เลียกดอก (ลากไข่ถอนคุณไสย์เขมร)

เลียกดอก (ลากไข่ถอนคุณไสย์เขมร)


                   ชาวเขมร-สวย มีวิธีการรักษาโรคแบบไสยศาสตร์แบบหนึ่งที่ใช้ไข่ลากไปมา ถูไปถูมาบนร่างกาย เรียกว่า “เลียกดอก” ซึ่งแปลว่า ลากถอน ตามภาษาเขมร คำว่า เลียก หมายถึง ลาก ส่วนคำว่า ดอก หมายถึง ถอน ซึ่งเมื่อรวมความหมายแล้ว ลากไข่เพื่อถอนคุณไสย์ พิธีกรรมนี้จะใช้เมื่อคนไม่สบาย ไปหาหมอยาแผนปัจจุบันแล้ว รักษาโดยวิธีแผนปัจจุบันไม่หาย จนปัญญาและไร้สาเหตุไร้หลักเหตุผลรองรับ หรือป่วยเรื้อรัง ซีดผอม เพ้อคลั่ง ซึมเศร้า ปวดทุรนทุราย ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดในข้อในกระดูก ไม่มีเรี่ยวแรง ฯลฯ ซึ่งชาวเขมร-ส่วย เชื่อว่า เป็นอาการของคนโดนของถูกคุณไสย์ ฉะนั้นญาติจะนำไปหาหมอมนต์ ทำพิธีเลียกดอก เพื่อรักษาคุณไสย์
เครื่องที่ใช้ในพิธีกรรม
                       กรวยดอกไม้ ๕ กรวย
                       เทียน ๑ คู่
                       ธูป ๑ คู่
                       หมาก ๕ คำ
                       ไข่ไก่สด ๑-๖ ฟอง (ตามแต่หมอมนต์กำหนด ดูจากสภาพอาการ)
                       ชาม ๑ ใบ
                       ชามและไข่ไก่ต้องเช็ดล้างให้สะอาด หลายๆรอบ
                       กระทงกาบกล้วยสี่เหลี่ยมกรุด้วยใบตอง ๑ กระทง เรียกตามภาษาเขมรว่า “เป”
การทำพิธี
                       ให้คนป่วยนั่งเหยียดเท้าทั้งสองข้าง พนมมือ (ถ้าผู้ป่วยอาการหนักก็ให้นอนหงายเหยียดเท้าก็ได้) นำกระทงกาบหล้วยวางปลายเท่าคนป่วย กรู(ครู) หรือหมอมนต์จะเคี้ยวหมากพลูเเสกมนต์เป่าที่ศีรษะคนไข้สามครั้ง หลังจากนั้นหยิบไข่ไปวางบนศีรษะพร้อมบริกรรมคาถา พลางเคลื่อนไข่ไปตามลำคอ บ่า ลำตัว สะโพก ขา จนสุดปลายเท้า แล้วนำไข่ไปวางในกระทงกาบกล้วย บางหมอมนต์ใช้ไข่ฟองเดียว บางหมอมนต์ใช้ไข้หลายฟอง โดยใช้ไข่ทีละฟองในการเสกคาถา เคลื่อนไปทั่วตัวจนถึงปลายเท้าแล้ววางไข่ในกระทงปลายเท้า
มนต์
ออมละมาด มหาละมาด เติบ กรู เปอ อัญ
เลียก ปีง ตเริว อำเปอ ปเรียย
ปีง ตเริว ปี ปรีก เติบ กรู เปรอ อัญ รำสาย
ปีง ตเริว อำเปอ ปเรียย ปันลิจ จ็อง ส็อก
ออม โสรบ มหาโสรบ
กม โน็ว กน็อง รูป แจ็ง โม ปีง หอง
เปรียะ กรู ออย อัญ โสรบ
ออม เปรียะ ปุด วิเจีย จึย
เติบ อัญ กัน ปันลึย อัญซากันลวง
กัน ลอง ดาน ปีง เดีร
อัญ ชา ขนัจ ปี เวียล อัญ ชา ปะเตียล ปี กุม
อัญ ชา อากุม ปี กน็อง คลูน
อัญ ซา กระมูน ปี กน็อง กลอง
อัญ ซา แบ็ย ดอง ยัวโม จอง จะ
กันดระ แบ็ยโดจ จำนำ เปรียะ กรู อัญ เอย
ออม ตะ เงิวๆ ม็วน เกิว กำเริก
เพ กู ลา ไก เกิบ
เปรียะ เสาะ เอย เปรียะ เสา แสน กว่า
ออม กง กัง สวาหะฯ


ต๋าแหลว (ตาเหลว )

  ต๋าแหลว หรือ ตาเหลว เป็นเครื่องจักสานชนิดหนึ่ง ทำจากไม้ใผ่ จะทำจากตอกหนึ่งก้านที่หักไปมาเป็นแฉก หรือจะทำจากตอกหลายก้านมาสานรวมกันเป็นแฉกก็ได้ สำหรับ คำว่า ต๋าแหลว หรือ ตาเหลว เป็นภาษาเหนือ แต่ถ้าจะเรียกชื่อเป็นภาษากลาง ก็คือ เฉลว ทำขึ้นเพื่อจุดประสงค์เป็สัญลักษณ์บอกสถานที่ ในอดีตภาคกลางใช้เฉลว เป็นเครื่องบอกด่านเก็บภาษีอากรทางน้ำ หรือที่เรียกว่าการเก็บจังกอบ ถ้าเห็นสัญลักเฉลวอยู่ที่ท่า แสดงว่าท่านี้เป็นด่านจังกอบ
           
แต่ถ้าหากเป็นความเชื่อล่ะก็ เฉลว เป็นสิ่งอันเป็นมงคล เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์บ่งบอกถึงเขตห่วงห้าม เขตป้องกันสิ่งชั่วร้าย สิ่งไม่ดี ชาวบ้านจะนำเฉลวมาประกอบพิธีต่างๆเกี่ยวกับความเชื่อ อาทิ การสู่ขวัญข้าว สืบชะตา ทำบุญบ้าน ทำบุญเมือง มัดติดหน้าบ้าน ปักบนหม้อยาเพื่อรักษาสรรพคุณ ปักไว้ในที่ไม่ใช้ผีผ่าน  และที่สำคัญในการประกอบการปลุกเสกที่เป็นพุทธคุณ หรือพุทธาภิเสก ก็จะมีเฉลวมัดติดกลับรั้วราชวัตร ๔ ทิศ สำหรับให้พระสงฆ์เจริญมนต์พุทธาภิเษก และรั้วราชวัตรนี้ก็ใช้กางกั้นอาณาเขตที่ประกอบพิธี โดยจะมีลักษณะเป็นรั้วสานไม้ไผ่สูงประมาณ ๑ เมตร โดยจะใช้ไม้ไผ่สานเป็นแนวทแยง ตลอดทั้งรั้วจะมีการผูกเฉลวโดยรอบ 
          เฉลวถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างหนึ่ง ที่เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งหวงห้ามอันมีเจ้าของอยู่แล้ว เป็นสัญลักษณ์ความพิเศษอีกด้วย โดยเฉพาะหม้อต้มยา หลังจากปิดหรือไม่ปิดด้วยใบตองอ่อนก็ดี จะมีการปักเฉลวเล็กไว้บนหม้อต้มยา มีนัยว่าเพื่อบอกว่าหม้อนี้คือยาต้มนะไม่ใช้น้ำต้มหรือแกงต้ม แต่ทางความเชื่อแล้วหม้อยามีครูบาอาจารย์มีสิ่งศักดิ์สิทธ์สถิตอยู่ เพื่อรักษาคุณยาที่ต้มทั้งปวง โบราณจารย์กล่าวว่าอย่าให้ผีข้ามหม้อยา เพราะจะทำให้ยาต้มเสื่อมคุณประโยชน์ ดังนั้นเฉลวเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ป้องกันผีร้ายหรือสิ่งชั่วร้ายทำลายคุณของยา ในการสู่ขวัญข้าว เฉลวถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันมีให้ผีร้ายเข้ามาทำลายพระแม่โพสพ

    
ชนิดของเฉลว ถูกแบ่งออกตามจำนวนแฉก คือ
       ๑.เฉลวที่เป็นรูปสามเหลี่ยม หรือมีสามแฉก มีความหมายว่า มะ อะ อุ เฉลวชนิดเมื่อตั้งไว้แล้วจะเหมือนกับว่ามีคนมานั่งสวดคำว่า มะ อะ อุ ตลอดเวลา ทำให้ผีไม่กล้าเข้าใกล้
       ๒.เฉลวที่เป็นรูปดาวห้าแฉก มีความหมายว่า นะ โม พุท ธา ยะ  เฉลวชนิดเมื่อตั้งไว้แล้วจะเหมือนกับว่ามีคนมานั่งสวดคำว่า นะ โม พุท ธา ยะ ตลอดเวลา ทำให้ผีไม่กล้าเข้าใกล้
       ๓.เฉลาที่เป็นรูปแปดแฉก มีความหมายว่า อิติปิโส ภควโต เฉลวชนิดเมื่อตั้งไว้แล้วจะเหมือนกับว่ามีคนมานั่งสวดคำว่า อิติปิโส ภควโต ตลอดเวลา ทำให้ผีไม่กล้าเข้าใกล้
        ในชาวล้านนามีต๋าแหลวอีกประเภทหนึ่ง สานง่ายแต่สานเป็นยาก เพราะมั้นมีลักษณะพิเศษคือมีเจ็ดชั้น สานต่อกันโดยสานต่อไปเรื่อยๆ และสามมารถสามารถต่อชั้นขึ้นไปได้อีก และอย่าเข้าใจผิดว่าสานเจ็ดอันเอามามัดรวมกันล่ะคับ ความยากคือการต่อชั่นแต่ละชั้น ถ้าต่อผิด ถึงจะดูเหมือนต๋าแหลวแต่นั่นไม่ใช่ต๋าแหลว เราชาวเหนือมีชื่อเรียกต๋าแหลวนี้หลายชื่อ ต๋าแหลวเจ็ดจั้น ต๋าแหลวใบคา ต๋าแหลวคาเขียว ต๋าแหลวหญ้าคา เป็นต้น ก็คือต๋าแหลวนี้มี ๗ ชั้น แล้วนำคามาสานพันธ์กันใช้ขึงติดกับตาแหลว ดังนั้นเข้าจึงเรียกว่า ต๋าแหลวคาเขียว เพราะใบคาที่นำมาสานพันกันเป็นสีเขียว
        ประเภทของตาแหลวในล้านนาของเรามีอยู่หลายประด้วยกัน โดยเราจะแบ่งง่ายตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งจะแบ่งได้ ๔ ประเภท
คือ

ตาแหลวหลวง

         ๑. ตาแหลวหลวง เป็นตาแหลวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาตาแหลวทั้งหมด มีลักษณะเป็นตาแหลว ๖ แฉก และ ๘ แฉก ใช้ตอกไม้ไผ่จำนวน ๔๒ เส้นในการสานตาแหลวหลวงนี้ มักถูกใช้ในงานสืบชะตาบ้านชะตาเมือง สืบชะตาหลวง หรือใช้สำหรับให้คน สัตว์ ลอดผ่าน เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ได้ลอดผ่านใต้ตาแหลว ขจัดสิ่งช่วร้ายและความอัปมงคลทั้งหลาย ตาแหลวหลวงบางครั้งก็มีลักณะเป็นตอกไม้ไผ่สานเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม โดยสานลายตาหกเหลี่ยม เป็นแผ่นขนาดใหญ่



ตาแหลว ๗ ชั้น (ตาแหลวคาเขียว)


         ๒. ตาแหลว ๗ ชั้น หรือตาแหลวคาเขียว ดั้งที่บรรยายไว้ข้างต้น ใช้ในพิธีกรรมพื้นเมือง เช่น พิธีสืบชาตา หรือประดับไว้ตรงบนประตู หรือทางเข้าบ้าน หรือหน้าบ้าน  เพื่อดักความชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคล หากผู้ใดได้ลอดตาแหลว ก็สามารถขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายนั้นออกไปจากตัวได้


                         ตาแหลวปลา 
ตาแหลวแม่หม้าย           

        ๓. ตาแหลวแม่หม้าย คล้ายกับตาแหลว ๗ ชั้น มีลักษณะเหมือนกงจักร จะถูกสานด้วยตอก ๖ เส้น ให้มีลักษณะเป็นตา หกเหลี่ยมอยู่ตรงกลาง ส่วนปลายของไม้ทั้งสองด้านถูกพับให้งอในมุม ๙๐ องศา ใช้กับพิธีกรรมแฮกข้าว ทำขวัญต้นข้าว หรือก่อนปลูกข้าวและก่อนข้าวตั้งร่วง โดยจะเรียกว่า "หมายนา" ขึ้นรั้วสานสี่แจ่ง ใส่ตาแหลวแม่หม่ายไว่ทั้ง ๔ มุม มีปลาสาน มีกุ้งสานแขวน ไว้ป้องกันภูตผีร้ายมาทำร้ายพระแม่โพสพ กันแมลงสิ่งอัปมงคลมารบกวนข้าว และเป็นการทำขวัญพืชพรรณยาหารให้เกิดความอุดมสมบูรณ รวมทั้งตาแหลวที่หักมุมตรงปลายนี้ยังเน ตาแหลวหม้อยาที่ปักไว้บนหม้อยาเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายข้ามหม้อยา ทำให้ยาไร้สรรคุณ เมื่อปักตาแหลวหม้อยาแล้ว จะป้องกันภ฿ตผีร้ายมาข้ามหม้อยา ทำให้คงสรรพคุณยาได้

       ตาแหลวเอื้องหมายนา                   ตาแหลวหม้อยา


ตาแหลวหมาย
        ๔. ตาแหลวหมาย  ใช้เป็นตัวกำหนดเขตในการครอบครองพื้นที่ทำกิน เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ หากผู้ใดมาพบเห็นก็จะได้ไม่ล่วงเกิน เช่น ห้ามฉี่รด ห้ามถมน้ำลาย ห้ามทิ้งขยะสิ่งสกปรก และแย่งชิง

ลงเลขเสกทราย ข้าวสารซัด ข้าวพิรอด

ลงเลขเสกทราย ข้าวสารซัด ข้าวพิรอด

            ตามตำราฝังอาถรรพ์กันภัย และป้องกันตัวเอง ในการพักในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนหรือนอกสถานที่ เราก็ความจะมีการป้องกันศัตรูผู้ร้าย ปิดห้องหับกำแพง ดังนั้นเราก็มีวิธีการป้องกันสิ่งชั่วร้าย ทั้งผีสางภูตปิศาจเปรตอสุรีอสุรกาย นั้นก็คือการเสกทราย การเสกทรายนั้นบ้างก็ทำเพื่อป้องกันภูตผีปิศาจ บ้างก็ทำเพื่อขับไล่ภูตผีปิศาจ เสกหว่านในทุกนาป้องกันผีสางมาทำร้ายต้นข้าว เสกแล้วโปรยรอบเป็นวงกลมผีในไม่กล้าออก ผีนอกไม่กล้าเข้า ประดุจดังมีวงไฟล้อมรอบไว้
            การลงเลขเสกทรายนั้นมักจะใช้เลขตรีนิสิเห หรือเลขยันต์ต่างๆ นะปถมัง นะเกล็ดปถมัง ยันต์เกาะเพชร ยันต์ข่ายเพชร ยันต์อิติปิโส
8 ทิศ หรือกลบทอิติปิโส 8 ทิศ สลับไปสลับมาจนครบ ส่วนการเสกข้าวสารซัดผีก็เช่นเดียวกัน ดังเช่นในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ขุนแผนได้ใช้ข้าวสารที่ย้อมว่านยาเป็นเครื่องมือประกอบเมื่อจะสะกดขึ้นเรือนขุนช้าง ซึ่งเมื่อจุดตามเทียนอาคมสำหรับสะกดไว้ที่รั้วบ้านหรือนอกชานแล้ว ก็ซัดข้าวสารย้อมว่านยาที่ปลุกเสกแล้วขึ้นไปบนหลังคาเรือน เชื่อว่าจะสะกดคนบนเรือนให้หลับใหล
            ข้าวพิรอด คือข้าวเปลือกที่รอดผ่านพ้นกรรมวิธีการตำ ร่อน สีข้าว และการหุงจนมาปรากฏในจานข้าวได้ โบราณนับถือกันว่าเป็นของดี มีคุณทางแคล้วคลาด มักเก็บไว้ปลุกเสกเพื่อทำเป็นเครื่องรางโดยเย็บถุงเล็กๆ ใส่ไว้ อนึ่ง ผู้เรืองอาคมมักใช้ข้าวสารเสกเพื่อกำราบฤทธิ์ของวิญญาณร้าย โดยเชื่อว่าเมื่อซัดถูกภูตพรายจะต้องเร่งหลีกหนีไป มิฉะนั้นจะต้องแหลกเป็นจุณ ข้าวสารเสกอาจใช้ในพิธีการทำเสน่ห์ได้อีกด้วยโดยใช้ข้าวสารตกก้นครก ซึ่งก็คือข้าวสารที่ตกหลงอยู่ในครกตำข้าวแบบสมัยก่อน มาแช่น้ำมันหอมปลุกเสกแล้วเอาไว้ดีดใส่ผู้ที่ปรารถนา เชื่อว่าจะทำให้หลงใหลในตัวผู้กระทำ

ดังบทประพันธ์ของสุนทรภู่ พระอภัยหนีผีเสื้อสมุทรมาถึงฝั่งผีเสื้อตามมาทัน แต่พระโยคีช่วยไว้ได้
  ค พระโยคีมีญาณว่าหลานรัก            จงสำนักอยู่ให้สมอารมณ์หมาย
อันยักษีผีสางสมุทรพราย                     มาถูกทรายชายหาดก็ขาดใจ
เราลงเลขเสกทำไว้สำเร็จ                     ดังเขื่อนเพชรภูตปีศาจไม่อาจใกล้
มันอยู่แต่ห่างห่างช่างเป็นไร                ทำไม่ได้นัดดาเจ้าอย่ากลัว ฯ
แล้วอีกส่วนหนึ่ง
แล้วเสกทรายปรายขว้างมากลางคลื่น             ดังลูกปืนยิงยักษ์ให้ตักษัย
ผีเสื้อกลัวตัวสั่นเพียงบรรลัย                            ก็หลบไปตามวนชลธาร

คาถาหว่านทราย
            อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ-
สะหัสสานิ พุทธะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ
            อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ-
สะหัสสานิ ธัมมะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ
            อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ-
สะหัสสานิ ปัจเจกะพุทธะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ
            อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ-
สะหัสสานิ สังฆะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ
คาถาหว่านทรายนี้ ใช้สวดไล่ภูตผีปีศาจร้ายต่างๆ ถ้าสวดเป็นประจำทำให้เทวดารักษา อยู่ก็เป็นสุข ไปก็เป็นสุข และเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ

คาถาข่ายเพชรพระพุทธเจ้า
ชาโล มหาชาโล ชาลัง มหาชาลัง ชาลิเต มหาชาลิเต ชาลิตัง มหาชาลิตัง
มุตเต มุตเต สัมปัตเต มุตตัง มุตตัง สัมปัตตัง สุตัง คะมิติ สุตัง คะมิติ มัคคะยีติ
ทิฏฐิลา ทัณฑะลา มัณฑะลา โรคิลา กะระลา ทุพพะลา ริตติ ริตติ กิตติ กิตติ
มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ มุตติ มุตติ จุตติ จุตติ ธาระณี ธาระณีติ อิทัง ธาระณะ ปะริตตังฯ
คาถาสำคัญยิ่ง ของท่านโบราณาจารย์แต่เก่าแก่ เป็นคาถาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระราชทานให้พระอานนท์มหาเถระ เมื่อผู้ใดได้บริกรรม พระคาถานี้ จะพ้นจากความทุกข์ยากทั้งมวลได้บรรลุความสุขในชาตินี้และชาติหน้า หมู่เทพยดามาประชุมรักษาป้องกันสรรพภัยอันตรายทุกเมื่อ เมื่อเกิดเจ็บไข้ขึ้นใช้เสกน้ำมนต์รดอาบ หายแล แม้เจ็บจมูกเจ็บตา เสกหมากพ่นก็ได้ เสกน้ำก็ได้ เสกหัวหอมพ่นก็ได้ แก้สารพัดตาลทรางทั้งปวง พระคาถานี้บริกรรมในสถานที่ใด ภูตผีปีศาจที่ดุร้ายมิอาจจะเข้าไปกล้ำกราย เป็นคาถาที่ใช้ในคัมภีร์พิชัยสงครามอีกด้วย

กะกันโต โย สัพพะสัตตานัง

กัตวา ทุกขักขะยัง ชิโน
กะเถนโต มะธุรัง ธัมมัง
กะถาสัณหัง นะมามิหัง
เอาข้าวสารมา แล้วภาวนา เสกให้หลายหน
เสร็จแล้วซัดไป ไล่ผีบัดดล หนีไปไกลพ้น ไม่มาราวี

อนิจจาพาลัง ปิยัง โหติ เทวตาปัตตัยยัง นะมามิหัง
ผุลเลผุลเลนะ เตเชนะ   ชัยยะ มังคะลัง ฯ
เอาข้าวสารเสกไว้ใช้เจ็ดหน โปรยปรายทั้งเขตมณฑล ทั้งคุณผีคุณคนมิกล้ำกลาย

ยะนีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิวายานิวะ
อันตะลิกเข สัพเพ วะภูตา สุมะนา ภะวัมตุ
อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง
เสกข้าวสารซัดทรายโปรย อสุรีอสุราไม่กล้าใกล้ ฝูงผีหนีไปทันใด มิอยู่ให้รวบกวนบีฑา

โอม พุทธา นะมามิหัง กุโก คะโต ตังเมสะ ตังทิโก
มังสุโส สุเรโส อะปานา ปะสุนัมปิ สุลิอะทะ สิลิเล
อิทฐิภูเต ปูวิสิเว เปหิเสติ คัชชะมุมหิ
ขับไล่ผีเข้าสิงคนได้สารพัด เสกน้ำกินไล่คุณไสย์ด้วยอาพัด 
เสกทรายซัดเสกข้าวสารทรายไล่อสุรี

นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ วัตติ วัตติ
ยะมะสุ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ

เสกข้าวสารซัดน้ำมนต์สาด ผีปิศาจไม่กล้าใกล้ 
เสกทรายโรยไว้ทั่วถิ่นที่ เสนียดจัญไรไพรีวิ่งหนีหาย

ตะเกียงเก้าดวง (ปักเต๋า)

ตะเกียง  7 ดาวไถ (ตะเกียงเก้าดวง)
ตะเกียงบูชาปักเต๋า ต่ออายุและป้องกันภยันตราย
ตามคติคัมภีร์เต๋าและพุทธมหายาน



            เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ไทยเชื้อสายจีน คือตะเกียง 7 ดาว 9 ดวง ที่ใช้จุดในพิธีกินเจตลอด 7 วัน 7 คืน โดยไม่ให้ดับ เพื่อบูชาดาวปั๊กเต้าทั้ง 7 ที่เป็นเทพผู้รักษาดวงชะตา ทั้งภัยพิบัติ อันตรายโรคร้ายจะดับสูญหากบูชาครบ 7 วัน 7 คืน จะต่อชีวิตให้ดำรงอยู่ได้ต่อไป แม้จะถึงชะตาคาดแล้วก็ตาม หมู่ดาวปั้กเต้าทั้งเจ็ดจึงเข้าด้วยความเชื่อนี้และถูกจัดให้เป็นเทพผู้กำหนดอาสัญวาระของบุคคล ในชาวบ้านที่ป่วยหนักใกล้ตายหมดทางเยี้ยวยารักษา ชาวบ้านจะทำการจุดตะเกียง 7 ดวง เพื่อบูชาและขอขมาแก่เทพทั้ง 7 แทนผู้ป่วยหรือผู้ป่วยจะมาตั้งพิธีเลยก็ได้ หากทำครบ 7 วัน 7 คืน จะให้ผลสัมฤทธิ์เพื่อขอต่ออายุขัยของผู้ป่วยหรือตนเองให้อยู่ต่อ
            เช่นในวรรณกรรมเรื่องสามก๊กครั้งที่ ขงเบ้ง ได้ป่วยหนัก และทำนายเสี่ยงทายชะตาตนเองว่าจะตายแล้ว โดยดาวที่ส่องสว่างเหนือต้นสนนั้นมอดอับแสงลง ขงเบ้งจึงจุดตะเกียง เพื่อเป็นการบูชาปั้กเต้าและเสี่ยงทาย หากแต่ผลที่ได้ไม่สัมฤทธิ์ตามประสงค์ ตามคำเสนอของเกียงอุย
“
ครั้นเวลาค่ำ จูกัดเหลียงอุตส่าห์เดินออกไปดูอากาศ เห็นดาวสำหรับตัว มันเศร้าหมองกว่าแต่ก่อน ก็ยิ่งตกใจเป็นอันมาก จึงพาเกียงอุยเข้าไปที่ข้างในแล้วว่า "ชีวิตเรานี้ เห็นทีจะตายในวันพรุ่งนี้แล้ว" เกียงอุยได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงถามว่า "เหตุใดมหาอุปราชจึงว่า ฉะนี้" จูกัดเหลียงจึงว่า "เราพิเคราะห์ดูอากาศ เห็นดาวสำหรับตัวเราวิปริต จึงรู้ว่าสิ้นอายุแล้ว" เกียงอุยเสนอให้จูกัดเหลียงทำพิธีต่ออายุ ด้วยการตั้งโต๊ะบูชาเทพยดาและจุดโคมเสี่ยงทายอายุ ถ้าไฟโคมยังสว่างไสวตลอดพิธีจะมีอายุยืนยาวได้อีกสิบสองปี แต่ถ้าไฟโคมดับก่อนเสร็จพิธี ชีวิตก็จะสิ้นสุด จูกัดเหลียงคิดถึงภาระหน้าที่และคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเล่าปี่ว่าจะรวบรวมแผ่นดินถวายคืนสู่ราชวงศ์ฮั่น จำต้องทำพิธีต่ออายุแต่อุบัติเหตุก็เกิดขึ้น เมื่อนายพลอุยเอี๋ยนผลีผลามเข้ากระโจมเพื่อรายงานว่าสุมาอี้ส่งทัพมาท้ารบ ได้เตะเอาโคมเสี่ยงทายล้มไฟโคมดับ"”
            เมื่อขงเบ็งลาโลกไปแล้ว ด้วยกลอุบายจุดไฟเหนือต้นสนให้กองทัพของสุมาอี้เข้าใจว่า ดาวประจำตัวของขงเบ้งยังส่องสว่างอยู่ เป็นกลอุบายว่า ขงเบ้งยังไม่ได้ตาย
         

    7 ดาวไถ คือ กลุ่มดาว 7 ดวง ชาวไทยเห็นเป็นรูปคันไถ จึงเรียกว่า ดาวไถ และเป็นส่วนหนึ่งของ ดาวเต่า และชาวตะวันตกเรียกว่า Orion ซึ่งแปลว่า นายพราน ซึ่งอยู่ในตำแหน่งของเข็มขัดนายพราน และยังมีอีกหลายชื่อชื่อ คือ กลุ่มดาวหมีใหญ่ กลุ่มดาวจระเข้(ในบทสักวาดาวจระเข้) ดาวหัวช้าง(ชาวลาว)

ตามภาษาอารบิกที่ใช้เรียกชื่อดาวฤกษ์สมาชิกในกลุ่มดาวนายพรานมี 8 ดวง คือ
λ Ori (ดาวเมสสา) เป็นดาวส่วนหัวของนายพราน
α Ori (ดาวบีเทลจุส) อยู่ที่ไหล่ขวาของนายพราน อัลฟา (α)
γ Ori (ดาวเบลลาทริกซ์) อยู่ที่ไหล่ซ้ายของนายพราน
ζ Ori (ดาวอัลนิแทค), ε Ori (ดาวอัลนิลัม) และ δ Ori (ดาวมินทาคา) ประกอบกันเป็นแนวเส้นที่เป็นที่รู้จักว่า "เข็มขัดของนายพราน"
η Ori (เอต้า โอไรอัน) อยู่ระหว่างดาวมินทาคากับไรเจล
κ Ori (ดาวไซฟ์) อยู่ที่เข่าขวาของนายพราน
β Ori (ดาวไรเจล) อยู่ที่เข่าซ้ายของนายพราน
ι Ori (ดาวฮัตซยา) อยู่ที่ตำแหน่งยอดดาบของนายพราน 

            กลุ่มดาว 7 ดวงนี้ ชาวจีนเรียกว่า กระบวยใหญ่ หรือกระบวยเหนือ ซึ่งอยู่คู่กับกลุ่มดาวกระบวยใต้ (หน่ำซิ้ง หรือ หน่ำเต้า) หรือกลุ่มดาวหมีเล็ก หรือ กระจุกดาวลูกไก่นั่นเอง และมีชื่อเรียกว่า ดาวกระบวยเหนือ (ปั๊กเต้า)
            กลุ่มดาวปั๊กเต้าทั้ง 7 ดวงนี้ เรียกว่า กลุ่มดาวเหนือหรือปักเต้าแช (北斗星) ประกอบด้วยดาว 7 ดวงดังนี้
          ดาวเต้า (斗星), ดาวงู้ (牛星), ดาวนึ้ง (女星), ดาวฮื้อ (虛星), ดาวงุ้ย (危星),ดาวสิก (寶星) และดาวเปี๊ย (壁星)
ดาวปั๊กเต้าทั้ง 7 ดวงแทนเทพทั้ง 7 องค์ ที่ปกป้องนักษัตรทั้ง 12 คือ
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 1. เทพทั่มลั้ง貪狼 ฉายา 陽明貪狼太星君
(เอียง เมง ทำ ลอง ไท่ เซง กิน ) ให้การปกป้องนักษัตร ชวด
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 2. เทพกื๋อมึ้ง
巨門ฉายา 陰精巨門元星君
(อิม เจง กี มุน ยิน เซง กิน ) ให้การปกป้องนักษัตร ฉลู และ กุน
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 3. เทพหลกชุ้ง祿存 ฉายา 真人祿存貞星君
(จิน เลิน ลก ชุน เจ็ง เซง กิน ) ให้การปกป้องนักษัตร ขาล และ จอ
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 4. เทพบุ่งเข็ก文曲 ฉายา 玄冥文曲紐星君
(เฮียง เมง บุน เขวียก นิว เซง กิน ) ให้การปกป้องนักษัตร เถาะ และ ระกา
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 5. เทพเนี่ยมเจ็ง廉貞 ฉายา 丹元廉貞罡星君
(ตัง ยิน หนีม เจง เกียน เซง กิน ) ให้การปกป้องนักษัตร มะโรง และ วอก
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 6. เทพบูเข็ก武曲 ฉายา 北極武曲紀星君
(ปัก เกก บู เขวียก กี เซง กิน ) ให้การปกป้องนักษัตร มะเส็ง และ มะแม
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 7. เทพพั่วเปีย破軍 ฉายา 天關破軍關星君
(เทียน ก่วน ผ่อ กิน ก่วน เซง กิน ) ให้การปกป้องนักษัตร มะเมีย
และได้เพิ่มดาวมาอีก 2 ดวง เป็น 9 ดวง ให้ครบเป็นดาวนพเคราะห์
1.ดาวเทียนหวง ( 天皇大帝 ) ฉายา ทง เม้ง ไว ปู เซง กิน ( 洞明外輔星君 )
2.ดาวเหนือ( 北極大帝 ) ฉายา ยิน กวง นุย แปะ เซง กิน ( 隱光內弼星君 ) 


              ดาวปั๊กเต้า มี 7 ดวง ตามชื่อเรียกที่อ้างอิงจาคัมภีร์เต๋า [คัมภีร์ ไท้เสียงเหี่ยงเล้งปักเต้าปึ๋งเหมี่ยเอี่ยงแซจิงเก็ง (太上玄靈北斗本命延生真經 )] ซึ่งอ้างอิงว่าเป็นดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวง และรวมดาวไท้อีก 3 ดวง ได้ดังนี้
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 1 เอี่ยงเม้งทำหลั่งไท่แชกุง 北斗第一陽明貪狼太星君
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 2  อิมเจ็งกือมึ้งหง่วงแชกุง 北斗第二陰精巨門元星君
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 3 จิงยิ้งลกชุ๊งเจ็งแชกุง 北斗第三真人祿存貞星君
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 4  เหี่ยงเม้งบุ่งเคียกนิวแชกุง 北斗第四玄冥文曲紐星君
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 5 ตังง้วงเนียมเจ็งกั่งแชกุง 北斗第五丹元簾貞罡星君
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 6 ปั๊กเก๊กบู๋เคียกกี๋แชกุง 北斗第六北極武曲紀星君
ดาวปั๊กเต้าดวงที่ 7 เทียงกวงพั๊วกุงกวงแชกุง 北斗第七天關破軍關星君
ดาวไท้ 3 ดวงคือ
ดาวชั้นบนสียงไท้ คือ ฮือเจ็งไคเต็กแชกุง 上臺虛精開德真君
ดาวชั้นกลางตงไท้ คือ หลักซุ้งซือคงแชกุง 中臺六淳司空星君
ดาวชั้นล่างเหียไท้ คือ เคียกแซซือลกแชกุง 下臺曲生司祿星君
ประกอบพิธี
            ตามปกติโดยทั่วไป หรือตามธรรมเนียมปฏิบัติต่อกันมาจะทำใน “วันคน” วันขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนอ้าย ตามจันทรคติจีน ในพิธีกินเจ แต่หากว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน คนใกล้จะตาย ให้ตั่งฤกษ์ยามโดยดูดวงดาว เช่น ดาวทั้ง 7 ดวงนี้อยู่ในตำแหน่งที่มีปัญหากับดาวในดวงชะตา ทำมุมผิดเป็นอันตราย หรือไม่อยู่ในตำแหน่งให้โทษกับดวงชะตา ในใช้ฤกษ์ยามช่วงนั้นประกอบพิธี
            ทะนานประทีป หรือ เต้าเต็ง ในการประกอบ พิธีบูชาดาวสัปตรรษิ หรือ ดาวปั๊กเต้า สมัยโบราณนิยมบูชาด้วยประทีปโคมไฟ 9 ดวงหรือตะเกียง 9 ดวง เป็นสัญลักษณ์ของดวงดาว และมีเครื่องมงคล ทะนานประทีป หรือ เต้าเต็ง และจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ที่สำคัญคือประทีป 9 ดวง ตั้งวาง 7 ดวงในตำแหน่ง 7 ดาวปั๊กเต้า (ดาวไถ่) โดยจำลงสถานที่ประกอบพิธีเป็นเสมือนท้องฟ้า มีดาวเหนืออยู่ตรงกลาง ให้ตั้งตะเกียง
ใหญ่เป็นตำแหน่งดาวเหนือ( 北極大帝 ) แล้วจัดตั้งตะเกียงอีก 7 ดวง ในตำแหน่งกลุ่มดาวป๊กเต้า ดังภาพกลุ่มดวงในข้างต้น

            สำหรับระยะห่างให้ใช้ระยะจำลองตามอัตราส่วนจริงโดยใช้หล่อแก(เข้มทิศจีน) เป็นตัวช่วยวัดระยะ โดยให้ใช้ตะเกียงดาวเหนืออยู่ทิศเหนือของเข็มทิศเป็นหลัก ส่วนตะเกียงที่ 9 เป็นตำแหน่งดาวดาวเทียนหวง ( 天皇大帝 ) ให้ตั้งตรงตำแหน่งดาวโคชับ (Kochub) ตำแหน่งแอลฟ่า หรือดาวดวงแรกของกลุ่มดาวหมีเล็ก ดังรูปภาพข้างต้น
    ในส่วนของเทศกาลกินเจ จะทำเป็นโคมระย้า โดยมีประธานไล่เรียงลำดับลงมา เมื่อถึงเวลาจุดตะเกียงก็อัญเชิญขึ้นไปบนเสาไม้ไผ่
            เตรียมตะเกียงให้มีไส้พอจะเผาไหม้ได้ 7 วัน 7 คืน และเตรียมน้ำมันพืชหรือน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ให้พอเจ็ดวัน (เผื่อเยอะ เหลือดีกว่าขาด ถ้าขาดขึ้นมาก็เรื่องของความเป็นความตายจะขาดไม่ได้) โดยไม่ให้ดับ เมื่อถึงเวลาประกอบพิธี ให้จุดตะเกียงดวงแรกไล่ลงมาจนถึงดวงที่ 9 ตามลำดับ
            ทะนานประทีป หรือ เต้าเต็ง เป็นเครื่องมงคล ประกอบพิธีบูชาชนิดหนึ่งของจีน สิ่งของที่นำมาจัดลงในทะนานสื่อความหมายเป็นสัญลักษณ์สิริมงคล จะประกอบด้วยสิ่งของต่าง ๆ ดังนี้
1.บี๋ต้าว หรือ ทะนาน สัดตวงข้าวของจีนมีทั้งแบบเหลี่ยมและแบบกลม เฉพาะการนี้ใช้แบบกลม หมายถึงจักรภพหรือสวรรค์
2.เต็งโห้ย หรือ ตะเกียง ความโชติช่วงของดวงไฟจากตะเกียงเป็นสัญลักษณ์แทนแสงสว่างของพระอาทิตย์ พระจันทร์และดวงดาว เรียก ปักเต้าแชโห้ย
3.บี้ หรือ ข้าวสาร เป็นสัญลักษณ์แทนดวงดาวทั้งหลายในจักรวาล ธัญญาหารทั้งห้าบริบูรณ์
4.โป๊ยฉุ่นเช๊ก หรือ ไม้บรรทัด เป็นสัญลักษณ์แทน แชเหล็ง หรือ มังกรเขียว ธาตุไม้ ทั้งสี่ฤดูไม่มีภัยพิบัติ เทศกาลทั้งแปดล้วนสุขสันต์
5.ฉิ่น หรือ คันชั่ง เป็นสัญลักษณ์แทน แปะฮ้อ หรือ เสือขาว ธาตุทอง เพราะตาชั่งมีโลหะเป็นส่วนประกอบ หมายถึงความเที่ยงตรง คำว่าตราชั่งมีส่วนของคำในภาษาจีนกลางออกเสียงตรงกับคำว่า เป๋ง แปลว่าความสงบสุข จึงหมายถึงใต้หล้าสงบสุข
6.เจี๋ยนโต หรือ กรรไกร เป็นสัญลักษณ์แทน จูฉก หรือ วิหคแดง ธาตุไฟ เพราะกรรไกรเหมือนปากนก เป็นสัญลักษณ์ตัดสิ่งอัปมงคล กรรไกรยังมีความหมายถึงครอบครัว
7.เก้งจื้อ หรือ กระจกเงา เป็นสัญลักษณ์แทน เหียนบู๊ หรือ เต่าดำ ธาตุน้ำ เพราะกระจกมีสัณฐานแทนกระดองเต่า สะท้อนแสงของกระจก หมายความว่าส่องสว่างขับไล่สิ่งชั่วร้าย ความกลมของกระจกหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ พร้อมหน้า
8.ซึ้งปั๋ว หรือ ลูกคิด หมายถึงความเที่ยงตรง เที่ยงธรรม เป็นกลาง เพราะลูกคิดจะให้ผลลัพธ์เท่ากันเสมอ ทั้งยังหมายถึงกิจการค้าเจริญรุ่งเรือง
9.หม่อปิ๊ด หรือ พู่กัน หมายถึงสัญลักษณ์ของการเรียน อวยพรให้การศึกษาเล่าเรียนก้าวหน้า
10.กั้นหยั่น เกี่ยม หรือ กระบี่ เป็นสัญลักษณ์อาวุธปราบมารร้าย
11.เหนี่ยวสั่ว หรือ สัปทน ร่ม เป็นสัญลักษณ์ของบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนคุ้มครองรักษา
     

             โดยทั่วไปมักตกแต่งทะนานให้สวยงาม มีการทำป้ายเขียนนามผู้ขอพรเรียกว่า ต้าวเชียม ตั้งอยู่กลางทะนานหรือต้าว ในเมืองไทยนิยมทำป้ายมีหลังคาเป็นรูปวิมานหรือเก๋งจีนด้วยกระดาษ ข้างหน้าเก๋งยังทำรูปเทพธิดาด้วยกระดาษประดับไว้ด้วย ส่วนสิ่งของที่นำมาบรรจุลงในทะนาน ต้าว นั้น ต้องบรรจุลงในตำแหน่งต่างๆ คือ ข้าวสาร บี้ บรรจุลงภายในให้เป็นบานสำหรับวางสิ่งของต่างๆ ตะเกียง เต็ง จุดไว้ตลอดไม่ให้ดับ ไม้บรรทัด เช๊ก จัดวางไว้ทิศตะวันออก คือ เบื้องขวา คันชั่ง ฉิ่น วางอยู่ทิศตะวันตก คือ เบื้องซ้าย กรรไกร เจี๋ยนโต เสียบเอาด้ามขึ้นทางทิศใต้ คือ ด้านหน้า กระจกเงา เก้ง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ คือ ด้านหลัง กระบี่ เกี่ยม และ ร่ม เหนี่ยวสั่ว จะปักไว้ด้านข้าง ส่วนลูกคิด ซึ้งปั๋ว และ พู่กัน หม่อปิ๊ด ก็จะวางอยู่ภายใน การจัดวางสิ่งของอาจมีแตกต่างกันบ้างตามความนิยมของท้องถิ่นต่างๆ เช่น แถบฮกเกี้ยนและไต้หวัน นิยมทำป้ายชื่อผู้ขอพรหรือต้าวเชียมคล้ายป้ายชื่อหรือป้ายเข้าเฝ้า ไม่มีหลังคาเป็นรูปวิมานแต่นิยมใช้ร่มปักไว้กลางทะนาน คลุมป้ายชื่อผู้ขอพร ทั้งยังนิยมมอบให้แก่เจ้าภาพ ผู้อุปถัมภ์ศาลเจ้าหรือกรรมการพิธีกลับไปเป็นสิริมงคล
ตำแหน่งการวางเครื่องมงคลหรือทะนานประทีป
-
ข้าวสาร บรรจุลงภายในให้เป็นฐานสำหรับวางสิ่งของต่าง ๆ
-
ตะเกียง เติมน้ำมันจุดไฟตลอดเวลาไม่ให้ดับ
-
ไม้บรรทัด วางอยู่ทางทิศตะวันออก คือ ทางขวา
-
คันชั่ง วางอยู่ทางทิศตะวันตก คือ ทางซ้าย
-
กรรไกร เสียบโดยเอาด้ามขึ้นทางทิศใต้ คือ ทางด้านหน้า
-
กระจกเงา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ คือ ด้านหลัง
-
กระบี่ และ ร่ม จะปักไว้ด้านข้าง
-
ลูกคิด และ พู่กัน ก็จะวางอยู่ภายใน


ว่านหางช้าง แก้คุณไสย์ทั้ง 4

ว่านหางช้าง แก้คุณไสย์ทั้ง 4


            ว่านหางช้าง ชนิดนี้ไม่ใช่ ว่านเพชรหึง อย่าสับสนหรือเข้าใจผิดว่า ว่านเพชรหึงคือว่านหางช้าง ซึ่งว่านหางช้างนี้ภาคเหนือเราเรียกว่า ว่านมีดยับ แปลว่า กรรไกร  การถูกคุณไสย์ทั้ง 4 คือ จะเกิดแต่ลมเพลมพัด หรือ จะถูกกระทำด้วยคุณไสย์ แล้วกระทำด้วยทางผิวหนัง ๑ , ทางเส้นผม ๑ , ทางเนื้อ ๑ , ทางกระดูก ๑
            การปลูกว่านหางช้างไว้หน้าบ้าน หลังบ้านหรือทิศลมพัด เป็นมหาคุณ เมื่อลมกระทบแก่ว่านหางช้างจะโบกพัด ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายทั้งคุณไสย์นานา ที่ลอยมากลางอากาศ หากลมพัดลมเพเอาของสกปรกที่ผู้มีวิชาปล่อยทิ้ง ลอยมาตามลม กระทบว่านหางช้างแล้ว คุณไสย์จะถูกถอนสิ้นฤทธิ์ในทันที อีกทั้งหากหญิงมีท้องตั้งครรภ์ให้นำใบว่านหางช้าง พัดปัดโบกที่ท้องจะเกิดเป็นสิริมงคลทำให้คลอดลูกง่าย
คาถากำกับว่านหางช้างมีอยู่ว่า
ปะถะมัง พินธุกัง                     ทุติยัง ทัณฑะเม เอวะ
ตะติยัง เภทะกัญ เจวะ              จะตุถัง อนัคคะ สัมพะวัง
ปัญจะมัง สิริสังชาตัง               นะแก้อาถรรพ์ การโรโหติ สัมพาโว
จงบังเกิดเป็นนะแก้อาถรรพ์ด้วย พุทธานุภาเวนะ
ธรรมานุภาเวนะ                      สังฆานุภาเวนะ           
อิติสิทธิ พุทธังสมาธิ                อิติสิทธิ ธัมมังสมาธิ
อิติสิทธิ สังฆังสมาธิ                อิติสิทธิ สุตังสมาธิ
อิติสิทธิ ปาระมิตตาสมาธิ       อิติสิทธิ มังรักขันตุสมาธิ ฯ
            ท่านให้ปรุงน้ำมนต์ด้วยว่านหางช้าง คือ ดอก ๑ , ใบ ๑, ต้น ๑ , ราก ๑ , ผลและเมล็ด ๑ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วสวดคาถาพระเจ้าห้าพระองค์ นะปถมัง ใช้ใบคนเป่าน้ำมนต์ ประพรมและพัดปัดโบก ผู้ถูกคุณใสย์ ไล่เสนียดจัญไรในสถานที่ต่างๆ 


ราก แก้คุณอันถูกบุคคลกระทำทางผิวหนัง
            ใช้ราก เหง้าของว่านหางช้าง รากแห้งต้มกับน้ำผสมเกลือ ทาผิวหนัง หรือนำมาต้มเป็นน้ำดื่มทั้งยังมีสรรพคุณแก้เจ็บคอ และแก้ไข้ เมื่อต้มรากเหง้าว่านหางช้างให้บริกรรมคาถานี้ 3 จบ และใช้น้ำมนต์ข้างต้นประพรม


ดอก แก้คุณอันถูกบุคคลกระทำทางเส้นผม ดอก
            ใช้ดอก บดละเอียดสระดำเกล้า แก้คุณไสย์กระทำทางเส้นผม หรือนำมาต้มน้ำดื่ม เมื่อบดดอกว่านหางช้างให้บริกรรมคาถานี้ 3 จบ และใช้น้ำมนต์ข้างต้นประพรม


 ใบ แก้คุณอันถูกบุคคลกระทำทางเนื้อ ใบ
            ใช้ใบพัดโบกไปตามเนื้อ กล้ามเนื้อ แก้คุณไสย์กระทำถูกเนื้อได้ และเป็นสิริมงคลอีกด้วย ใช้ใบ 3 ใบ ต้มเป็นน้ำดื่ม ทั้งยังมีสรรพคุณเป็นยาระบาย เมื่อจ้มใบหางช้างหรือเสกใบก่อนพัดโปกให้บริกรรมคาถานี้ 3 จบ และใช้น้ำมนต์ข้างต้นประพรม



ต้น แก้คุณอันถูกบุคคลกระทำทางกระดูก
            ใช้เนื้อในลำต้น ต้มน้ำดื่ม แก้คุณไสย์กระทำถูกกระดูก ทั้งยังมีสรรพคุณเป็นธาตุบำรุง เมื่อต้มเนื้อในลำต้นว่านหางช้างให้บริกรรมคาถานี้ 3 จบ และใช้น้ำมนต์ข้างต้นประพรม

                                                  จบว่านหางช้างแต่เพียงเท่านี้