กระทู้ ๗ แบก (คาถาอิติปิโส ๘ ทิศ) ยันต์เกาะเพ็ชร

วิชากระทู้ ๗ แบก (คาถาอิติปิโส ๘ ทิศ)
เรียบเรียงโดย ๙ มหาเวทย์

ภาคต้น
                                  นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
                         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
                                    อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
                                    วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
                                    อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ
                                    สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
            สิทธิการิยะ คุรุบุราณครูบรูพาจารย์เจ้าท่านประสิทธิ์กลบทพระคาถาอิติปิโส ๘ ทิศ อันกล่าวขาลกันในนาม กระทู้ ๗ แบก เป็นฉันทลักษณ์ ๗ คำ เรียงสลับสับเปลี่ยนด้วยกลวิธีเขียนลง ๘ บรรทัด ไล่ลงจากบนลงล่าง ได้แถวละ ๗ คำ จึงเรียกว่า ๗ แบก ดังจักประสิทธิ์ไว้เช่นนี้
            ให้ตั้งพานขันบูชาครูเป็นพระรัตนตรัย ประกอบด้วยธูป ๓ ดอก เทียน ๒ เล่ม แลมีดอกบัว ๘ ดอก ขึ้นบูชาคุณพระรัตนตรัยอันมีพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วจงนำเอาก้อนหินขนาดหนึ่งกำมือ เปรียบประดุจเท่าหัวใจของตน เอาก้อนหินขนาดนั้นมา ๘ ก้อน ชำระบริสุทธิ์ด้วยน้ำพระพุทธมนต์ วางบนขันไว้ในปรัมพิธี พึ่งแยกเป็นแปดพานแล้วใส่ดอกไม้ขวาดอกไม้แดงข้าวตอกดอกไม้จัดไว้คอยท่าไว้แลนา

            บทพระพุทธคุณ




“อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ  สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ”
            เมื่อนำบทพระพุทธคุณมาเข้ากลบทวิธี เขียนจากบนลงล่าง ๘ คำ แล้วไล่เรียงไปจนหมด ๕๖ คำจะได้ ๘ แถว แถวละ ๗ คำ ดังนี้









     จำแนกแจกแจงทิศาวิธีการเป็น ๘ ทิศมีพระพุทธคุณอยู่เหนือเกตุเกล้าศีรษะของตนเป็นศูนย์กลาง                 

๑.อิระชาคะตะระสา เรียกว่า กระทู้ ๗ แบก คุ้มทิศบูรพา เสกเป่าพิศสัตว์กัดต่อย
๒.ติหังจะโตโรถินัง เรียกว่า ฝนแสนห่า คุ้มทิศอาคเนย์ บทนี้ทำน้ำมนต์ รดคนเจ็บไข้ได้ป่วย
๓.ปิสัมระโลปุสัตพุธ เรียกว่า นารายณ์เกลื่อนสมุทร คุ้มทิศทักษิณ ภาวนากันภูตผีปีศาจ
๔.โสมานะกะริถาโธ เรียกว่า นารายณ์คลายจักร คุ้มทิศหรดี ทำน้ำมนต์ ไล่ผี หรือคนท้องกินคลอดลูกง่าย
๕.ภะสัมสัมวิสะเทภะ เรียกว่า นารายณ์ขว้างจักรไตรตรึงภพ คุ้มทิศประจิมเสกพรมร่างคนไข้ ไล่ภูพผีปีศาจ
๖.คะพุทปันทูธัมวะคะ เรียกว่า นารายณ์พลิกแผ่นดิน คุ้มทิศพายัพ เสกน้ำมนต์ป้องกันผี หรือถูกคุณกระทำชะงักนัก
๗.วาโธโนอะมะมะวา เรียกว่า ตวาดป่าหิมพานต์ คุ้มทิศอุดร เสกด้าย หวาย มีด ข้าวสาร ขับไล่ผี ผีป่าเวลาเดินทาง
๘.อะวิชสุนุตสานุสติ เรียกว่า นารายณ์แปลงรูป คุ้มทิศอีสาน เสกเป่าตัวเอง เวลาออกจากบ้านแคล้วคลาด



ภาคปลาย
ครั้งจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นตั้ง นะโม ๓ จบ กล่าวว่า
"นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ”

ขึ้นบทพระพุทธคุณ กล่าวว่า
“อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ
สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ”
เมื่อเสร็จแล้วให้นำก้อนหินออกมาเรียงรอบตัวไว้ ๘ ทิศ ทิศละ ๑ ก้อน
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันออก เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
 “อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา” ๗ จบ เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง”
๗ จบ เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศใต้ เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท” ๗ จบ
 เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันตกใต้ เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ” ๗ จบ เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันตก เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ” ๗ จบ เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
 “คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ” ๗ จบ เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศเหนือ เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“วา โธ โน อะ มะ มะ วา” ๗ จบ
เป่าลงไปแลนา
คราวผินหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียง เพ่งลงก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วบริกรรมว่า
“อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ” ๗ จบ เป่าลงไปแลนา

จากนั้นให้หันหน้าเข้าหาปรำพิธี แล้วบริกรรมคาถาว่า
                       อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา             ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง
                       ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท            โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ
                       ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ           คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ
                       วา โธ โน อะ มะ มะ วา            อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ
อีก ๗ จบ สวดจนจำแม่นยำขึ้นใจ ภาวนาจนมิผิด แล้วเป่ามนต์นี้ลงก้อนหิน นำเอาก้อนหินนั้นมาวางเป็นขอบขันธ์เขตบ้านเมืองเรือนอาศัย คุ้มเรือนสุ่มไฟป้องกันภูตผีป่าสัมภเวสีผีเร่ร่อน
              หากแม้นว่าต้องเดินทางไปค้างแรมที่ใดหรืออยู่ในสถานที่อันวิเวกวังเวง มีภูตผีปิศาจและคุณไสย์อาคมอาถรรพ์ก็ให้หยิบหินขึ้นมา ๘ ก้อน บริกรรมคาถานี้แล้ววางไว้รอบตัวหรือสถานที่นั้นๆจะป้องกันคุ้มภัยจากสัมภเวสีผีร้ายและคุณไสย์ได้ ประดุจดังเกราะเพชรกล้าเขตอาคมปกป้องรักษามิให้คุณไสย์มนดำแลผีร้ายร่วงกล้ำกลายเข้าพื้นที่นั้นได้ พุทธคุณที่เกิดจากการบริกรรมคาถานี้จักช่วยเป็นดังเกราะคุ้มครองตนไปในทิศทั้ง ๘ บริกรรมยามใดจะปลอดภัยจากคุณไสย์มนต์ดำ
            อนึ่งพระคาถานี้ยังเป็นคาถาประจำวันเกิด ด้วยว่ามีทั้งหมด ๘ บท จึงจำแนกแจกไว้ประจำวันทั้ง ๘ คือ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธกลางวัน ราหูพุธกลางคืน พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ โดยจักสวดมนต์นี้ตามกำลังวันของวันนั้น
 
มนต์ประจำวันอาทิตย์
                                                            อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ

พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางถวายเนตร พระอาทิตย์มีกำลัง ๖ ราชสีห์สิงโต สวดคาถาบูชา  ๖ จบ  

มนต์ประจำวันจันทร์
            อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางห้ามญาติ หรือห้ามสมุทร พระจันทร์มีกำลัง ๑๕ นางฟ้า แล้วสวดคาถาบูชา ๑๕ จบ

มนต์ประจำวันอังคาร
                                                           ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระอังคารมีกำลัง ๘ มหิสา แล้วสวดคาถาบูชา ๘  จบ

มนต์ประจำวันพุธ กลางวัน
                                                            ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร พระพุธมีกำลัง ๑๗ คชสาร แล้วสวดคาถาบูชา ๑๗ จบ

มนต์ประจำวันพุธ กลางคืน (ราหู)
คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ พระราหูมีกำลัง ๑๒ หัวผีโขมด แล้วสวดคาถาบูชา  ๑๒ จบ

มนต์ประจำวันพฤหัสบดี
ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางสมาธิ พระพฤหัสฯมีกำลัง ๑๙ ฤๅษี แล้วสวดคาถาบูชา 19 จบ

มนต์ประจำวันศุกร์
วา โธ โน อะ มะ มะ วา

พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางรำพึง พระศุกร์มีกำลัง ๒๑ โค แล้วสวดคาถาบูชา ๒๑ จบ

มนต์ประจำวันเสาร์
โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ
พระประจำวันเกิดพระพุทธรูปปางนาคปรก พระเสาร์มีกำลัง ๑๐ พยัคฆา  แล้วสวดคาถาบูชา ๑๐จบ

กลบทเกราะเพ็ชร ยันต์กลเพ็ชร

อิ จะ ตะ นัง ถา คะ นุ อะ วิ คะ มา ติ ชา โร สา สัต  ภะ มะ นุ โธ  ภะ สัม โต ระ พุท วา สา โน อะ พุท โส หัง คะ ถิ โธ วะ ติ มา สุ วา สัม ปิ ระ ระวิ  ปุ ณะ ทู ริ  สัม ทัม กะ ปัน สะ โล  

อิจะตะนังถาคะนุ                    อะวิคะมาติชาโร
สาสัตภะมะนุโธภะ                 สัมโตระพุทวาสา
โนอะพุทโสหังคะถิ                 โธวะติมาสุวาสัม
ปิระระวิปุณะทูริ
                       สัมทัมกะปันสะโล  


สิทธิการิยะ ยันต์หนึ่งที่ครูบาอาจารย์เจ้าท่านอรรถธิบายมาแต่โบราณ คราหนึ่งปรากฏขึ้นในพระร่วงเจ้า ยันต์นั้นประกอบขึ้นด้วยกระทู้ ๗ แบก มีอิติปิโส ๘ ทิศ ร่ายเรียงเขียนไว้แล้วชักสูตรลงเป็นตาข่ายคุ้มรอบขอบบนล่าง ได้รูปยันต์ศักดิ์สิทธิ์นักแล
            พึ่งนำธูปเทียนเครื่อง ๑ ตั้งขันบูชาครู ผ้าขาวคืบ ผ้าแดงคืบ ทำเป็นยันต์ เขียนอักขระแล้วชักสูตร คราใดขึ้น ๕ ค่ำ วันเสาร์ ให้เสกเป่าถมด้วยพระคาถาอิติปิโสแปดทิศ ๑๐๘ คาบ คราใดแรม ๕ ค่ำ วันเสาร์ ให้เสกเป่าถมด้วยพระคาถาอิติปิโสแปดทิศ ๑๐๘ คาบ นำขึ้นบูชาแล้วป้องกันคุ้มครองดังปราการเราะเพชรรัตน์อันวิเศษ
            ขึ้นขันธ์ ๘ ด้วยเครื่องบูชาครูบาอาจารย์ ธูปเทียนดอกไม้ ๘ ทั้งหมากพูล ผ้าขาวผ้าแดง ตั้งศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ ยามขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๕ ลงเลขเสกยันต์ สักยันต์เกาะเพชรนี้คุ้มกายา พึ่งสักแบบชักสูตร สักอักขระแล้วลากต่อไปลงอักขระตัวต่อไปจนครบ ๕๖ อักขระ แล้วตรึงด้วยทองคำเปลว เมื่อเป่าเสกปลุกขึ้นมายันต์เกราะเพชรจะคุ้มตัวขึ้นเป็นร้อนทั้งร่ายกาย ร้อนหน้า ร้อนหู ให้ภาวนาพระคาถาตรึงไว้ในใจไปมานาน ๓ วัน ๗ วัน ตราบเท่าที่ร้อนกายจะสงบลง
            อุปเทห์ว่าผู้ใดครอบครองยันต์นี้จักเป็นมงคล ปิดแปะยันต์ไว้ในบ้านจะคุ้มครองป้องกันไสยศาสตร์แก้อาถรรพ์ทั้งปวง ผู้ใดมียันต์กับตัว จะไม่ตายโหงอย่างเด็ดขาด จะไม่ตายด้วยพิษสรรพสัตว์ ปลอดภัยจากไสยศาสตร์ทุกประการ ไสยศาสตร์ทุกอันจักสะท้อนย้อนกลับ ดังได้พรรณามาด้วยประการเช่นนี้

อุปเทห์
            กระทู้เจ็ดแบก อาจารย์จําแนกไว้บูชา เสกข้าวกินทุกวัน อาจป้องกันเครื่องศาสตรา อนึ่งภาวนา แล้วหันหน้าสู่ช้างสาร อาจหักงวงคชา ด้วยพลาอันห้าวหาญ มีกําลังเหลือประมาณ ยิ่งช้างสารอันตกมัน ฤษีทั้ง7องค์ ท่านดํารงอยู่ทิศนั้น เมื่ออภิวันท์ หันพักตร์นั้นทางทิศบูรพา
            อาคเนย์ฝนแสนห่า ใช้ภาวนาคราเดินทาง ถึงเดินสิ้นทั้งวัน เรื่องนํ้านั้นอย่าระคาง เสกหมากรับประทานพลาง สิบห้าคําอ้างกินเรื่อยไป แม้นใคร่ให้มีฝน อย่าร้อนรนจงใจเย็น ให้เสกไส้เทียนชัย เสกให้ได้แสนเก้าพัน แล้วให้นึกเทเวศ ผู้เรืองเดชในสวรรค์ อิทรพรหมสิ้นด้วยกัน ตลอดจนถึงชั้นอะกะนิฏฐ์ ฝนก็จะตกหนัก เพราะอารักษ์อันศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีโรคอันวิปริต จงพินิจพิจารณา เอาทํานํ้ามนต์ แล้วพรํ่าบ่นด้วยคาถา เสกพ่นสัก
7ครา มิทันช้าก็จักหาย อาคเนย์นามทิศศา จงหันหน้าไปโดยหมาย เคารพครูบรรยาย แล้วจึงร่ายคาถาเอย
            นารายณ์กลืนสมุทร์ ฤทธิรุททิศทักษิณ เรื่องฝีเกลื่อนหายสิ้น ไม่ต้องกินเสกพริกไทย เจ็ดเม็ดเสกเจ็ดหน แล้วจงพ่นลงทันใด สามครั้งก็จะหาย สมดังใจจํานง อนึ่งใช้เสกปูน สําหรับสูญฝีหัวลง มิช้าฝีก็คง ยุบย่อลงในบัดใด ภาวนาลงกระดาษ อย่าประมาทจงตั้งใจ ฟั่นเทียนเอาทําไส้ เทียนนั้นไซร้หนึ่งบาทหนา ลงคาถาล้อมให้รอบ ตามระบอบอย่ากังขา เท่ากําลังเทวดา ตามชันษาผู้เป็นไข้ แล้วจุดบูชาพระ อย่าได้ละภาวนาไป มิช้าไข้นั้นไซร้ จะหายดังปลิดทิ้ง
            หรดีพึงสําเหนียก มีชื่อเรียกเป็นสองอย่าง คือนารายณ์คลายจักรอ้าง กับอีกทั้งพลิกแผ่นดิน มีฤทธิ์และศักดา ทั้งเดชาและโกสินทร์ ภาวนาเป็นอาจิณ ยําเกรงสิ้นเหล่าศัตรู รําลึกแต่ในใจ ข้าศึกไซร้ปืนสู้ หย่อนกําลังพรั่งพรู ไม่คิดสู้เราต่อไป ถึงแม้คนใจกล้า พอเห็นหน้าก็อ่อนไป ครูเฒ่าท่านสอนไว้ แม้สิ่งใดมีประสงค์ สิ่งนั้นพลันต้องได้ สมดังใจจํานง เพราะคาถาเป็นมั่นคง อย่างวยงงจงบูชา คุณครูผู้บรรยาย ท่านเร่ย้ายหรดีทิศา เมื่อจะภาวนา จงหันหน้าทางนั้นเอย
            ทิศประจิมนามประหลาด ชื่อตวาดหิมพานต์ มีเดชอันห้าวหาญ ดุจช้างสารไม่กลัวตาย พบช้างและปะเสือ ที่ดุเหลือทั้งโคควาย อีกทั้งโจรดุร้าย ก็อย่าได้นึกกลัวมัน จงนิ่งภาวนา พระคาถาไปฉับพลัน เป็นมหาจังงังอัน วิเศษยิ่งอย่ากริ่งใจ สัตว์ร้ายและคนพาล ไม่อาจหาญเข้ามาใกล้ ให้แคล้วให้คลาดไป จงท่องไว้ทั้งเช้าคํ่า อนึ่งเมื่อภาวนา จงหันหน้าอย่าถลํา ทิศประจิมจงจดจํา ดังแนะนําดังนั้นเอย
            พายัพนามทิศ มหิทฤทธิ์นั้นมากนัก ชื่อว่านารายณ์กลืนจักร์ มีฤทธิ์ศักดิ์นั้นย้อนยอก ครูเฒ่าท่านกล่าวมา ถ้าแม้นลูกไม่ออก เอานํ้าใส่ขันจอก แล้วเปล่งออกซึ่งวาจา เสกนํ้าทํานํ้ามนต์ ร้อยแปดหนด้วยคาถา ให้กินอย่ารอช้า พรหมกายาตลอดศรีษ์ บุตรน้อยจะค่อยเคลื่อน ขยัยเขยื้อนเคลื่อนอินทรีย์ เสดาะเสกวารี หากไม่มีนํ้ากระสาย จงเป่าด้วยคาถา ไม่ทันช้าหลุดกระจาย ครูประสิทธิ์บรรยาย ท่านเร่ย้ายอยู่พายัพ เพื่อเป็นการคํานับ ตามตําหรับอาจารย์เอย
            นารายณ์ขว้างจักร์นี้เลิศลบ อีกนามหนึ่งตรึงไตรภพ สองชื่อย่อมลือจบ ทั่วพิภพเรืองเดชา ภาวนาสูดลมไป ว่าให้ได้สักสามครา คอยดูที่ฉายา ถ้าเห็นเงาว่าหายไป ครานั้นจงชื่นชม คนนับหมื่นหาเห็นไม่ บังตาหายตัวได้ ครูกล่าวไว้เร่งบูชา หันพักตร์สู่อุดรทิศ แล้วตั้งจิตภาวนา ตามบทพระคาถา ที่กล่าวมาแต่ต้นเอย
            อิสานนามแถลง นารายณ์แปลงรูปโดยหมาย ภาวนาอย่าระคาย ศัตรูร้ายแปลกเราไป เมื่อนัก จงรู้จักที่อย่างดี แล้วเสกให้บ่อยๆ อย่างน้อยๆ ๑๐๘ ที แล้วเก็บไว้ให้ดี ถึงคราวที่จะต้องใช้ เสกอีกสักเจ็ดหน ประกายตนแล้วจึงไป เป็นเสน่ห์แก่ผู้ใช้ ทั้งหญิงชายทุกภาษา ไม่ว่าคนชั้นไหน แต่พอได้เห็นพักตรา ให้รักด้วยเมตตา ประหนึ่งว่าเป็นลูกหลาน แคล้วคลาดเหล่าศัตรู สิ้นทั้งหมู่อันธพาล ครูอยู่ทิศอิสาน จงนมัสการและบูชาเอย

อวสานบท
กลบทคาถาอิติปิโสแปดทิศ มาแต่พระพุทธคุณ ๕๖ เป็นคุณแห่งพระพุทธคุณ จงเจริญบริกรรมภาวนาดุจนำประคำมาร่ายภาวนาจักเป็นประคำบารมี ป้องกันภัยจากสิ่งชั่วร้ายแลถึงซึ่งพระพุทธคุณได้โดยปริโยสานสนันตา

๙ มหาเวทย์

สรภัญญะ พระพุทธสิหิงค์คำฉันท์

สรภัญญะ พระพุทธสิหิงค์คำฉันท์


หันทะ มะยัง พุทธะปังสังเสา คาถาโย พุทธะสิหิงโค นามะ ภะณามะ เส ฯ

อิติ ปะวะระสิหิงโค                              อุตตะมะยะโสปิ เตโช
            ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส                           สักกาโร อุปาโท
            สะการะ พุทธะสาสะนัง                       โชตะยันโตวะ พุทโธ ติ ฯ
            สุระนะเรหิ มะหะโต                             ธะระมาโนวะ พุทโธ ติ ฯ


๏ พุทธสิหิงคา                                      อุบัติมา ณ แดนใด
ประเสริฐ ธ เกริกไกร                          ดุจกายพระศาสดา

เป็นที่เคารพน้อม                                 มนุษย์พร้อมทั้งเทวา
เปรียบเช่นชวาลา                                 ศาสนาที่ยืนยง
เหมือนหนึ่งพระสัมพุทธ-                    สุวิสุทธิ์พระชนม์คง
แดนใดพระดำรง                                 พระศาสน์คงก็จำรูญ
ด้วยเดชสิทธิ์ศักดิ์                                 ธ พิทักษ์อนุกูล
พระศาสน์ บ มิสูญ                              พระเพิ่มพูนมหิทธา
ข้า ฯ ขอเคารพน้อม                             วจีค้อมขึ้นบูชา
พิทักษ์ ธ รักษา                                    พระศาสน์มาตลอดกาล
ปวงข้าจะประกาศ                               พุทธศาสน์ให้ไพศาล
ขอพระอภิบาล                                     ชินมารนิรันดร์ เทอญ ฯ
(กราบ)



คาถานกแซงแซว (ฆเฏสิ)

กำเนิดคาถานกแซงแซว

คาถานกแซงแซว
คาถา
: ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึงการณํ ฆเฏสิ อหํ ปิตํ ชานามิ ชานามิฯ
คำอ่าน: ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กึงการะณัง ฆะเฏสิ อะหังปิตัง ชานามิ ชานามิ
คำแปล: เจ้าพยายามไปเถิด เจ้าพยายามไปเถิด เจ้าพยายามทำเพื่ออะไร, เจ้าพยายามทำอะไรอยู่ เรารู้นะ เรารู้นะ,
อุปเท่ห์
: สิทธิการิยะ บรูพาบุราณครูบาอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้ว่าคาถานี้มีมาแต่สำนักตักศิลาโดยอาจารย์ทิศาปราโมทย์อนุเคราะห์ให้แก่จุฬกะมาณพ และคล้ายคลึงกับตำนานคาถานกแซงแซวของชาวล้านาที่พระอินทร์จำแลงเป็นนกแซงแซวเพื่อมาช่วยคุ้มครองพวกเด็กจากคนใจไม้ไส้ระกำ คาถาใช้ทางป้องกันภัย โจรภัย ป้องกันขโมยขึ้นบ้าน ป้องกันอันตรายจากของมีคม แคล้วคลาดจาดศาสตราอาวุธของมีคมทั้งปวง แลจักใช้ได้ทุกครั้งที่ระลึกได้ พร่ำบ่นสาธยายร่ายมนต์บทนี้อยู่เป็นนิจเถิด



ตำนานคาถานกแซงแซว จากชาวล้านนา
            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลำธารน้ำใสไหลเย็น เด็กๆมักจะพากันมาลงเล่นน้ำ ส่งเสียงเอะอะโว้ยว้ายเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ในวันนั้นเองหลังจากที่เด็กๆเลี้ยงควายเสร็จจึงพากันมาเล่นน้ำตามปกติ ณ ลำธารแห่งนั้นก็มีชายหนุ่มปลูกเรือนไว้ริมน้ำ และขณะนั้นชายหนุ่มหาปลาอยู่ปลายน้ำ ทอดแหยังไงก็ไม่ได้ปลา ด้วยว่าเสียงดังสนั่นของเด็กๆที่มาเล่นน้ำอยู่เป็นประจำ ชายหนุ่มหาปลาก็ทราบว่าเด็กมาเล่นน้ำอีกแล้ว ซึ่งปกติก็สร้างความรำคาญมากแล้ว เด็กกระโดลงน้ำทำให้ปลาแตกตื่นตกใจหนีไปเสียหมด จึงเกิดความคับแค้นใจกับเด็กๆพวกนั้น
            ในวันต่อมา ชายหนุ่มหาวิธีแก้แค้นพวกเด็กๆที่มาเล่นน้ำ ชายหนุ่มรู้แล้วว่าเด็กจะพากันมาเล่นน้ำอยู่บริเวณนั้นประจำ จึงได้คิดวางแผนทำร้ายพวกเด็ก ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงตัดไม้ไผ่แล้วเหลาไม้ไผ่ให้แหลมคม นำไม้แหลมไปหักไว้ใต้น้ำ โดยหันปลายแหลมขึ้น ชายหนุ่มวางกับดักนี้หวังจะทำร้ายพวกเด็กๆ เมื่อเด็กลงเล่นน้ำ กระโดดลงไปโดนไม้ไผ่แหลมแทงตาย
             ครั้งเมื่อพวกเด็กกลับจากการเลี้ยงควาย เห็นลำธารน้ำใสก็อยากกระโดดลงเล่นน้ำ ตอนนั้นเองบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์บัลลังก์แท่นรัตนกำพลศิลาอาส์นของพระอินทร์ก็รุมร้อนดุจเอาไฟมาอังใต้แท่น บัลลังก์ที่แสนนุ่มนวลกลับกลายเป็นแข็งทื่อ พระอินทร์จึงเกิดความสงสัยเล็งมองมายังโลกมนุษย์ เห็นชายหนุ่มวางแผนฆ่าพวกเด็กๆโดยเอาไม้ไผ่แหลมปักไว้ใต้น้ำ แล้วพวกเด็กๆก็กำลังจะกระโดลงลำธารที่ชายหนุ่มวางกับดักไว้ท่านั้น พระอินทร์จึงลงมาช่วยเด็กๆ โดยจำแลงแปลงกายลงมาเป็นนกแซงแซวตัวใหญ่มหึมาสีดำมีเงางาม ตาแดงแก่ดั่งโกเมน หางเรียวยาวเป็นแฉกแหวกลาดพาดลงมาเกาะอยู่บนกิ่งยอดไม้

            เด็กๆที่ยืนอยู่ที่ตลิ่งน้ำกำลังจะกระโดเห็นนกแซงแซวตัวใหญ่มาเกาะ จึงแลมองนกแซงแซวตัวนี้ส่งเสียงร้องอย่างฉงน เพราะเสียงนกแซงแซวตัวนี้ร้องว่า “
ติงติงสรณายะกันติง” ด้วยความแปลกประหลาดเด็กจึงท่องตามเสียงนกนั้น ด้วยความคึกคะนอง “ติงติงสรณายะกันติง” หลักจากตกตะลึงตันจากเสียงร้องของนกแซงแซวแล้ว เด็กๆก็กระโดดลงเล่นน้ำ ตูมตามโครมครามกันอย่างสนุกสนาน เย็นสบายส่งเสียงแจ้วจ้าวอย่างรื่นเริงเหมือนทุกๆครั้ง เด็กที่กระโดลงมถูกโดนกระทบแหลมคมของไม้ไผ่ก็กลับกลายเป็นทู่ เลือดสักหยดก็ไม่มี แผลถลอกสักนิดก็ไม่เห็น พวกเขานั้นก็รู้สึกถึงว่ามีตอไม่อยู่ใต้น้ำ ดำลงไปดูก็เห็นตอไม้ไผ่ปลักอยู่เต็ม แต่พวกเขาก็ไม่เป็นอะไรเลย เมื่อพวกเด็กเล่นน้ำกันเสร็จแล้ว พวกเด็กๆเลิกรากันกลับบ้าน
            ชายหนุ่มที่วางกับดัก เห็นพวกเด็กไม้เป็นอะไร ไร้ซึ่งรอยขี่ขวนใดๆ  จึงไปดูที่ลำธารตรงจุดที่ตนวางกับดักไว้ ซึ่งมีรอยเท้าและล่องรอยการลงเล่นน้ำของพวกเด็กๆเหลือไว้ แต่ลิ่มไม้ไผ่แหลมที่ปลักไว้ใต้น้ำกลับลอยฟูฟ้อนที่จมอยู่ก็ล้มระเนระนาดไปหมดเหนือลำธารและปลายแหลมของลิ่มไม้ไผ่ที่แหลมคมกลับทู่ไปเสียหมด
            พวกเด็กที่รอดตายมาได้นั้นก็นึกขึ้นได้ว่ามีนกแซงแซวมาร้องเสียงแปลกประหลาดราวกับท่องมนต์ร่ายมนต์คาถาให้ฟังว่า “ติงติงสรณายะกันติง” จึงจดจำคาถานี้ไว้แล้วรู้จักกันแพร่กลายกันในนามคาถานกแซงแซวนั่นเอง
            ต่อมาผู้รู้คาถาเห็นว่าคาถานี้ดีนัก มีคุณอันวิเศษ พระอินทร์จำแลงลงมาเป็นนกแซงแซวเพื่อร่ายคาถาให้เด็กฟัง เพื่อคุ้มครองป้องกันให้พวกเขาปลอดภัยจากภยันอันตราย ศาสตราอาวุธของมีคม และจากคนใจมารใจร้ายไส้ระกำ  จึงผูกสำนวนคาถานี้ว่า “
ติงติงสรณายะกันติง” และสำนวนเต็มคาถานี้ว่า “ฆเฏสิ ฆเฏสิ กิ๋งการะนัง ฆเฏสิ อะหังปิตั๋ง จานามิ จานามิ” แล้วจึงเล่าขานสืบต่อกันมาดังประการฉะนี้แลฯ

คาถาฆเฏสิจากจุฬปถกชาดก
ณ กรุงพาราณสี มีมาณพชื่อว่าจุฬกะ จุฬกะมาณพได้เดินทางมายังกรุงตักศิลา สำนักตักศิลาเพื่อศึกษาวิทยาจากอาจารย์ทิศาปราโมทย์ อาจารย์ของมาณพก็เห็นว่าจุฬกะมาณพคนนี้มีปัญญาทึบมาก แต่ขยันขันแข็งปรนนิบัติอาจารย์เป็นอย่างดีไม่ขาดตกบกพร่อง แต่วิชาการอื่นๆกับไม่เอาไหนไม่ได้เรื่องแม้แต่น้อย
            เมื่อเวลาผ่านไปครบกำหนดที่มาณพจะกลับบ้าน แต่จุฬะมาณพไม่ได้ศิลปวิทยาอะไรจาจากอาจารย์ทิศาปราโมทย์เลย ได้แต่ทำงานเฝ้าดูแล ปรนนิบัติรับใช้อาจารย์เท่านั้น มาณพผู้นี้ปัญญาทึบมาก จึงเรียนรู้อะไรไม่ได้สักอย่าง อาจารย์ทราบว่าจุฬกะมาณพจะกลับบ้านแล้ว ด้วยซึ้งในน้ำใจศิษย์ที่มีให้อาจารย์ อยู่รับใช้ปรนนิบัติอยู่สม่ำเสมอ สงสารในสิติปัญญาของมาณพคนนี้ที่เขลานัก แล้วแลเห็นไปในภายาคหน้าแล้ว จึงให้มนต์แก่จุฬกะมาณพบทหนึ่ง แล้วกำชับเป็นหนักหนาว่าจำให้ได้ แล้วท่องทุกขณะที่รู้สึกตัว จุฬกะมาณพจึงรับมนต์บทนี้มาจากอาจารย์ทิศาปราโมทย์ มนต์บทนี้ความว่า
“ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึงการะณัง ฆเฏสิ อหังปิตัง ชานามิ ชานามิ”
            ครั้นจุฬกะมาณพท่องจำได้แม่นยำและมั่นสาธยายมนต์ได้คล่องแล้ว อาจารย์จึงอนุญาตให้จุฬกะมาณพกราบลาเดินทางกลับบ้านได้ ซึ่งมาณพก็ได้มนต์ติดตัวกลับบ้านมาอยู่หนึ่งบท แน่นอนว่าเขาทำตามที่อาจารย์สั่งสอนคือท่องทุกขณะที่รู้สึกตัว
            คืนวันหนึ่งพระราชามีพระประสงค์จะเดินทางประพาสบ้านเมืองของพระองค์ จึงปลอมพระวรกายใส่ฉลองพระองค์เยื้องสามัญชนคนธรรมดา ปลอมพระองค์เป็นชาวบ้านธรรมดา แล้วเสด็จออกมาจากพระราชวัง ตรวจตราความเป็นไปของชาวบ้าน พระองค์ทรงดำเนินมาได้ระยะหนึ่ง เห็นคนน่าสงสัยทำตัวลับๆล่อๆอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ด้วยพระปรีชาพระองค์ทราบทรงว่าโจรกำลังจะเข้าบ้านหลังนั้น ขณะนั้นเองจุฬกะมาณพที่นอนหลับอยู่ที่บ้านหลังนั้นก็สะดุ้งตื่นขึ้น แล้วมาณพก็นำถึงคำอาจารย์ได้ว่าให้สวดท่องมนต์ในยามที่รู้สึกตัว มาณพจึงสาธยายมนต์ออกมาออกดัง  “ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึงการะณัง ฆเฏสิ อหังปิตัง ชานามิ ชานามิ” และแล้วโจรย่องเบาได้ยินเสียงคนในบ้าน จุฬกะมาณพกำลังท่องมนต์ โจรตื่นตกใจกลัววิ่งหนีทุรนทุรายอย่างไม่คิดชีวิต พระราชาที่ปลอมตัวมาเป็นชาวบ้าน มองเห็นสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดและได้ยินมนต์นี้ บังเกิดความอัศจรรย์ใจขึ้นว่า มนต์บทนี้ช่างมีคุณวิเศษนั้น
            พระราชาเสด็จกลับพระราชวังและจำมนต์บทนี้มาก็ทรงท่องอยู่เป็นอาจิณ ทรงสนหทัยกับมนต์บทนี้มาก รับสั่งให้ราชบุรุษไปเชิญตัวมาณพนี้เข้าวัง เพื่อจะคลายข้อสงสัยในพระหฤทัย จุฬกะมาณพก็ได้เข้าเฝ้าพระราชาเพื่อแก้ความคืบแคลงหทัยที่พระราชาทรงสงสัยในมนต์บทนี้
            เมื่อมาณพมาพบกับพระราชา พระราชาจึงตัดถามมาณพว่า “พ่อมาณพ พ่อเรียนมนต์มาจากที่ใด ใครเป็นผู้สอนมนต์บทนี้ให้” มาณพก็กราบบังคลทุลตามความเป็นจริงว่า “ข้าเรียนมาแต่สำนักตักศิลา อาจารย์ทิศาปราโมทย์เป็นผู้สอนให้” ครั้งพระราชาได้ยินเช่นนั้นจึงใคร่จะเรียนรู้มนต์บทนี้จากจุฬกะมาณพเป็นอันมาก  ทรงดำริกับมานณพว่า “พ่อ มาณพ ท่านพอจะสอนมนต์บทนี้ให้ได้หรือไม่” จุฬกะมาณพตกลงยอมสอนศิลปวิทยามนต์บทนี้ให้ พระราชาทางดีพระหทัยยิ่งนัก
            จุฬกะมาณพเชิญพระราชาลงมานั่งในที่เสมอกันเพื่อเตรียมพร้อมจะเรียนมนต์ แล้วสาธยายมนต์ว่า “ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึงการะณัง ฆเฏสิ อหังปิตัง ชานามิ ชานามิ” ถวายแก่พระราชา แล้วกำชับมาดังคำอาจารย์ทิศาปราโมทย์ให้ท่องทุกขณะที่รู้สึกตัว เมื่อพระราชาท่องจำมนต์ได้แม่นยำแล้ว จึงประทานรางวัลทรัพย์สินให้แก่จุฬกะมาณพเป็นอันมาก พร้อมสาธยายมนต์นี้อยู่มิขาด
            ต่อมาได้นาน เสนาบอดีคิดก่อการ ตั้งตนเป็นใหญ่ คิดคดทรยศ จึงตังอานิจสินจ้างแก่นายช่างกัลบก พนักงานภูษามาลาคนหนึ่งที่จะถวายปลงพระมัสสุให้พระราชา โดยให้ช่างภูษามาลาตัดที่พระศอของพระราชาในขณะที่ปลงพระมัสสุ แล้วสัญญาเป็นอานิจสินจ้างว่าถ้าปลงพระชนม์พระราชาได้ แล้วเสนาบดีได้ขึ้นเป็นพระราชาแล้ว จะตั้งให้ช่างกัลบกเป็นเสนาบดี ได้ยินเช่นนั้นช่างกัลบกจึงตกลงรับทำ
            โอกาสก็มาถึงแก่ช่างกัลบกนายภูษามาลา เมื่อพระราชาทรงดำริให้ปลงพระมัสสุ นายช่างกัลบกเห็นว่ามีดโกนทื่อจึงได้ไปรับคมมีดอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อมีดจะได้คมๆตัดพระศอของพระราชาใด้สวรรคตในครั้งฉับเดียวคาที ในเวลาเดียวกันนั้นพระราชาทรงระลึกถึงมนต์ที่เรียนมาจากจุฬกะมาณพได้จึงสาธยายว่า “ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึงการะณัง ฆเฏสิ อหังปิตัง ชานามิ ชานามิ” ช่างตัดผมได้ยินเข้าถึงกับตกใจตัวสั่นเหงื่อโทรมกาย ลุกลี้ลุกลนกลัวว่าพระราชชาจะทราบถึงแผนร้ายที่ตนจะทำ พลางทิ้งมีดโกนแล้วหมอบกราบของประทานพระราชอาญาและยอมรับสารภาพว่าสมคบกับเสนาบดีและเสนาบดีวงการให้ปรงพระชนม์ชีพของพระราชา  เมื่อปรงพระชนม์ได้แล้วจะตั้งให้เป็นเสนาบดี
            พระราชาทราบความดังนั้นแล้วจึงเนรเทศเสนาบดีคนนั้น พร้อมระลึกว่ามาณพได้ช่วยชีวิตพระองค์ไว้ในคราวนี้ พระราชาจึงรับสั่งประทานตำแหน่งเสนาบดีนั้นให้แก่จุฬกะมาณพดำรงตำแหน่งต่อไป


จบกำเนิดคาถานกแซงแซวแต่เพียงเท่านี้

กาพย์ ชมดอกไม้

กาพย์ชมดอกไม้
กาพย์ยานี ๑๑
 
           ๏ เมกไม้พันธ์พฤกษา              สุคันธาผกามาศ
มธุปุบผาชาติ                                       พฤกษราชปทุมบาน
เกศแก้วกรรณิการ์                                หอมตรึงตราสวยตระการ
เรืองร้อยพรรณพิศาล                           มโหราฬทานตะวัน
มะลิขาวสดใส                                     ซ้อนฉัตรใกล้มะลิวัลย์
พุดซ้อนหฤหรร                                   ดาวเรืองขั้นไม่รู้โรย
ชบาดอกชบาด่าง                                 เล็บมือนางมิรู้ม้วย
กุหลาบชูดอกสวย                               หล่นปลายโปรยกลีบผกา
ดอกปีบกาสะลอง                                นวลละอองหอมฟุ้งมา
สารพัดมาลา                                        บุษบาผกาพันธ์
อันชัญประจักษ์                                   ก้ามปูปักษาสวรรค์
นางแย้มเย้านวลจันทน์                        สัตบรรณกลิ่นพิกล
ผกากรองผกาแก้ว                               ดอกนมแมวกล่อมกมล
สโรชโกมล                                          ปัทมลจงกลนี
ดอกสัตตบงกช                                    ลอยย้อยหยดชลธี
ดอกบัวห้าดอกนี้                                 ลอยวารีท้าตะวัน
บานเช้าแล้วบานเย็น                           ดอกซ้อนเร้นพฤกษกัลป์
ดอกราตรีฉายแสงจันทร์                      ชัยพันธ์ราชพฤกษ์
สายหยุดมิหยุดหอม                             สะพรั่งล้อมหอมจนดึก
ภุมรินทร์เจ้าช่างคึก                              เช้าบ่ตรึกผึ่งมาตอม
ราชวดีหอมแรง                                   มวลแมลงแมงมาล้อม
โมกจำปีจำปาหอม                              แมลงยอมยั่วยวลใจ
คัดเค้าเข้าลั่นทม                                  ริตรอมตรมขมฤทัย
ลีลาวดีบานอยู่ใกล้                              รัญจวนใจใครทุกคน
โสนบานรุ่งอรุณ                                  กรุ่นละมุลชวนยินยล
อุตพิตคล้ายอาจม                                กลิ่นระคนมิยลยิน
ยี่โถแลยี่เข่ง                                          พิษบรรเลงให้ราคิน
ดองดึงมลายลิน                                   บรรลัยสิ้นเอื้องหมายนา
ชวนชมเจ้าสวยสด                               ความงามงดซ่อนความมา
บานบุรีรำเพยพา                                  แสลงว่าอันตราย
ยี่หุบทุบมณฑา                                    กะดังงาพันณราย
การเวกดูคล้าย                                    ทองหลางลายแสดส้มงาม
พวงชมพูดูพวงแสด                             ท้าลมแดดจนบ่ายสาม
พู่ระหงห์กลางดงหนาม                       ยังงดงามตามสมควร
ดอกหิรัญญิการ์                                   เอื้องไตรตราสีขาวนวล
สารภีดอกลำดวน                                ลมพัดกวนกลิ่นจรุง
จันทน์กระพ้อง้อจันทน์ผา                   วาสนากลิ่นคละคลุ่ง
ลมโฉบโลมเล้าปรุง                             เกสรฟุ้งจากพงไพร
ร่วงโรยละอองไอ                                อัศจรรย์ใจละมุมละไม
สรวงสวรรค์กลางไพร                         สราญใจสุดพรรณนาฯ
 ธรรมจิต สวัสดี

โองการอัญเชิญบูรพาจารย์

โองการอัญเชิญบูรพาจารย์
ร่าย
๏ โอม บังคมปฐมบูรพาจารย์ ผู้ทรงประสาทการศิลปะวิทยา
เป็นอาภรณ์ประดับภพ             สบพุทธิปัญญาอเนกชน 
ดลระลึกตรึกชอบ                    ก่อปอร์ปคุณสุนทรีย์ 
ทวีหิริโอตตัปปะ                     อุตสาหะการเรียน
พากเพียรกระบวนช่าง             รอบรู้ทุกอย่างเชี่ยวชาญ  
วิทยาการรุ่งไพโรจน์               สำเร็จประโยชน์เพราะพระบารมีฯ
๏ ข้าขออัญชลีบังคมบาท   อดิศรราชพรหมธาดา  
ทั้งอัครชายาสุรัสวดี ธำรงคัมภีร์อักษรศาสตร์ดุริยางค์ฯ
๏ ข้านบองค์ทรงสุบรรณเหิรนภางค์คือนารายณ์   หัตถุ์ขวาซ้ายทั้งสี่
ทรงตรีคทาจักรสังข์   บังลังก์อนันตนาคราช   พร้อมลักษมีอนงค์นาถภควดีฯ
๏ ข้านบองค์มเหศวรศุลีศรีคีรินทร์ไกรลาส   ประทานศาสตร์เจ็ดประการ
พื้นฐานก่อนสัมมาอาชีวะ   พร้อมอัคระชายาอุมาเทวีฯ
๏ ข้านบองค์คณบดีคชมุขนาถ   ทรงมุสิกอาสน์อลังการ  
ประหารอุปสรรคสรรพพินาศ   ประสาธน์ศิลปะนานาฯ
๏ ข้านบมหาเทวาจารย์หัตถกิจ   คือองค์พระวิษณุกรม  
หัตถ์สดำทรงผึ่ง   เป็นหนึ่งงานสถาปนา   ล้วนโอฬาร์เลิศตระการฯ
๏ ข้านมัสการคุรุเทวะพระพฤหัสบดี   ทรงประสิทธิ์ศรีศิลปะวิทยา
มีอรรถพจนาสั่งสอน   พ้นมืดมนกลับชัลวาลย์ฯ

๏ ขอปวงคุรุเทวาบูรพาจารย์   โปรดประทานสวัสดิมงคล
พูลผลไปทั่วอาณาจักร์   บริรักษ์ประชาราษฎร์นิราสทุกข์
องค์พระประมุขนิรัติศัยยืนยิ่ง   เป็นมิ่งเป็นขวัญ   ตราบนิรันดร์   โสตถิเทอญฯ