายณ์ขว้างจักร์นี้เลิศลบ อีกนามหนึ่งตรึงไตรภพ สองชื่อย่อมลือจบ ทั่วพิภพเรืองเดชา ภาวนาสูดลมไป ว่าให้ได้สักสามครา คอยดูที่ฉายา ถ้าเห็นเงาว่าหายไป ครานั้นจงชื่นชม คนนับหมื่นหาเห็นไม่ บังตาหายตัวได้ ครูกล่าวไว้เร่งบูชา หันพักตร์สู่อุดรทิศ แล้วตั้งจิตภาวนา ตามบทพระคาถา ที่กล่าวมาแต่ต้นเอย
            อิสานนามแถลง นารายณ์แปลงรูปโดยหมาย ภาวนาอย่าระคาย ศัตรูร้ายแปลกเราไป เมื่อนัก จงรู้จักที่อย่างดี แล้วเสกให้บ่อยๆ อย่างน้อยๆ ๑๐๘ ที แล้วเก็บไว้ให้ดี ถึงคราวที่จะต้องใช้ เสกอีกสักเจ็ดหน ประกายตนแล้วจึงไป เป็นเสน่ห์แก่ผู้ใช้ ทั้งหญิงชายทุกภาษา ไม่ว่าคนชั้นไหน แต่พอได้เห็นพักตรา ให้รักด้วยเมตตา ประหนึ่งว่าเป็นลูกหลาน แคล้วคลาดเหล่าศัตรู สิ้นทั้งหมู่อันธพาล ครูอยู่ทิศอิสาน จงนมัสการและบูชาเอย

อวสานบท
กลบทคาถาอิติปิโสแปดทิศ มาแต่พระพุทธคุณ ๕๖ เป็นคุณแห่งพระพุทธคุณ จงเจริญบริกรรมภาวนาดุจนำประคำมาร่ายภาวนาจักเป็นประคำบารมี ป้องกันภัยจากสิ่งชั่วร้ายแลถึงซึ่งพระพุทธคุณได้โดยปริโยสานสนันตา

๙ มหาเวทย์